เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 290 - อานุภาพทหารช้าง

บทที่ 290 - อานุภาพทหารช้าง

บทที่ 290 - อานุภาพทหารช้าง


บทที่ 290 - อานุภาพทหารช้าง

สิ่งที่พวกเขาคิดนั้นถูกต้อง

การทำศึกสงครามไม่เคยเป็นเรื่องของคนคนเดียว

ในสถานการณ์ที่ขุนพลไม่อาจเอาชนะได้

การอาศัยความได้เปรียบทางกำลังพลมหาศาล เพื่อทำการล้อมสังหาร นับเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยม

และสถานการณ์ในตอนนี้

ก็สอดคล้องกับจุดนี้อย่างสมบูรณ์

แถมอย่าพูดถึงเรื่องอื่น

ฝ่ายตรงข้ามมีกองทัพสองล้านนาย

แม้ว่ากองทัพจำนวนมหาศาลขนาดนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะทุ่มลงสู่สนามรบพร้อมกัน

แต่ก็เป็นแรงกดดันที่น่ากลัวอย่างยิ่ง

ที่สำคัญที่สุดคือ

เมื่อการรบที่นี่ถูกตรึงไว้

ประตูเมือง...

ก็ยากจะบอกได้แล้ว

เพราะ การยึดเมืองชิงแผ่นดิน ความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเมืองนั้นสูงยิ่ง

เมื่อใดที่เมืองถูกยึด ผลแพ้ชนะของสงครามครั้งนี้ ก็แทบจะตัดสินได้แล้ว

ดังนั้นตอนนี้เขาถึงขั้นเดาได้ว่าแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามคิดอะไรอยู่

เกรงว่ากองทัพยอดฝีมือชุดหนึ่ง คงอ้อมไปด้านหลังถึงประตูเมืองแล้ว

ดีไม่ดี อาจมียอดคนระดับแปดนำทัพมาด้วย

เพื่อยึดครองเมืองเซวียน

หากปล่อยให้ทำสำเร็จ ศึกนี้ก็ไม่ต้องรบกันแล้ว

เป็นไปตามที่เซวียเหรินกุ้ยคาดการณ์

หลังจากสูญเสียสวีฟาง โจวไป๋จงได้รับช่วงต่อในการบัญชาการ

เขาตัดสินใจทันที

การรบใต้เมืองนี้ ต้าเฉียนมียอดคนระดับเก้าสามคน ชั่วขณะหนึ่งไม่มีทางจบลงได้

สู้ทุ่มกำลังรบที่นี่ ยอมคิดหาวิธียึดเมืองจะดีกว่า

ขอแค่ยึดเมืองได้ ผลลัพธ์ของสงครามครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไร ราชวงศ์จิ่วหลีของพวกเขาก็ชนะ

ดังนั้นยอดคนระดับแปดคนหนึ่งจึงได้รับคำสั่งจากเขาให้ถอนตัวออกจากศูนย์กลางสนามรบ

แล้วรวบรวมทหารราบกองหนึ่ง พุ่งตรงไปยังเมืองเซวียนด้วยฝีเท้าที่มั่นคง

เห็นสถานการณ์เช่นนี้

พวกเหวินข่ายบนกำแพงเมืองก็ตื่นตระหนก

"ทุกคน ชาวจิ่วหลีมาแล้ว"

