- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 1240 - คนขาเป๋กับตาเฒ่าตาสีเขียว
บทที่ 1240 - คนขาเป๋กับตาเฒ่าตาสีเขียว
บทที่ 1240 - คนขาเป๋กับตาเฒ่าตาสีเขียว
บทที่ 1240 - คนขาเป๋กับตาเฒ่าตาสีเขียว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ไม่ต้องพูดถึงว่าในยามคับขันตนเองยังต้องอาศัยกำลังของพวกเขา หลัวเฉียนและคนอื่นๆ เองก็ต้องการการฝึกฝนหาประสบการณ์เช่นกัน หากเอาแต่นั่งสมาธิปิดด่านอย่างเดียวหลายปี คงฝึกฝนอะไรออกมาไม่ได้เรื่องได้ราวนัก
ทิศทางที่นักพรตไร้ใจและผู้ฝึกตนที่เคยมอบสร้อยประคำพุทธะทมิฬศักดิ์สิทธิ์ให้ชี้บอกไว้นั้น ตรงกับตำแหน่งของสุสานโบราณแห่งนี้ ในบริเวณนี้มีสถานที่ที่มีไอภูตผีหนาแน่นอยู่หลายแห่ง กระจายตัวอยู่รอบๆ รัศมีหลายหมื่นลี้ ก็ไม่รู้ว่าเป็นที่เดียวกันหรือไม่
ช่างหัวเรื่องพวกนั้นเถอะ ในเมื่อมาแล้ว หากสำรวจสุสานโบราณแห่งนี้แล้วไม่พบอะไร ค่อยไปหาที่อื่นก็ยังไม่สาย เข้าภูเขาสมบัติทั้งที จะให้กลับไปมือเปล่าได้อย่างไร
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจดีย์ฝูถูเจ็ดชั้น ลู่เสี่ยวเทียนเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเบื้องหลังเจดีย์ฝูถูเจ็ดชั้นนี้ยังมีความลับอะไรซ่อนอยู่อีกหรือไม่ ยิ่งระดับพลังของเขาสูงขึ้น อานุภาพของเจดีย์ฝูถูเจ็ดชั้นก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน หากมีความลับซ่อนอยู่จริง แม้จะก้าวสู่ระดับเทพจุติ มันก็เพียงพอจะเป็นไม้ตายก้นหีบของเขาได้
ลู่เสี่ยวเทียนสวมเสื้อคลุมภูตทมิฬ ก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ร่างก็วูบไหวเบาๆ เข้าสู่ดินแดนที่มีไอหยินหนาแน่น เหนือศีรษะคือต้นไม้เงาทมิฬสูงเสียดฟ้า สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านป่าไม้มาเป็นระลอก
ลู่เสี่ยวเทียนเดินหน้าไปได้สิบกว่าลี้ จู่ๆ ก็หยุดฝีเท้าลง แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า "ระดับพลังก็ถึงขั้นนี้กันแล้ว ยังจะมาเล่นลูกไม้หลอกเด็กแบบนี้อีก ไม่กลัวจะเสียเกียรติหรืออย่างไร"
"ฮี่ฮี่ฮี่ สามารถค้นพบพวกเราได้ น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ"
เสียงดัดจริตฟังดูเหมือนเสียงผู้ชายและผู้หญิงพูดพร้อมกันดังขึ้น
ไอปราณหยินภายในป่าเกิดการเปลี่ยนแปลง คนชุดดำท่าทางประหลาดผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ครึ่งซ้ายดูเหมือนชายฉกรรจ์ร่างบึกบึน แต่ครึ่งขวากลับดูเหมือนหญิงงามหยาดเยิ้ม เช่นเดียวกัน ร่างกายซีกซ้ายสูงใหญ่ ซีกขวาบอบบาง แขนซ้ายขวาไม่สมดุลกัน แถมยังขาเป๋อีกด้วย ทว่าด้วยระดับพลังที่ไม่ธรรมดา จึงไม่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว เพียงแค่ย่างเท้าก้าวเดียว ก็รวดเร็วกว่าคนปกติมากนัก เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกชวนให้คนมองรู้สึกขนลุกขนพอง
"ทำไม หรือต้องให้ข้าเชิญถึงจะยอมปรากฏตัว" ลู่เสี่ยวเทียนกวาดตามองไปยังกองกระดูกเน่าเหม็นกองหนึ่ง
กองกระดูกเน่าเหม็นนั้นขยับไหว ชายชราผู้หนึ่งที่ด้านหลังศีรษะปักขนนกกระเรียน เบ้าตาลึกโหล ร่างกายโค้งงอราวกับศพเดินได้ ความสูงเพียงแค่เอวของคนปกติ ดวงตาสีเขียวอิ่มจ้องมองลู่เสี่ยวเทียน การถูกดวงตาสีเขียวคู่นั้นจ้องมอง ราวกับถูกศพผีจ้องเอาชีวิต
"ผู้บำเพ็ญวิถีภูตคนหนึ่ง วิ่งมาทำอะไรที่สุสานโบราณนี้" ชายชราตาสีเขียวเอ่ยถามเสียงแหบพร่า
"ย่อมต้องมาหาสิ่งของที่ใช้ได้ ข้ามีจุดประสงค์อะไร จำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยรึ" ลู่เสี่ยวเทียนตอบเสียงเย็น
"ดีมาก ในเขตสุสานโบราณนี้ คนที่กล้าพูดจาแบบนี้กับตัวข้าผู้ยิ่งใหญ่มีไม่มากนัก"
ชายชราตาสีเขียวยิ้มเหี้ยม เสียงพูดยังคงก้องอยู่ในอากาศ แต่เงาสีเทาก็วูบไหว ร่างของชายชราตาสีเขียวหายไปจากตรงหน้าแล้ว
"วิชาหนีศพ?"
