- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 1110 - ศพไร้หัวเงาภูต
บทที่ 1110 - ศพไร้หัวเงาภูต
บทที่ 1110 - ศพไร้หัวเงาภูต
บทที่ 1110 - ศพไร้หัวเงาภูต
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"หยวนจิ้ง ความแค้นนับร้อยปี วันนี้ข้าจะมาชำระความกับเจ้าให้สิ้นซาก" ชายโพกผ้าเหลืองที่ยืนอยู่บนหลังแมงป่องน้ำแข็งระดับสิบตะโกนก้องท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ สายตาจ้องมองลงไปยังหยวนจิ้งที่นั่งอยู่บนรถศึกซึ่งกำลังลอยตัวขึ้นช้าๆ
"ลำพังแค่เจ้าหรือ วิชล่อลวงสัตว์อสูรของเจ้าก็นับว่ายอดเยี่ยม ผู้ที่ลงมือตุกติกคงปะปนอยู่ในกองคาราวานสินะ สามารถตบตาข้าได้ก็นับว่าเก่งกาจ แต่ก็ทำได้แค่สังหารผู้ฝึกตนชั้นผู้น้อยไปบ้างเท่านั้น ผ่านไปอีกไม่กี่วันข้าก็ระดมคนมาได้มากกว่าเดิม เจ้าจะทำอะไรข้าได้"
หยวนจิ้งยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถศึก ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเกียจคร้าน แม้อีกฝ่ายจะสร้างสถานการณ์ใหญ่โตปานนี้ แต่เขากลับไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
"แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่ข้าคนเดียว" ชายโพกผ้าเหลืองส่งเสียงหวีดหร้องแหลมสูง ชายชุดดำโพกหน้าสามคนก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาดั่งสายฟ้าฟาด โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พวกเขามุ่งตรงเข้าเล่นงานหยวนจิ้งทันที
ตูม!
ชายชุดดำทั้งสามลงมือพร้อมกัน แท่งน้ำแข็งสีฟ้าสามแท่งส่งเสียงหวีดหวิวพุ่งเข้าใส่หยวนจิ้ง
หยวนจิ้งยื่นมือออกไปตบเบาๆ รถศึกที่นั่งอยู่ส่องแสงเจิดจ้า ลำแสงรุ้งพุ่งออกไปปะทะกับแท่งน้ำแข็งสีฟ้าทั้งสาม
ทันใดนั้น แท่งน้ำแข็งสีฟ้าก็กลายร่างเป็นอินทรีปีศาจสีฟ้าดุร้ายสามตัว ฉีกทึ้งแสงรุ้งนั้นจนขาดสะบั้น
ตูม!
รถศึกของหยวนจิ้งรวมถึงสัตว์วิญญาณที่ลากรถถูกระเบิดกลายเป็นเศษซากกระจัดกระจาย แต่ตัวหยวนจิ้งกลับใช้นิ้วชี้ไปข้างหน้า เศษซากเหล่านั้นก็แหวกทางออก หยวนจิ้งเดินออกมาจากช่องว่างนั้นด้วยท่วงท่าสง่างาม เสื้อผ้าพลิ้วไหวไปตามลม
"อินทรีทมิฬน้ำแข็ง ที่แท้คนตระกูลเย่แห่งแคว้นเทียนอู่ก็มาด้วย มิน่าเล่าเจ้าถึงกล้ามาลองดีกับพี่จิ้ง"
ผู้ฝึกตนระดับทารกแรกกำเนิดอีกคนที่มาพร้อมกับหยวนจิ้งคือหญิงสาวสวมกระโปรงดำ นางดูบอบบางอ้อนแอ้น เอวบางร่างน้อยราวกับจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ นางคือ 'มู่เหย่อีเหริน' เวลานี้นางยืนลอยตัวอยู่ทางซ้ายของหยวนจิ้ง ดูเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
"พูดมากไร้ประโยชน์ มู่เหย่อีเหริน ในเมื่ออยากจะแกว่งเท้าหาเสี้ยน วันนี้ก็ทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ด้วยกันเลย ลงมือ!" ชายโพกผ้าเหลืองบนหลังแมงป่องน้ำแข็งระดับสิบตะโกนลั่น สิ้นเสียง แมงป่องน้ำแข็งใต้เท้าก็ขยับตัว หางแมงป่องพุ่งฉกใส่มู่เหย่อีเหรินดั่งสายฟ้าแลบ