เขาเอ่ยขึ้นประโยคหนึ่ง

เบื้องหลังเขายังมีขุนพลอีกหลายนาย

คนเหล่านี้มีฝีมือสูงต่ำไม่เท่ากัน

แต่มีเพียงคนเดียวที่มีระดับสี่เท่ากับเหวินข่าย

เพราะว่า

พวกเขาเป็นเพียงแม่ทัพแคว้นบริวารเท่านั้น

สำหรับแคว้นระดับสูงอย่างต้าหม่างและจิ่วหลี ยอดคนระดับสี่อาจไม่นับเป็นอะไร

แต่สำหรับแคว้นบริวารอย่างพวกเขา

ราชวงศ์ที่สามารถมียอดคนระดับสี่ได้นั้นมีไม่มาก

และต่อให้มี พวกเขาก็ไม่มีทางส่งออกมาง่ายๆ

เว้นแต่จะมีเหตุผลบางประการ

เช่นเดียวกับราชวงศ์ต้าหลัว

ราชวงศ์ต้าหลัวมีพลังไม่แข็งแกร่งนัก

หลังจากผ่านงานชุมนุมใหญ่ราชสำนัก

ราชวงศ์ต้าหลัวได้รับยอดคนระดับสี่มาสองคน และเหวินข่ายก็เพิ่งจะทะลวงระดับได้เมื่อเร็วๆ นี้

แต่ข่าวนี้ปิดไม่มิด

ต้าหม่างรู้เรื่องนี้อย่างละเอียด

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หากไม่ส่งออกมาสักคน

สำหรับต้าหม่างแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้

ดังนั้นราชวงศ์จำนวนมาก จึงไม่ยอมเปิดเผยพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในราชวงศ์ของตน

อย่างน้อยก็จะไม่ให้เกิดสถานการณ์ที่มีผู้แข็งแกร่งระดับเดียวกันหลายคนในประเทศ

การเก็บผู้แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์ไว้ไม่ใช่เรื่องผิด

แต่ถ้าแม้แต่ผู้แข็งแกร่งรองลงมา ก็ยังไม่ยอมส่งออกไป

นี่คือการขอไปทีอย่างชัดเจน ราชวงศ์ต้าหม่างก็ไม่ได้โง่

ต่อให้ตอนนี้ไม่พูด ก็ต้องมีการเช็คบิลทีหลังแน่นอน

ดังนั้น เหวินข่ายจึงต้องนำทัพมาที่นี่ด้วยตัวเอง

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในภายหลัง

ส่วนราชวงศ์อื่น

ไม่ได้ทะลวงระดับที่ราชวงศ์ต้าหม่าง จึงพอจะปกปิดไว้ได้บ้าง

ได้ยินคำพูดของเหวินข่าย

สีหน้าของหลายคน ปรากฏความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด

ฝีมือของผู้ที่บุกมา

เมื่อครู่พวกเขาเห็นชัดเจน

แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเสียเปรียบหลี่หยวนป้าอย่างเห็นได้ชัด

แต่พวกเขาไม่ใช่หลี่หยวนป้า

หลี่หยวนป้าสามารถเมินเฉยต่อการมีอยู่ของยอดคนระดับแปดได้

แต่พวกเขาทำไม่ได้

"แม่ทัพเหวินวางใจ มีพวกข้าอยู่ เมืองนี้ไม่มีทางเสียแน่!"

แม้จะไม่มีความมั่นใจ แต่พวกเขาก็ยังตะโกนเสียงดัง

ต่อให้เป็นยอดคนระดับแปดแล้วอย่างไร?

ยอดคนระดับแปดคนเดียว ก็ไม่อาจตีแตกกองทัพยอดฝีมือจำนวนมากของพวกเขาได้

เพียงแต่ในใจของพวกเขา ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความหวาดกลัว

นี่อาจเป็นคู่ต่อสู้ที่พวกเขาไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน

มองดูกลุ่มคนดำมืดที่พุ่งเข้ามาใต้เมือง

เหวินข่ายตะโกนลั่น

"ยิง!"

