- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 780 - สามวันจากลา
บทที่ 780 - สามวันจากลา
บทที่ 780 - สามวันจากลา
บทที่ 780 - สามวันจากลา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ชายหนุ่มเข็มขัดหยกถอยห่างจากหญิงสาวแซ่เจียงทันที พอคิดได้ว่าพลังตบะของตนนั้นสูงส่งกว่านางมาก ก็ค่อยวางใจลงได้บ้าง เพียงแต่ความประหลาดพิสดารของหญิงสาวแซ่เจียง ทำให้เขาไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
"เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอก" ใบหน้าของหญิงสาวแซ่เจียงปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
ชายหนุ่มเข็มขัดหยกใจกระตุกวูบ ทันใดนั้นก็รู้สึกเจ็บแปลบที่จุดตันเถียนราวกับถูกเข็มทิ่มแทง เมื่อพยายามฝืนโคจรพลังเวท กลับทำให้พลังไหลย้อนกลับในเส้นชีพจร เขาหวีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่ทันตั้งตัว ทันใดนั้นท้ายทอยก็เจ็บจี๊ด ตาพร่ามัว แล้วสลบเหมือดไป
ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาว สวมหมวกคลุมผ้าโปร่งสีขาวค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างแช่มช้อย เพียงก้าวเดียวก็ข้ามผ่านระยะทางพันกว่าจ้างราวกับย่อแผ่นดิน ชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ไร้ฝุ่นผง ผ้าเนื้อนุ่มแนบไปกับเรือนร่าง เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงามเย้ายวนใจ
"ท่านเจ้าสำนัก!" หญิงสาวแซ่เจียงค้อมกายคารวะหญิงสาวสวมหมวกคลุม
"ได้ความเรื่องคัมภีร์เหล็กจารึกเขียวหรือไม่"
เสียงของหญิงสาวสวมหมวกคลุมนั้นไพเราะราวกับนกขมิ้นเหลืองอ่อน อ่อนหวานนุ่มนวล ฟังแล้วชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลอย่างประหลาด แม้แต่ลู่เสี่ยวเทียนที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบห่างออกไปยังอดรู้สึกปั่นป่วนในใจไม่ได้
เขาลอบคิดในใจว่าสตรีผู้นี้เกิดมาพร้อมกับกายาเอกะหยิน ตั้งแต่สมัยอยู่ขั้นสร้างรากฐานก็มีเสน่ห์เย้ายวนใจผู้คนอยู่แล้ว ตอนนี้กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตาน กลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนหลงใหลหัวปักหัวปำนั้นยิ่งทวีความรุนแรงจนยากจะต้านทาน ฟังจากน้ำเสียงแล้ว ย่อมเป็นหลัวผิงเอ๋อร์ไม่ผิดแน่ คัมภีร์เหล็กจารึกเขียว... ลู่เสี่ยวเทียนยิ้มในใจ หลัวผิงเอ๋อร์ สำนักหลิงจิ้ว ช่างประจวบเหมาะจริงๆ ดันมาให้เขาเจอเข้าจนได้
"เมื่อครู่ฉวยโอกาสตอนที่เจ้าหนุ่มนี่ไม่ระวังถามออกไปประโยคหนึ่ง คำตอบตามสัญชาตญาณของเขาเผยพิรุธออกมาจริงๆ เจ้าหนุ่มนี่รู้เบาะแสของคัมภีร์เหล็กจารึกเขียว เพียงแต่เขานำไปบอกเจ้าเกาะสำราญแล้ว ดูท่าเรื่องราวคงจะยุ่งยากขึ้นอีกแล้วเจ้าค่ะ"
"เงียบ!" หลัวผิงเอ๋อร์พลันกดเสียงต่ำ "ช่างไม่ระวังตัวเอาเสียเลย ถูกคนสะกดรอยตามมายังไม่รู้ตัวอีก สหาย ท่านแอบฟังคนอื่นคุยกันแบบนี้ไม่ใช่วิสัยของวิญญูชนเลยนะ"
ช่างเป็นประสาทสัมผัสที่เฉียบคมนัก ลู่เสี่ยวเทียนตกใจเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าเมื่อครู่อารมณ์ของเขาเพียงแค่ไหววูบไปนิดเดียว ก็ถูกหลัวผิงเอ๋อร์จับได้เสียแล้ว ดูจากท่าทางของนาง น่าจะเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นจินตานขั้นกลางได้ไม่นาน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีประสาทสัมผัสที่ไวขนาดนี้
