- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 1160 - เจรจาต่อรอง
บทที่ 1160 - เจรจาต่อรอง
บทที่ 1160 - เจรจาต่อรอง
บทที่ 1160 - เจรจาต่อรอง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
อย่าได้คิดว่าผู้บำเพ็ญเพียรมีอายุขัยยืนยาวแล้วจะไม่ใส่ใจเรื่องปากท้อง การที่มีสุราหมักบ่มนานนับพันปี ก็เป็นเพราะอายุขัยที่ยืนยาวนี่แหละ โดยเฉพาะในทวีปชื่อหยวนแห่งนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรมีความใกล้ชิดกับมนุษย์ปุถุชนมากกว่า ธรรมเนียมการกินดื่มสังสรรค์จึงเข้มข้นกว่าโลกบำเพ็ญเพียรจันทราหรือเขตทะเลมารครามที่ลู่เสี่ยวเทียนเคยอยู่มากนัก
"ดูจากสีหน้าของท่านตงฟาง เกรงว่าคงจะเจอสหายเก่าแล้ว ไม่ทราบว่าสถานการณ์ของสหายท่านเป็นอย่างไรบ้าง?" ผู้นำตระกูลหมางเห็นลู่เสี่ยวเทียนกลับมาก็รีบเอ่ยถามเป็นคนแรก
"สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่ยังไม่ถึงตาย ย่อมมีทางฟื้นฟูได้" ลู่เสี่ยวเทียนยิ้มตอบ
"ยอมลำบากเพื่อผู้ฝึกตนเผ่าอสูรคนหนึ่งได้ ก็นับว่าเจ้าเป็นคนรักพวกพ้องคนหนึ่ง แต่การจะพาผู้ฝึกตนเผ่าอสูรตนนี้ออกไปจากคุกทมิฬของข้าไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนที่เข้ามาในคุกทมิฬไม่ว่าคนหรืออสูรล้วนมีชื่อในบัญชี ข้าแม้จะเป็นคนดูแลคุกทมิฬแห่งนี้ แต่เรื่องการเข้าออกกลับเป็นหน้าที่ของอีกคนหนึ่ง คนผู้นั้นปิดตัวเงียบมานานหลายปี ดูแลแต่ขาเข้าไม่สนขาออก นิสัยแปลกประหลาด เจ้าไม่มีญาติมิตรสัมพันธ์กับเขา บุ่มบ่ามไปหาคงไม่เจอแม้แต่เงา" เซี่ยงขวงสาดน้ำเย็นใส่ลู่เสี่ยวเทียนโครมใหญ่
"เรื่องนี้ต่อให้เจ้าไปขอให้เจ้าถ่านดำหมางช่วยก็คงไร้ผล นับตั้งแต่เกิดเรื่องที่หยวนจิ้งถูกฆ่าตาย ราชวงศ์ก็เริ่มมีความคิดที่จะกวดขันทางเข้าออกคุกทมิฬให้เข้มงวดขึ้น แม้จะยังไม่ได้ประกาศใช้จริง แต่บังเอิญเหลือเกินที่คนที่ดูแลทางเข้าออกคุกทมิฬของข้า ดันมีความเกี่ยวข้องกับหยวนจิ้งอยู่บ้าง"
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีหนทางเลยหรือ" ลู่เสี่ยวเทียนขมวดคิ้ว
"ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางเสียทีเดียว ข้าอยู่ในคุกทมิฬนี่ก็น่าเบื่อจะตายชัก ไม่มีใครอยู่ซ้อมมือเป็นเพื่อน ถ้าเจ้ายอมอยู่ที่นี่ คอยเป็นคู่ซ้อมให้ข้าเป็นครั้งคราว แม้โควตาการเข้าออกจะเป็นอำนาจของอีกคน แต่ถ้าข้าเอ่ยปาก คนผู้นั้นก็ต้องไว้หน้าข้าบ้าง" เซี่ยงขวงกลอกตาไปมาแล้วมองไปทางลู่เสี่ยวเทียน
"เจ้าบ้าเซี่ยง ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?" ผู้นำตระกูลหมางได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วทันที
"วิธีอื่นก็พอมี" เซี่ยงขวงตอบเสียงอู้อี้
"วิธีอะไร?"