สิ้นเสียงคำสั่ง

ลูกธนูจำนวนนับไม่ถ้วน ยิงใส่ยอดคนระดับแปดผู้นั้น และทหารราบภายใต้บังคับบัญชา

ห่าฝนธนูมหาศาลบดบังท้องฟ้า

ชั่วพริบตา ทหารราบยอดฝีมือจำนวนนับไม่ถ้วนก็ล้มลงภายใต้คมธนู

ยอดคนระดับแปดผู้นั้นคำรามลั่น

พลังอันน่าสะพรึงกลัว กระแทกห่าธนูจำนวนมากกระเด็นออกไป

แต่ถึงกระนั้นก็เป็นเพียงน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ

เมืองเซวียนสูงใหญ่ และแนวรบยาวเหยียด

ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาปกป้องได้เพียงพื้นที่เล็กๆ เท่านั้น

มองดูความสูญเสียของลูกน้อง ทหารที่ล้มลงอย่างต่อเนื่อง

เขารู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก

"ชาร์จ!"

ในที่สุด เมื่อเห็นกำแพงเมืองอยู่ใกล้แค่เอื้อม เขาคำรามลั่น พุ่งทะยานขึ้นไปเป็นคนแรก

กระโดดลอยตัว ขึ้นไปบนหัวเมืองทันที

ศึกนองเลือด เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!

ลิโป้และเซวียเหรินกุ้ย ย่อมมองเห็นสถานการณ์ทางนั้น

อวี๋หยางหัวเราะลั่น

ตอนนี้ เขาได้พุ่งเข้าใส่ลิโป้แล้ว

ส่วนเป้าหมายของโจวไป๋จงคือเซวียเหรินกุ้ย

ในเมื่อหลี่หยวนป้าควบคุมไม่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องคุม

ขอแค่ล้อมยอดคนระดับเก้าอีกสองคนไว้ได้

ต่อให้หลี่หยวนป้าเก่งแค่ไหน ก็ไม่อาจเอาชนะกองทัพทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว

อย่างมากก็แค่สูญเสียเยอะหน่อย พวกเขาเตรียมใจไว้แล้ว

ตอนนี้ทุกอย่าง กำลังดำเนินไปตามที่พวกเขาจินตนาการ

ยอดคนระดับแปดที่ขึ้นไปบนเมืองแล้ว โดดเดี่ยวไร้การสนับสนุนที่นั่น

แต่อีกไม่นาน ทหารราบจำนวนมากก็จะพุ่งขึ้นกำแพงเมือง อาศัยยอดคนระดับแปดเป็นจุดยึด ค่อยๆ ยึดครองเมืองทั้งเมือง

"เจ้าเด็กนั่นฝีมือดีจริงๆ น่าเสียดายที่พวกเจ้ามุทะลุเกินไป

ด้วยพลังของพวกเจ้า หากไม่ออกมาจากเมือง เกรงว่าพวกเราอยากจะยึดเมืองนี้ คงไม่ใช่เรื่องง่าย"

ได้ยินคำพูดของเขา ลิโป้เหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก

แววตาเต็มไปด้วยการดูแคลนอย่างเข้มข้น

"มุทะลุ?"

เขาหัวเราะ

วินาทีถัดมา

ธงผืนใหญ่ผืนหนึ่งพลันถูกชักขึ้นบนเมือง

วินาทีถัดมา

ประตูเมืองค่อยๆ เปิดออกท่ามกลางเสียงเอี๊ยดอ๊าด

จากนั้น กองทหารม้าที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ก็พุ่งออกมาจากประตูเมือง

เป้าหมายชัดเจน พุ่งตรงไปยังทหารราบที่กำลังดาหน้าเข้ามา

เห็นทหารม้ากองนี้

ทหารราบจิ่วหลีที่พุ่งอยู่หน้าสุด ถึงกับมึนงงไปหมด

เหตุผลง่ายมาก

ทหารม้าพวกนี้ สัตว์พาหนะที่ขี่ดูประหลาดพิลึก

แต่ไม่ว่าจะประหลาดแค่ไหน มีจุดหนึ่งที่ยืนยันได้

ขนาดตัวที่ใหญ่โตมโหฬารนั่น

มอบแรงกดดันที่ไม่มีใครเทียบได้ให้แก่ผู้คน

ที่สำคัญที่สุดคือ นี่คือกองทหารม้า

เมื่อทหารม้ากองนี้จัดตั้งขบวนทัพม้า พุ่งเข้าใส่พวกเขา

ก็เหมือนกับกำแพงเมืองเคลื่อนที่ กดทับเข้ามาหาพวกเขาโดยตรง

จังหวะการเดินทัพของกองทัพ ถึงกับชะลอลงบ้างเพราะเหตุนี้

แต่ พวกเขาหยุด

ทหารช้างไม่หยุด!