มู่เหย่อีเหรินแค่นเสียงเย็น ยื่นมือหยกออกมา น้ำเต้าสีม่วงใบหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ นางชูมันขึ้นเสมอหน้าผาก
"ย่ะ!" มู่เหย่อีเหรินขยับริมฝีปากเบาๆ แต่เสียงกลับดังกึกก้องดั่งฟ้าผ่า สายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งพุ่งออกจากน้ำเต้า ฟาดใส่หางแมงป่องอย่างจัง
แมงป่องน้ำแข็งกรีดร้องลั่น หางยาวถูกสายฟ้าสีม่วงฟาดใส่จนต้องหดกลับไปด้วยความเจ็บปวด ตัวของมันสั่นเทาไม่หยุด
"อัสนีหยินม่วง!" ชายโพกผ้าเหลืองขมวดคิ้ว อัสนีหยินม่วงนี้พลังทำลายในการโจมตีครั้งเดียวอาจไม่สูงนัก แต่เป็นวิชาสายฟ้าที่ร้ายกาจมาก หากถูกฟาดใส่แล้วไม่รีบขับไล่ปราณสายฟ้าออกไป มันจะสะสมอยู่ในร่างกายจนกระทั่งผู้ถูกโจมตีระเบิดร่างตาย
หยวนจิ้งดวงตาฉายแววอำมหิต วาดมือไปในอากาศ ศพคนไร้หัวห้าร่างปรากฏขึ้นเรียงราย ร่างกายเป็นสีน้ำเงิน ทั่วร่างแผ่ไอสังหารน่าสะพรึงกลัว แต่ผิวหนังกลับเปล่งแสงสีน้ำเงินที่ดูน่าเกรงขามอย่างประหลาด
"ศพไร้หัวเงาภูต! ห้าตัว เป็นไปได้อย่างไร" เมื่อเห็นศพไร้หัวสีน้ำเงินเข้มทั้งห้า ชายโพกผ้าเหลืองก็ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไป เขาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
"เจ้าดักสังหารคนตระกูลหยวนไปทั่ว คิดว่าเจ้าวางแผนมาดีแล้วข้าจะไม่ได้เตรียมการอะไรเลยหรือ บอกความจริงให้ก็ได้ กองทัพชายแดน กองทัพชิงติ่ง กองทัพชื่อติ่ง และกองทัพเฮยติ่ง ได้ร่วมมือกันปิดล้อมชายแดนและควบคุมค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งหมดไว้อย่างเข้มงวดแล้ว อย่าว่าแต่เจ้าเลย ต่อให้เป็นคนตระกูลเย่ทั้งสามคนนี้ ก็อย่าหวังจะได้รอดชีวิตออกไปจากแคว้นเซี่ยง"
นับตั้งแต่ศพไร้หัวเงาภูตทั้งห้าปรากฏตัว ใบหน้าหล่อเหลาของหยวนจิ้งก็ฉายแววชั่วร้ายดุจปีศาจ
"เงาภูต สังหาร!" หยวนจิ้งออกคำสั่งเสียงเย็น
ฟิ้ว ฟิ้ว!
ศพไร้หัวทั้งห้ากลายร่างเป็นเงาสีฟ้าจางๆ พุ่งทะยานไปในอากาศ ด้วยความเร็วสูงจนมองเห็นเป็นเพียงเส้นสีฟ้าเล็กยาว
"หยุดมันไว้!" หัวหน้ากลุ่มผู้ฝึกตนระดับทารกแรกกำเนิดจากตระกูลเย่แห่งแคว้นเทียนอู่ตะโกนก้อง ยื่นมือออกมา อาวุธวิเศษคล้ายถุงมือปรากฏขึ้น เขาคว้าจับไปในอากาศ อินทรีน้ำแข็งดุร้ายกรีดร้องและกางปีกพุ่งเข้าใส่ศพไร้หัว
ยอดฝีมือตระกูลเย่อีกสองคนก็ลงมือเช่นกัน
"คิดจะขวางเงาภูตของข้า ก็ต้องดูว่าพวกเจ้ามีปัญญาแค่ไหน"
หยวนจิ้งตบไปที่ท้ายทอยของตนเอง ระฆังทองสัมฤทธิ์โปร่งใสใบยักษ์ส่งเสียงดังกังวานและครอบลงมาปกป้องร่างของเขาไว้ หยวนจิ้งรัวหมัดซ้ายขวากระแทกใส่ผนังระฆังทองสัมฤทธิ์
ระฆังยักษ์สั่นสะเทือนจากการถูกทุบอย่างรุนแรง ก่อเกิดเป็นคลื่นเสียงคมกริบสองสาย พุ่งด้วยความเร็วที่ตามองไม่ทันเข้าใส่อินทรีน้ำแข็งที่ยอดฝีมือตระกูลเย่สร้างขึ้น
ปัง ปัง ปัง...