"เจ้าก็อยู่เป็นคู่ซ้อมให้ข้าแทนสิ"
"เอ่อ..." ผู้นำตระกูลหมางถึงกับพูดไม่ออก ให้เขาอยู่ในคุกทมิฬก็นับว่าทรมานแล้ว นี่ต้องมาอยู่กับเจ้าบ้าเซี่ยงขวงอีก ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เรื่องแบบนี้ใครจะไปยอมทำ เกิดวันดีคืนดีเซี่ยงขวงซ้อมเพลินจนมดหัวเสือเพลิงทองของเขาบาดเจ็บ เขาคงไม่มีที่ให้ร้องไห้แน่
"อย่าทำหน้าเหมือนแม่ตายแบบนั้น ต่อให้เจ้าอยากอยู่ ข้าก็ใช่ว่าจะยอมรับซะหน่อย ฝีมือแค่นั้นของเจ้า ทนมือทนเท้าข้าได้ไม่นานหรอก ถ้าจะสู้กันจริงๆ สู้กับน้องชายคนนี้ยังสนุกกว่าเยอะ ไม่ว่าจะกับเจ้าหรือกับเขา ข้าก็ใช้พลังเต็มที่ไม่ได้อยู่แล้ว ค่ายกลหกประสานสวรรค์จากมดหัวเสือเพลิงทองของเจ้า เทียบกับค่ายกลกระบี่ของน้องชายคนนี้ไม่ได้เลย" เซี่ยงขวงเหลือบมองลู่เสี่ยวเทียนด้วยสายตาคาดหวัง
ผู้นำตระกูลหมางได้ยินดังนั้นก็เถียงไม่ออก ที่เซี่ยงขวงพูดก็มีเหตุผล เจ้าบ้าเซี่ยงคนนี้สัมผัสถึงสัจธรรมแห่งปฐพีได้แล้ว แม้จะเป็นมหาเถระเหมือนกัน แต่เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายจริงๆ สู้กับเซี่ยงขวง อีกฝ่ายย่อมไม่ได้ใช้พลังเต็มที่ และแม้เซี่ยงขวงจะชอบการต่อสู้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลือกสู้กับคนที่เก่งกว่าเสมอไป แน่นอนว่าถ้าฝีมือใกล้เคียงกันย่อมดีที่สุด แต่ยอดฝีมือระดับเดียวกับผู้นำตระกูลหมางในทวีปชื่อหยวนก็นับว่ามีน้อยนิด จะหาคนที่ฝีมือทัดเทียมกับเซี่ยงขวงได้จะมีสักกี่คน แล้วคนเหล่านั้นจะยอมมาสู้กับเซี่ยงขวงง่ายๆ หรือ
หากไม่มีคู่ต่อสู้ที่ฝีมือสูสี เวลาสู้กัน ฝีมือจะห่างกันมากหรือน้อยก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ อีกทั้งค่ายกลกระบี่ของลู่เสี่ยวเทียนเขาก็เห็นมากับตา ถ้าไม่อาศัยระดับพลังที่เหนือกว่าเข้าข่ม แม้แต่ผู้นำตระกูลหมางเองหากต้องเจอกับค่ายกลกระบี่นี้ ก็คงต้องเจ็บตัวไม่น้อย ก่อนหน้านี้เซี่ยงขวงใช้พลังระดับเดียวกันก็ยังเอาชนะไม่ได้ ค่ายกลกระบี่นั้นเปลี่ยนแปลงพิสดาร ยากจะคาดเดา เป็นครั้งแรกที่เจอค่ายกลประหลาดเช่นนี้ การที่เซี่ยงขวงจะสนใจก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล
"ว่ายังไงน้องชาย คุกทมิฬของข้าแม้จะอึดอัดไปหน่อย แต่การได้คู่ซ้อมอย่างข้า ก็นับเป็นโอกาสยากที่จะช่วยเพิ่มพูนระดับการบำเพ็ญเพียรนะ" เซี่ยงขวงเห็นลู่เสี่ยวเทียนเงียบไป ใจก็เริ่มเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ กลัวลู่เสี่ยวเทียนจะปฏิเสธ จึงรีบเสริมว่า "อีกอย่างเรื่องของเจ้า ถ้าข้าไม่ช่วย เจ้าไปหาคนอื่นก็คงไม่มีประโยชน์"
แววตาของลู่เสี่ยวเทียนฉายแววประหลาดใจ ช่วงนี้ดวงดีจริงๆ เหมือนเคราะห์กรรมผ่านพ้นไปแล้ว นับตั้งแต่เซี่ยงหัวมอบเคล็ดวิชาสิบวัฏจักรผสานปราณฉบับสมบูรณ์ให้ เขาก็ยังไม่มีคู่ซ้อมที่เหมาะสม หากไม่ได้ผ่านการต่อสู้ซ้ำๆ เพื่อกลั่นมุกโลหิตในร่างกาย ก็จะไม่บรรลุเป้าหมายในการกักเก็บพลังเวท แต่ด้วยฝีมือของเขา ผู้ฝึกตนระดับทารกแรกกำเนิดทั่วไปก็เป็นคู่ซ้อมให้ไม่ได้ ตอนนี้มาเจอเซี่ยงขวง แถมอีกฝ่ายยังเป็นคนเอ่ยปากชวนเอง สำหรับลู่เสี่ยวเทียนแล้ว นี่มันเข้าทางชัดๆ