ทหารช้างหนึ่งหมื่นนาย บดขยี้เข้าใส่ทหารราบตรงหน้าโดยตรง

ช้างศึกเหล่านี้ แม้จะไม่ได้สวมเกราะหนาหนัก มีเพียงส่วนหัวที่สวมเกราะเหล็ก

แต่หนังที่หนาของมัน ก็คือเกราะหนักที่หนักอึ้งอยู่แล้ว

ทุกย่างก้าวสะเทือนเลื่อนลั่น

ทหารช้างหนึ่งหมื่นนายรุกคืบพร้อมกัน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

ตูม!

ในชั่วพริบตาที่สองทัพปะทะกัน

ทหารราบจิ่วหลีทั้งหมดที่ขวางหน้า ล้วนถูกทหารช้างที่น่ากลัวกองนี้ทำลายล้าง

ไม่มีใครต้านทานการพุ่งชนของทหารช้างกองนี้ได้

โดยเฉพาะทหารราบเหล่านี้ เดิมทีมาเพื่อบุกตีเมือง

เครื่องมือตีเมืองต่างๆ ที่พกมา

ไม่มีวิธีต้านทานทหารม้าเลยแม้แต่นิดเดียว

อวี๋หยางรู้สึกสมองตื้อไปหมด

นั่นมันตัวอะไร!

ต้าเฉียน มีกองทัพแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

กองทัพที่พวกเขาจัดไว้พุ่งชน ถูกการพุ่งชนของทหารม้ากองพิเศษนี้ ชนจนกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง

แต่เวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่พวกเขาจะมาสงสัย

โจวไป๋จงและอวี๋หยางพบว่า

สิ่งที่พวกเขาคิดไว้ก่อนหน้านี้ไม่เกิดขึ้นเลย

หรือจะบอกว่าสิ่งที่พวกเขาคิดไว้ ทั้งหมดถูกฝ่ายตรงข้ามดักทางไว้หมดแล้ว

บนกำแพงเมืองของพวกเขา

ยังมียอดคนระดับแปดอยู่อีกคนหนึ่งนะ!

พลังของยอดคนระดับแปดแม้จะแข็งแกร่ง

แต่ผู้ที่ปรากฏตัวในสนามรบนี้ ล้วนเป็นยอดฝีมือตัวจริง

บวกกับการมีอยู่ของค่ายกลทัพ

นอกจากสัตว์ประหลาดอย่างหลี่หยวนป้าแล้ว ไม่มีใครกล้าบุกเดี่ยวโดยไม่มีค่ายกลทัพหนุนเสริม

พวกเหวินข่ายย่อมมองเห็นสถานการณ์ใต้เมืองเช่นกัน

แววตาของทุกคนเผยความยินดีอย่างบ้าคลั่ง

พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่า เรื่องราวจะกลับตาลปัตรเช่นนี้

เดิมทีพวกเขาคิดว่า นี่คงเป็นศึกรักษาเมืองที่ยากลำบาก ถึงขั้นเตรียมใจตายไว้แล้ว

แต่คิดไม่ถึงว่าจะเปิดโอกาสให้พวกเขารุมสังหารยอดคนระดับแปดคนหนึ่ง

ยอดคนระดับแปดคนนั้นหน้าเปลี่ยนสี

เขาแน่นอนว่ารู้ดี

ด้วยฝีมือของตนเอง ชั่วครู่ชั่วยามย่อมไม่ถูกฆ่าตาย

แต่น่าเสียดาย หากถูกล้อมอยู่ที่นี่ เขาก็ต้องตายแน่

หนี!