ลู่เสี่ยวเทียนแผ่จิตสัมผัสออกไป พบว่ารอบกายมีไอศพวนเวียนอยู่จางๆ หากเป็นในที่ที่มีพลังปราณสมบูรณ์ ผู้ฝึกตนที่มีฝีมือใกล้เคียงกันย่อมค้นพบร่องรอยของอีกฝ่ายได้ไม่ยาก แต่ในสถานที่อึมครึมเช่นนี้ กลิ่นอายโดยรอบล้วนใกล้เคียงกัน แม้แต่คนที่มีระดับพลังสูงกว่าอีกฝ่าย ก็ยากจะค้นพบร่องรอยของคนผู้นี้
คนผู้นี้ไม่ใช่เผ่าภูตผี และไม่ใช่ซากศพ เพียงแต่วิชาที่ฝึกฝนนั้นชั่วร้ายเกินไป จนตอนนี้สภาพแทบไม่ต่างจากปีศาจศพแล้ว
"ฮี่ฮี่ฮี่ สหาย ระวังตัวให้ดี ปีศาจศพกระเรียนเฒ่านี่ขี้โมโห แถมยังชอบจับคนหรือสัตว์อสูรมาทำเป็นศพเน่า แล้วค่อยๆ ดูดกลืนไอศพอันโอชะ"
เจ้าตัวประหลาดที่มีร่างชายหญิงในตัวเดียวผู้นั้นทำท่าเหมือนดูเรื่องสนุก ดูเหมือนจะไม่มีเจตนาสอดมือเข้ามายุ่งกับการต่อสู้ตรงหน้า แต่ตำแหน่งที่ยืนอยู่นั้นกลับเจ้าเล่ห์นัก หากลู่เสี่ยวเทียนเพลี่ยงพล้ำเมื่อไหร่ มันพร้อมจะพุ่งเข้ามาซ้ำเติมให้ถึงตายทันที
"วิชาหนีศพในดินแดนอึมครึมแห่งนี้ ดูท่าจะเหนือชั้นกว่าวิชาหนีไฟม่วงนภาของข้าเสียอีก แถมความเร็วในการเคลื่อนที่ก็รวดเร็วมาก"
คนทั้งสองนี้วางกับดักอยู่ในเส้นทางที่จำเป็นต้องผ่านเพื่อเข้าสู่สุสานโบราณ ในเทือกเขาฟ้าทมิฬ สถานที่ที่มีไอหยินหนาแน่นคล้ายคลึงกับที่นี่มีอยู่เป็นหย่อมๆ กินอาณาเขตนับหมื่นลี้ก็ยังสำรวจไม่หมด หากใช้เวลาสักหน่อย ลู่เสี่ยวเทียนอาจจะหาทางเข้าสุสานโบราณทางอื่นได้
เพียงแต่ทิศทางที่ลูกประคำชี้บอกนั้นใกล้เคียงกับที่นี่ที่สุด และอันตรายตรงหน้าก็ยังอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปเสียเวลาหาทางอื่นอีก
ลู่เสี่ยวเทียนกระตุกมุมปาก วิชาหนีศพของชายชราตาสีเขียวสูงครึ่งคนผู้นี้แม้มหัศจรรย์ แต่ด้วยจิตสัมผัสของเขา หากเข้ามาใกล้เกินไป ก็ย่อมมีร่องรอยให้จับได้
รอจนอีกฝ่ายใช้วิชาพรางตาเข้ามาใกล้ ลู่เสี่ยวเทียนก็ยื่นมือออกไปคว้าในอากาศ เจดีย์สยบอสูรตกลงมาจากเบื้องบน เพลิงวิญญาณฟานหลัวลุกโชนเผาผลาญไอศพโดยรอบจนเกลี้ยง ชายชราตาสีเขียวที่เดิมทีซ่อนกายอยู่ แม้ลู่เสี่ยวเทียนจะยังไม่เห็นร่างจริง แต่จากกลิ่นอาย ตอนนี้ก็ชัดเจนยิ่งนัก
เมื่อลู่เสี่ยวเทียนคว้ามือลงมา เจดีย์สยบอสูรก็ครอบลงบนศีรษะของชายชราตาสีเขียว เพลิงวิญญาณฟานหลัวม้วนตัวไปทั่วทิศ บีบให้ชายชราตาสีเขียวต้องเผยร่างจริงออกมา มือที่เล็กเรียวเหมือนกิ่งไม้แห้งยื่นขึ้นไปด้านบน กรงเล็บผีอันลึกลับรับเจดีย์สยบอสูรเอาไว้