"จากกันเพียงสามวันต้องมองกันใหม่ ความก้าวหน้าของสหายพรตหลัวช่างรวดเร็วจนน่าตกใจจริงๆ" ในเมื่อถูกอีกฝ่ายจับได้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องซ่อนตัวอีกต่อไป ลู่เสี่ยวเทียนเองก็ไม่ได้คิดจะหลบๆ ซ่อนๆ ไปตลอดอยู่แล้ว
"คุณชายท่านนี้หน้าตาไม่คุ้น ท่านรู้จักข้าด้วยหรือ" หลัวผิงเอ๋อร์เองก็ตกใจเช่นกัน นางไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มหน้าดำผู้นี้มาซ่อนตัวอยู่แถวนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย ดูเหมือนจะเป็นคนรู้จักกัน แต่หลัวผิงเอ๋อร์ขบคิดจนหัวแทบแตกก็นึกไม่ออกว่าตนไปรู้จักคนลึกลับเช่นนี้ตั้งแต่ตอนไหน
"รู้จักหรือไม่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือเจ้ารู้เบาะแสของคัมภีร์เหล็กจารึกเขียว ซึ่งข้าเองก็สนใจอยู่พอดี" ลู่เสี่ยวเทียนกล่าว "ไม่ทราบว่าในคัมภีร์เหล็กจารึกเขียวนั้นบันทึกสิ่งใดไว้ สหายพรตหลัวพอจะบอกข้าได้หรือไม่"
"เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน" หญิงสาวแซ่เจียงเลิกคิ้วสูง เสื้อผ้าพลิ้วไหว พลังเวทหมุนวนรอบกาย ท่าทางพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อหากพูดกันไม่รู้เรื่อง
"ข้าจะเป็นใครไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าหมัดของใครใหญ่กว่ากัน" ลู่เสี่ยวเทียนก้าวเท้าไปในอากาศ มือซ้ายยื่นออกไปข้างหน้า แล้วสะบัดเบาๆ พลังฝ่ามือพุ่งเข้าใส่หลัวผิงเอ๋อร์และหญิงสาวแซ่เจียงพร้อมกัน
"สามหาว!" หญิงสาวแซ่เจียงตวาดเสียงเย็น สะบัดข้อมือ ตะปูเงินยาวสามนิ้วหลายเล่มพุ่งเข้าใส่ลู่เสี่ยวเทียนเป็นรูปตัวอักษร 'ผิ่น' (品)
ลู่เสี่ยวเทียนขมวดคิ้ว มือซ้ายขยับจับวูบ ฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ควบแน่นจากพลังเวทจนดูเหมือนของจริงคว้าจับตะปูยาวเหล่านั้นไว้ในมือกลางอากาศ
หญิงสาวแซ่เจียงหน้าเปลี่ยนสี นิ้วเรียวชี้ไปข้างหน้า ตะปูเงินดิ้นรนอย่างรุนแรงอยู่ในมือของลู่เสี่ยวเทียน แต่ไม่ว่านางจะถ่ายเทพลังเวทเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็เหมือนวัวดินลงทะเล ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
เห็นหญิงสาวแซ่เจียงเพิ่งลงมือก็ถูกสยบ แม้แต่ศาสตราวุธแก่นโอสถยังถูกคนเก็บไป หลัวผิงเอ๋อร์ก็ตกใจอย่างยิ่ง นางสะบัดมือ กระบี่สั้นผลึกเหมันต์ที่มีไอเย็นยะเยือกพุ่งเข้าใส่ลู่เสี่ยวเทียน
ในมือของลู่เสี่ยวเทียนก็ปล่อยปราณกระบี่ที่พลิ้วไหวราวกับเส้นไหมออกมาหลายสาย พัวพันต่อสู้กับกระบี่สั้นผลึกเหมันต์เล่มนั้น จนไอเย็นบนตัวกระบี่เริ่มแตกซ่าน
ความร้ายกาจของกระบี่สั้นผลึกเหมันต์เล่มนี้เทียบไม่ได้เลยกับตะปูเงินของหญิงสาวแซ่เจียง เจตจำนงแห่งกระบี่กดดันผู้คน แม้ลู่เสี่ยวเทียนจะมีร่างกายดุจเหล็กไหลทองแดง ก็ยังไม่กล้าใช้มือเปล่ารับมันไว้ กระบี่สั้นผลึกเหมันต์เล่มนี้แม้จะโจมตีได้อย่างพลิกแพลงพิสดาร จนทำให้สติเทพที่ลู่เสี่ยวเทียนแฝงไว้ในกระบี่บินล่องนภารู้สึกเหมือนจะแข็งตัว
แต่ระดับพลังของลู่เสี่ยวเทียนไหนเลยที่หลัวผิงเอ๋อร์จะเทียบได้ กระบี่บินล่องนภาปะทะกับกระบี่สั้นผลึกเหมันต์อยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะฟันฉับลงไปอย่างรวดเร็วกลางอากาศ กระบี่สั้นผลึกเหมันต์ที่โดนโจมตีส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน ลอยตุปัดตุเป๋อยู่ในอากาศ ควบคุมแทบไม่อยู่ จนเกือบจะร่วงตกลงพื้น