ความคิดนี้เพิ่งจะแล่นผ่านสมอง

คำสั่งของเหวินข่ายก็ปรากฏขึ้นแล้ว

"ล้อม!"

คำเดียวหลุดปาก ทหารจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าใส่เขาอย่างไม่กลัวตาย

พร้อมกันนั้นภายใต้การสนับสนุนของพลังค่ายกลทัพ ยอดคนระดับแปดผู้นั้นก็ถูกพัวพันไว้อย่างแน่นหนา

"ยอดฝีมือขึ้นหน้า!"

เหวินข่ายสั่งการอีกครั้ง

เผชิญหน้ากับศึกรุมสังหารยอดคนระดับแปด

ทหารทั่วไปไม่อาจมีบทบาทได้แล้ว

มีเพียงยอดฝีมือตัวจริง ถึงจะเป็นไปได้

ถึงจะทำให้พลังของพวกเขาได้รับการสนับสนุน และทำให้ความกล้าของพวกเขาเพิ่มขึ้น

แต่ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คนเหล่านี้มีทักษะการต่อสู้ในระดับหนึ่ง

อย่าว่าแต่ทหารธรรมดาเลย

ต่อให้เป็นทหารระดับแปด ก็อาจจะไม่มีบทบาท

ดังนั้นยอดฝีมือที่เหวินข่ายพูดถึง หมายถึงผู้แข็งแกร่งระดับเจ็ดขึ้นไปเท่านั้น

ทหารเช่นนี้ ในราชวงศ์ไหนก็นับว่าเป็นยอดฝีมือ

และในแคว้นระดับสูง ทหารหลักตัวจริง ก็ล้วนถึงระดับนี้แล้ว

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้

ก็เพราะเมื่อถึงระดับเจ็ด ถึงจะสามารถสำแดงพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของค่ายกลทัพออกมาได้

และสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ยอดคนระดับสามขั้นสูงได้บ้าง

สงคราม

หากเผชิญหน้ากับยอดคนระดับสามขั้นสูงแล้วไม่มีพลังรบที่ทัดเทียม ก็ทำได้แค่ยืนรอความตาย

แล้วจะมีกองทัพไว้ทำไม?

แม้ว่าระดับเจ็ดขึ้นไป สำหรับกองทัพของเหวินข่ายและพวก จะรับตำแหน่งอย่างน้อยก็หัวหน้าหมู่แล้ว

แต่พวกเขายิ่งรู้ดี การรุมสังหารยอดคนระดับแปดที่นี่ มีความหมายยิ่งใหญ่เพียงใด

ดังนั้นแม่ทัพของหลายราชวงศ์สบตากัน

เริ่มระดมยอดฝีมือจากทุกที่อย่างบ้าคลั่ง เข้าร่วมศึกรุมสังหารยอดคนระดับแปดครั้งนี้

โจวไป๋จงหน้าซีดเผือด

สำหรับสถานการณ์บนกำแพงเมือง แม้เขาจะมองไม่ชัดเจนนัก

แต่เมื่อพบว่าทหารราบตีดันขึ้นไปไม่ได้ แถมยังถูกตีตกมาแล้ว เขาก็พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนนั้น

เรื่องนี้เขาไม่มีทางแก้เลยจริงๆ

เพราะสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ตอนนี้

ไม่ใช่ไก่กาอาราเล่

ฝีมือของลิโป้และเซวียเหรินกุ้ยแม้จะไม่อาจเอาชนะพวกเขาได้ง่ายๆ แต่พวกเขาก็เผชิญสถานการณ์เดียวกัน

ส่วนยอดคนระดับแปดคนอื่นๆ

กองทัพมหึมาขนาดนี้ จำต้องมีคนบัญชาการ

อีกอย่าง จะปล่อยให้หลี่หยวนป้าฆ่าฟันตามอำเภอใจไม่ได้จริงๆ

ไม่อย่างนั้น อีกไม่นาน ขวัญทหารจะแตกกระเจิง

ดังนั้นเขาจึงแบ่งกำลังคนไม่ได้อีกแล้ว

รอบด้าน

แม่ทัพแคว้นระดับสูงคนอื่นๆ เห็นฉากนี้ ต่างพากันเงียบกริบ

จุดที่ต้าเสวียนอยู่

"ภัยคุกคามของต้าเฉียน ทุกท่านเห็นเป็นอย่างไร?"