ในจังหวะที่ชายชราตาสีเขียวเพิ่งรับเจดีย์สยบอสูรไว้ มือซ้ายของลู่เสี่ยวเทียนที่ฟาดออกไปก็บิดหมุนอย่างพิสดาร เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบ ฟ่อ งูวิญญาณลายพาดกลอนขนาดเท่าแขนพุ่งฉกออกมา ร่างยาวกว่าหนึ่งวาม้วนตัว เพียงพริบตาก็จะรัดพันร่างของชายชราตาสีเขียวไว้
ขณะที่งูวิญญาณลายพาดกลอนกำลังจะรัดชายชราตาสีเขียว คลื่นแสงสีขาวหม่นก็ปรากฏขึ้นอย่างประหลาด กระเพื่อมไปโดนงูวิญญาณ งูวิญญาณร้องโหยหวน ร่างกายถูกคลื่นแสงสีขาวหม่นนั้นละลายหายไปราวกับหิมะต้องแสงอาทิตย์
เจ้าตัวประหลาดร่างหยินหยางลงมือแล้ว
ชายชราตาสีเขียวถอนหายใจโล่งอก แม้ทั้งสองจะร่วมมือกัน แต่เขาก็กลัวจริงๆ ว่าพันธมิตรที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจผู้นี้จะเลือกกอดอกดูอยู่เฉยๆ คนที่ดูเหมือนจะไม่ใช่คนของเผ่าภูตผีผู้นี้มีฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ลงมือแต่ละครั้งพลิกแพลงพิสดาร พลังเวทลึกล้ำ แถมยังมีวิชาที่คล้ายคลึงกับเผ่าอสูร แม้แต่ชายชราตาสีเขียว เมื่อถูกทำลายวิชาหนีศพอย่างกะทันหัน ก็ยังรู้สึกรับมือไม่ทันอยู่บ้าง
ทันใดนั้นคลื่นแสงสีขาวหม่นอีกสายหนึ่งก็พุ่งเข้าหาลู่เสี่ยวเทียน ลู่เสี่ยวเทียนเพ่งตามอง พบว่าคลื่นแสงสีขาวหม่นเป็นเพียงเปลือกนอก ภายในคลื่นแสงนั้นมีหัวมารชายหญิงประหลาดหลายหัวกำลังส่งเสียงหัวเราะอย่างน่าสยดสยอง หัวมารเหล่านี้มีหน้าตาเหมือนกับผู้ใช้วิชาไม่มีผิด
ในโลกนี้ถึงกับมีคนฝึกวิชาชั่วร้ายพรรค์นี้ แต่เขามีเพลิงแท้จริงฟานหลัวคุ้มกาย ภูตผีปีศาจร้ายเหล่านี้ย่อมไม่อาจกล้ำกรายเข้าสู่ร่างกายได้ จริงสิ อาวุธวิเศษอีกชุดหนึ่งของเขาที่ใช้ข่มภูตผีปีศาจเหล่านี้ แม้จะยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็พอจะใช้การได้แล้ว เพียงแต่ใช้ครั้งหนึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหน่อย
ลู่เสี่ยวเทียนขยับจิตสัมผัส ด้านหลังปรากฏแสงสีเงินบริสุทธิ์และสงบสุขสายหนึ่ง
ท่ามกลางแสงสีเงินนั้น ใบไม้สีเงินปลิวว่อนแต่ไม่ตกลงพื้น ใบไม้สีเงินสามสิบหกใบปรากฏขึ้นทีละใบ ใบไม้สีเงินแต่ละใบส่องประกายเจิดจ้า ปลดปล่อยแสงสีขาวบริสุทธิ์ออกมาเป็นกลุ่มก้อน แสงสว่างเชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว กลิ่นอายของใบไม้สีเงินแต่ละใบคล้ายคลึงกันแต่ก็แตกต่างกัน ทว่าบนใบไม้เงินต้นโพธิ์พุทธะทั้งสามสิบหกใบที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวนี้ ลวดลายวิญญาณอันซับซ้อนส่องแสงวูบวาบ แสงวิญญาณที่มีกลิ่นอายต่างกันค่อยๆ เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว
[จบแล้ว]