หลัวผิงเอ๋อร์รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง กระบี่สั้นผลึกเหมันต์เล่มนี้ นางเริ่มรวบรวมวัตถุดิบวิญญาณมาตั้งแต่สมัยอยู่ขั้นสร้างรากฐาน ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะสร้างเสร็จ เมื่อใช้ร่วมกับกายาเอกะหยินของนาง อานุภาพร้ายกาจยิ่งนัก ไอเย็นบนตัวกระบี่สามารถแช่แข็งได้แม้กระทั่งดวงจิตของผู้บำเพ็ญเพียร
อาศัยกระบี่สั้นผลึกเหมันต์เล่มนี้ หลัวผิงเอ๋อร์เคยต่อกรกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานขั้นปลายมาแล้ว ในการปะทะกันของศาสตราวุธ ฝ่ายตรงข้ามมักจะถูกผลกระทบทางสติเทพ ทำให้พลังเวทลดทอนลง หลัวผิงเอ๋อร์จึงสามารถสังหารศัตรูระดับจินตานขั้นปลายมาได้หลายคน
กระบี่สั้นโปร่งใสของชายหนุ่มหน้าดำตรงหน้า แม้ดูธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ แต่กลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย ไม่สติเทพของอีกฝ่ายจะเหนือกว่านางมาก ก็ต้องเป็นเพราะอานุภาพของกระบี่เล่มนั้นไม่ด้อยไปกว่ากระบี่ผลึกเหมันต์ของนาง ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ไหน ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายก็เกินกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มากโข
"คุณชายโปรดช้าก่อน ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะคุยกัน หากไปรบกวนเจ้าเกาะสำราญเข้า จะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น พวกเราเปลี่ยนที่คุยกันดีหรือไม่" หลัวผิงเอ๋อร์รีบร้องห้าม
"ก็ได้ ข้าจะเป็นคนเลือกสถานที่เอง พวกเจ้าทั้งสองตามมา แล้วหิ้วเจ้าหนุ่มนั่นมาด้วย อย่าได้คิดเล่นลูกไม้ ไม่เช่นนั้นครั้งหน้าข้าอาจจะไม่หยุดมือง่ายๆ แบบนี้อีก" ลู่เสี่ยวเทียนกวักมือเรียก กระบี่บินล่องนภาที่พุ่งเข้าใส่หลัวผิงเอ๋อร์ก็ตีวงเลี้ยวกลับมา
หลัวผิงเอ๋อร์มีสีหน้าขมขื่น นางกับหญิงสาวแซ่เจียงรีบตามไปติดๆ ในหัวพยายามนึกถึงผู้บำเพ็ญเพียรที่นางรู้จักทุกคน แต่ไม่มีใครสักคนที่ดูจะเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มหน้าดำผู้นี้เลย ศาสตราวุธแก่นโอสถที่อีกฝ่ายใช้ก็ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ดูไม่ออกว่าเป็นวิชาสายไหน แต่กลับสามารถต้านทานกระบี่สั้นผลึกเหมันต์ของนางได้ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
"ในเมื่อคุณชายท่านนี้เป็นคนรู้จักของข้า เหตุใดจึงไม่เผยโฉมหน้าที่แท้จริงเล่า" เมื่อตามลู่เสี่ยวเทียนมาถึงโขดหินกลางทะเลที่ห่างจากเกาะสำราญไปหลายร้อยลี้ หลัวผิงเอ๋อร์ที่มั่นใจว่าลู่เสี่ยวเทียนใช้วิชาแปลงโฉมอยู่ จึงเอ่ยหยั่งเชิง
"รู้น้อยหน่อยจะเป็นผลดีกับพวกเจ้ามากกว่า ตอนนี้เล่าเรื่องคัมภีร์เหล็กจารึกเขียวมาให้ข้าฟังได้แล้ว" ลู่เสี่ยวเทียนกล่าวเสียงเรียบ
"คัมภีร์เหล็กจารึกเขียวก็ไม่ได้อยู่กับท่านเจ้าสำนักของเรา สิ่งที่เรารู้ก็มีจำกัด ในเมื่อท่านรู้เรื่องคัมภีร์เหล็กจารึกเขียวแล้ว ทำไมไม่ไปหาเรื่องเจ้าเกาะสำราญโดยตรงเลยล่ะ คัมภีร์เหล็กจารึกเขียวน่าจะตกไปอยู่ในมือของเจ้าเกาะสำราญแล้วกระมัง"
ตะปูคร่าวิญญาณของหญิงสาวแซ่เจียงยังตกอยู่ในมือของลู่เสี่ยวเทียน แถมยังถูกลู่เสี่ยวเทียนกดดันมาตลอดทาง น้ำเสียงจึงอดเจือความโกรธเคืองไม่ได้
[จบแล้ว]