แม้ลู่เสี่ยวเทียนจะเต็มใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็ไม่ได้ตอบตกลงง่ายๆ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "ปราณธาตุดินในคุกทมิฬนี้เข้มข้นมาก แต่สำหรับข้าแล้วไม่ได้มีประโยชน์เท่าไหร่"
"เรื่องนั้นไม่สำคัญ คุกทมิฬนี้เจ้าเข้าออกได้อิสระ ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น ขอแค่เจ้ารับปากว่าจะมาสู้กับข้า เรื่องอื่นคุยกันได้" เซี่ยงขวงโบกมือใหญ่ "ผู้ฝึกตนระดับทารกแรกกำเนิดทั่วไปอยู่ในคุกทมิฬ ถ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนธาตุดิน นานวันเข้าย่อมไม่สบายตัว แต่กรณีของเจ้าต่างออกไป เจ้าเป็นถึงปรมาจารย์ปรุงโอสถ ย่อมมีวิธีแก้ปัญหา และยังเป็นผู้ฝึกกายาระดับสิบ ความต้านทานย่อมไม่เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป"
"ถ้าพี่เซี่ยงแก้ข้อสงสัยอีกสองข้อของข้าได้ ข้าจะรับปากพี่เซี่ยงก็ย่อมได้" ลู่เสี่ยวเทียนสายตาเป็นประกาย ในเมื่อเซี่ยงขวงใจกว้างขนาดนี้ เขาเองก็ไม่อยากเรียกร้องอะไรมากเกินไป
"เจ้าว่ามาเลย" เซี่ยงขวงกล่าว
"พี่เซี่ยงมีพลังเวทสูงส่ง เหนือกว่าระดับของข้าในตอนนี้มาก หากสู้กัน พี่ต้องไม่ใช้พลังที่เหนือกว่าระดับของข้ามากเกินไป ไม่อย่างนั้นสู้ไปก็หมดสนุก ข้อสุดท้าย เพื่อสหายของข้า ข้าอยู่ที่คุกทมิฬสักระยะหนึ่งไม่มีปัญหา แต่คงจะอยู่ที่นี่ตลอดไปไม่ได้ พี่เซี่ยงลองกำหนดเวลามาดีกว่า" ลู่เสี่ยวเทียนคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว ต่อให้ต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาสิบวัฏจักรผสานปราณ ลู่เสี่ยวเทียนก็คงไม่อยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต
"เรื่องการประลองเจ้าวางใจได้ ถ้าใช้กำลังเข้าข่ม สู้ไปก็ไม่มีความหมาย ส่วนเรื่องเวลา สักสามปีห้าปี น้องชายคงไม่ขัดข้องกระมัง" เซี่ยงขวงหัวเราะแหะๆ
"ท่านตงฟางเป็นถึงปรมาจารย์ปรุงโอสถ ให้มาอยู่กับเจ้าตั้งสามปีห้าปี เจ้าบ้าเซี่ยง เจ้าช่างกล้าพูด" ผู้นำตระกูลหมางถลึงตาใส่ทันที
"ปรมาจารย์ปรุงโอสถแล้วไง ข้าไม่ได้ขอให้เขาช่วยอะไรสักหน่อย อีกอย่าง ปรมาจารย์ปรุงโอสถแม้จะปรุงยาได้ แต่ก็ไม่ได้มีประโยชน์กับข้ามากนัก" เซี่ยงขวงกระดกสุราฮั่นหยางจุ้ยเข้าปาก แล้วพูดอย่างไม่ยี่หระ
"ตกลง สามปีห้าปีก็สามปีห้าปี ในเมื่อข้าเข้าออกได้อิสระ ก็แค่ต้องมาสู้กับพี่เซี่ยงเป็นครั้งคราวเท่านั้น" ผู้นำตระกูลหมางมีข้อโต้แย้ง แต่ลู่เสี่ยวเทียนกลับตอบตกลงทันที เดิมทีเขาวางแผนว่ารวบรวมหินศิลาเขียวได้แล้วจะไปตามหาหลัวเฉียนในแดนลับวิญญาณ ตอนนี้ปัญหาใหญ่สุดถูกแก้แล้ว แถมยังมีหนทางเพิ่มพูนฝีมือ ที่สำคัญคือแคว้นเซี่ยงในฐานะขั้วอำนาจอันดับหนึ่งของทวีปชื่อหยวน มีทรัพยากรมากมายมหาศาล โดยเฉพาะเขาที่เป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถ สามารถแลกเปลี่ยนของดีได้ไม่น้อย การรวบรวมสมุนไพรและของวิเศษในเมืองหลวงแคว้นเซี่ยง อาจจะไม่แย่ไปกว่าการไปหาในแดนลับวิญญาณก็ได้
[จบแล้ว]