คมมีดคลื่นเสียงฟาดฟันใส่อินทรีน้ำแข็ง ขนนกน้ำแข็งปลิวว่อน เสียงอินทรีร้องระงมไม่ขาดสาย
"หยวนจิ้งสมกับเป็นความหวังของตระกูลหยวนที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นมหาเถระ ถึงกับรับมือสามคนพร้อมกันได้"
อวี่ฉืออวี่ที่ซ่อนตัวอยู่ในกระถางวิญญาณซ่อนเร้นพึมพำกับตัวเอง นางรู้สึกว่าแม้แต่เซี่ยงอีหางตอนที่มีชีวิตอยู่ ก็อาจจะด้อยกว่าหยวนจิ้งผู้นี้อยู่หลายส่วน อวี่ฉืออวี่แอบชำเลืองมองลู่เสี่ยวเทียนที่อยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าคนผู้นี้จะเทียบกับหยวนจิ้งได้หรือไม่ ลำพังพลังฝีมือส่วนตัว หยวนจิ้งก็รับมือหนึ่งต่อสามได้แล้ว หากนับรวมศพไร้หัวเงาภูตทั้งห้านั้นเข้าไปด้วย มิน่าเล่าเขาถึงกล้าโอหังขนาดนี้ ทั้งที่รู้ว่าจะมีคนมาดักปล้นกลางทาง ก็ยังกล้าพาแค่มู่เหย่อีเหรินมาด้วย
หากไม่มีศพไร้หัวเงาภูตเหล่านั้น บางทีหยวนจิ้งอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนตรงหน้านาง แต่พอนับรวมศพพวกนั้นเข้าไป อวี่ฉืออวี่ก็เริ่มใจไม่ดี นางไม่เชื่อว่าพลังการต่อสู้ของลู่เสี่ยวเทียนจะสูงส่งขนาดนั้น เพียงแต่คนผู้นี้ดูลึกลับเกินไป จนถึงตอนนี้อวี่ฉืออวี่ก็ยังดูไม่ออกว่าก้นบึ้งความสามารถของเขาอยู่ที่ตรงไหน
หากบอกว่าหยวนจิ้งมีพลังเหนือกว่าเขา อวี่ฉืออวี่อาจจะเชื่อ แต่ถ้าลู่เสี่ยวเทียนคิดจะหนี หยวนจิ้งก็น่าจะรั้งไว้ไม่อยู่ ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ นางเคยประมือกับเขา และเซี่ยงอีหางก็เคยสู้ตายกับเขามาก่อน แต่ไม่มีใครเคยหยั่งรู้รากฐานที่แท้จริงของเขาได้เลย เขามีค่ายกลโลหิตกระถางหลอมมารอยู่ในมือ หากนับรวมค่ายกลนี้เข้าไปแล้วปะทะกับหยวนจิ้ง ใครจะเป็นผู้ชนะก็ยากจะคาดเดา
ฟิ้ว ฟิ้ว...
ศพไร้หัวเงาภูตทั้งห้าพุ่งเข้าหาแมงป่องน้ำแข็งระดับสิบดั่งสายฟ้าฟาด
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน ร่างของแมงป่องน้ำแข็งถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเนื้อนับสิบก้อน ชายโพกผ้าเหลืองสละแมงป่องน้ำแข็งด้วยความตื่นตระหนกจึงรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
ตูม! เป็นมู่เหย่อีเหรินที่ใช้น้ำเต้าม่วงยิงอัสนีหยินม่วงใส่ชายโพกผ้าเหลืองที่กำลังเสียหลัก
ชายโพกผ้าเหลืองเพิ่งหนีตายมาได้อย่างทุลักทุเล กลับมาโดนอัสนีหยินม่วงเข้าจังๆ สภาพจึงดูยับเยินไปทั้งตัว
"ดูท่าชายโพกผ้าเหลืองกับผู้ฝึกตนตระกูลเย่จากแคว้นเทียนอู่น่าจะไม่รอดแล้ว ไม่นึกเลยว่าหยวนจิ้งจะแข็งแกร่งขนาดนี้ หากเจ้าใช้ค่ายกลโลหิตกระถางหลอมมาร เจ้ามีความมั่นใจแค่ไหน" อวี่ฉืออวี่หันมาถามลู่เสี่ยวเทียน
"ค่ายกลโลหิตกระถางหลอมมารตอนนี้ใช้ไม่ได้ ข้าไม่มีทารกแรกกำเนิดเหลือพอ"
ลู่เสี่ยวเทียนส่ายหน้า นี่ไม่ใช่คำโกหก ในมือเขาตอนนี้มีเพียงทารกแรกกำเนิดของอ๋องฉางหนิง ซึ่งอ๋องฉางหนิงเลื่อนขั้นมาด้วยทางลัด ฝึกวิชาคู่บำเพ็ญเพียร ต้องร่วมมือกับพระชายาถึงจะแสดงพลังได้ พลังส่วนตัวไม่ได้แข็งแกร่งนัก ต่อให้ใช้ทารกแรกกำเนิดของเขากระตุ้นค่ายกล อานุภาพของค่ายกลก็น่าจะมีจำกัด
[จบแล้ว]