คนหนึ่งเอ่ยขึ้น

สือหู่สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วกล่าวว่า

"พวกเรา ดูถูกต้าเฉียนเกินไปหน่อยแล้ว

ต้าเฉียนในตอนนี้ ไม่เพียงมียอดขุนพลที่แข็งแกร่ง แต่ยังมีกองทหารม้าที่แปลกประหลาด

ในบรรดาแว่นแคว้น พวกเราไม่เคยพบเห็นกองทหารม้าเช่นนี้มาก่อน

นั่นหมายความว่า นี่เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นอาวุธลับของต้าเฉียน

ถ้ามีแค่หมื่นเดียวยังพอทำเนา

ถ้ามีมากกว่านี้ เกรงว่าสำหรับต้าเสวียนข้า ก็เป็นภัยคุกคามไม่น้อย"

เขาพูดอย่างเป็นกลางมาก

ความสามารถในการพุ่งชนซึ่งหน้าของทหารช้างหนึ่งหมื่นนายนี้ น่าดูชมมาก

แต่ว่า ต้าหม่าง จิ่วหลี และต้าเสวียนของพวกเขา ต่างก็มีกองทัพสัตว์อสูรของตนเอง

ต่อให้เป็นม้าศึกที่ทหารม้าทั่วไปขี่ ก็เป็นม้าศึกที่มีสายเลือดสัตว์อสูร

ถ้ามีแค่ทหารช้างหมื่นนาย สำหรับพวกเขาแล้ว ก็ไม่มีภัยคุกคามอะไรมากนัก

แต่ถ้าจำนวนของกองทัพนี้ไม่ใช่แค่หมื่น

หรือกระทั่งไม่ใช่แค่แสน

นั่นในสนามรบ พลังการพุ่งชนซึ่งหน้าจะน่ากลัวถึงขีดสุด

อย่างน้อยราชวงศ์ต้าเสวียนของพวกเขา ก็ไม่มีทหารม้ากองไหนจะต้านทานได้

"ยุ่งยากแล้วสิ..."

หลายคนสบตากัน

หนึ่งในนั้นแววตาฉายประกายอำมหิต

"มิสู้ พวกเราทำลายต้าเฉียนเสียที่นี่เลยเป็นอย่างไร?"

คนของพวกเขาที่นี่แม้จะไม่มาก

แต่ล้วนเป็นผู้มียอดคนระดับเก้า

ขอแค่เข้าร่วมกับกองทัพจิ่วหลีในตอนนี้

ย่อมส่งผลกระทบมหาศาลต่อสงครามครั้งนี้แน่นอน

แต่เมื่อได้ยินคำพูดของเขา

จูหลงกลับเบ้ปาก แล้วกล่าวว่า

"เจ้าอยากจะเป็นตัวแทนเซิ่งจวินแห่งต้าเสวียน ประกาศสงครามกับสองแคว้นระดับสูงหรือ"

แววตาของเขาแฝงความดูแคลน

การเปิดศึกจะเป็นเรื่องง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้นคือการแทรกแซงสงครามระหว่างสองแคว้นระดับสูง

หากไม่ระวังอาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่หลวง หรือถึงขั้นดึงดูดความระแวดระวังจากแคว้นระดับสูงอื่นๆ

เพราะว่า...

ไม่มีราชวงศ์ไหนจะทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้

เพียงแต่ ยิ่งไม่มีใครรู้

ต้าเสวียนของพวกเขา เป้าหมายที่แท้จริงไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 290 - อานุภาพทหารช้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว