- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 350 - เถาวัลย์ทานตะวันวารีเขียว
บทที่ 350 - เถาวัลย์ทานตะวันวารีเขียว
บทที่ 350 - เถาวัลย์ทานตะวันวารีเขียว
บทที่ 350 - เถาวัลย์ทานตะวันวารีเขียว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อเห็นว่าเหมียวเทียนยังคงต่อสู้พัวพันอยู่กับตี้คุน เสอหนวี่ก็กัดฟันแน่น นางกำลังจะกระโจนกลับเข้าไปร่วมวงต่อสู้ แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงส่งกระแสจิตจากเหมียวเทียน เสอหนวี่จึงส่งกระแสจิตตอบกลับไปพร้อมกับพลิกข้อมือ ลูกแก้วสีเขียวสองลูกปรากฏขึ้นในมือ แล้วนางก็ขว้างมันใส่ชายหนุ่มผมเงินตรงหน้าทันที
"ระวัง นั่นคือควันทานตะวันวารีเขียว อย่าให้มันสัมผัสตัวเด็ดขาด" ตงฟางอี๋กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง
ลู่เสี่ยวเทียนพยักหน้าเล็กน้อย เขาดีดนิ้วส่งใบมีดวายุพุ่งออกไปไกลกว่าร้อยจั้งในพริบตา ปะทะเข้ากับลูกแก้วสีเขียวกลางอากาศ
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่น ลูกแก้วสีเขียวทั้งสองลูกแตกกระจาย ปลดปล่อยควันสีเขียวหม่นออกมาปกคลุมพื้นที่กว้างหลายสิบถึงร้อยจั้งในชั่วพริบตา และยังมีแนวโน้มว่าจะขยายวงกว้างออกไปอีก เมื่อได้รับคำเตือนจากตงฟางอี๋ ลู่เสี่ยวเทียนจึงกลั้นหายใจและถอยร่นไปด้านหลังเล็กน้อย ด้วยความเร็วของเขา การจะอ้อมผ่านกลุ่มควันพิษขนาดใหญ่นี้ไม่ใช่เรื่องยาก ต่อให้ต้องพาตงฟางอี๋ไปด้วยก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว ความเร็วย่อมช้ากว่าเสอหนวี่ที่ไม่มีภาระใดๆ อยู่บ้าง
เมื่อเห็นว่าควันทานตะวันวารีเขียวสามารถถ่วงเวลาชายหนุ่มผมเงินได้เล็กน้อย เสอหนวี่ก็สะบัดเชือกงูเหินพันธนาการในมือจนยืดตรงดั่งเส้นด้าย พุ่งเข้าโจมตีศพเงินเหินเวหาตี้คุน ใบมีดละเอียดบนเชือกหมุนติ้วส่งเสียงหวีดหวิว
ตี้คุนกำลังต่อสู้อย่างเมามัน พัวพันกับชายหนุ่มชุดหรูเหมียวเทียนอย่างดุเดือด ไม่นึกว่าจะมีหญิงชุดชมพูโผล่เข้ามาขัดจังหวะอีกคน ด้วยความหงุดหงิด มันจึงตบกรงเล็บใส่ใบมีดเหล่านั้น
แต่ทว่าบนใบมีดเหล่านั้นกลับมีเมล็ดสีเขียวร่วงหล่นลงมาหลายเมล็ด เมล็ดเหล่านั้นเติบโตขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อต้องลม กลายเป็นเถาวัลย์ทานตะวันวารีเขียวระดับหก เถาวัลย์ที่โตเต็มที่พุ่งเข้ารัดพันร่างของตี้คุนเอาไว้อย่างกะทันหัน
แม้ตี้คุนจะมีพลังแข็งแกร่งเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานช่วงปลายทั่วไปมาก แต่หากพูดถึงเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบาย ท้ายที่สุดก็ยังสู้เผ่ามนุษย์ไม่ได้
เถาวัลย์ทานตะวันวารีเขียวไม่อาจพันธนาการตี้คุนไว้ได้สมบูรณ์ ตี้คุนคำรามลั่นพร้อมกับดิ้นรนสะบัดตัวอย่างรุนแรง เถาวัลย์บนร่างเริ่มปรากฏรอยฉีกขาดด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ถึงกระนั้น ความเร็วของตี้คุนก็ถูกเถาวัลย์เหล่านี้ชะลอไว้ชั่วคราว
เมื่อเห็นกระบี่อัคคีผลาญเพลิงกัลป์อีกเล่มพุ่งเข้ามาสังหาร เหมียวเทียนก็หน้าเปลี่ยนสี เขารีบดึงตัวเสอหนวี่แล้วเรียกกระสวยบินออกมา ทั้งสองกระโดดขึ้นไปบนนั้น แสงสีขาวสว่างวาบ พาหนะพุ่งออกไปดุจสายฟ้า ปรากฏตัวขึ้นข้างกายซุ่ยเตาในพริบตา เหมียวเทียนฟันดาบออกไปต้านรับดาบผ่าปฐพีไว้ ด้วยความเชี่ยวชาญในวิถีดาบของเหมียวเทียน ดาบนี้มีอานุภาพไม่เบา บวกกับการตอบโต้ของซุ่ยเตา ทำให้ดาบผ่าปฐพีถูกดีดกระเด็นออกไปด้านข้าง
"ไป!"
ซุ่ยเตาขวัญหนีดีฝ่อเพราะดาบสังหารของลู่เสี่ยวเทียนไปนานแล้ว ขนาดรวมพลังกันสามคนยังทำได้แค่ประคองตัวต้านทานฝ่ายตรงข้ามอย่างยากลำบาก ทั้งที่อีกฝ่ายยังอุ้มคนไว้อีกหนึ่งคนทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก ต้องต่อสู้ไปพร้อมกับดูแลนางเซียนจินตาน มิฉะนั้นด้วยฝีมือของชายหนุ่มผมเงินคงบุกเข้ามาสังหารพวกเขานานแล้ว หากถึงเวลานั้นจริง คงเป็นหายนะอย่างแท้จริงสำหรับพวกเขา
หลังจากหนีออกมาได้ระยะหนึ่ง ทั้งสามคนหันกลับไปมอง ก็พบว่าชายหนุ่มผมเงินผู้นั้นนำรถเข็นคันหนึ่งออกมา ร่างกายของเขานั่งตัวตรงในท่าทางประหลาด ขาทั้งสองข้างดูเหมือนจะไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มผมเงินเรียกเรือใบวายุครามออกมา แล้ววางนางเซียนจินตานลงในเรือ ตั้งแต่ต้นจนจบ ขาของเขาไม่ขยับเลยสักนิด ทั้งสามคนหันมองหน้ากัน ความตกใจบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มขมขื่น
"ไม่นึกเลยว่าชายหนุ่มผมเงินที่กดดันพวกเราได้ขนาดนี้ แท้จริงแล้วจะเป็นคนพิการขาเป๋" เหมียวเทียนกล่าวด้วยสีหน้าหมองหม่น
"โลกบำเพ็ญเพียรกว้างใหญ่ไพศาล เรื่องประหลาดมีอยู่ถมไป ความร้ายกาจของชายหนุ่มผมเงินผู้นี้ นับว่าเป็นที่สุดเท่าที่พวกเราเคยพบเจอมาจริงๆ แต่เหมียวเทียน วิชาดาบปีศาจอัคคีมารของเจ้าก็เป็นหนึ่งในยุทธภพ ขอเพียงฝึกฝนกระบวนท่าหลังๆ สำเร็จ ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสประมือกับคนผู้นี้ให้รู้ดำรู้แดง"
เสอหนวี่เห็นสีหน้าของเหมียวเทียน ก็รู้ดีว่าเขาเป็นคนหยิ่งทนงในศักดิ์ศรีมาตลอด สำนักดาบมารนับเป็นสำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงในแดนรกร้างแดนใต้ และเหมียวเทียนก็คือดาวรุ่งพุ่งแรงในช่วงยี่สิบปีมานี้ของสำนัก ด้วยวิชาดาบปีศาจอัคคีมาร เขาแทบไม่เคยพบคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ เอาชนะศิษย์ในสำนักมาได้แทบทุกคน แม้แต่ศพเงินเหินเวหาตี้คุนที่หายสาบสูญไปนับพันปี ก็ยังไม่อาจฝ่าวิชาดาบของเหมียวเทียนเข้ามาได้ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพียงแต่คนยิ่งมีทิฐิสูง เมื่อเจอคู่ต่อสู้ที่สูสีหรือเก่งกว่าเล็กน้อย มักจะระเบิดจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ออกมาได้รุนแรงกว่าเดิม แต่หากไปเจอคู่ต่อสู้ที่เหนือกว่าตนเองแบบคนละชั้น จนไม่อาจคาดเดาความเก่งกาจของอีกฝ่ายได้ แล้วก็พ่ายแพ้ไปทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้เอาจริง ความมั่นใจที่เคยชนะมาตลอดก็จะพังทลายลงในพริบตา สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอัจฉริยะแล้ว ผลที่ตามมานับว่าน่ากลัวยิ่งนัก เสอหนวี่จึงจับมือเหมียวเทียนไว้แล้วกล่าวปลอบใจด้วยความเป็นห่วง
"นั่นสิ คนผู้นี้ถึงขนาดสยบเผ่าพันธุ์ศพเงินเหินเวหาตี้คุนได้ ย่อมไม่อาจใช้ตรรกะทั่วไปมาวัดได้ โดยเฉพาะดาบแรกที่ฟันใส่ข้า พละกำลังนั้นน่ากลัวจริงๆ ข้าว่าถ้าไม่ใช่เพราะเขาต้องอุ้มและห่วงหน้าพะวงหลังกับนางเซียนจินตานคนนั้น เกรงว่าพวกเราคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นกันหมด ชายหนุ่มผมเงินผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นศิษย์สำนักไหน ถึงได้สร้างสัตว์ประหลาดขั้นสร้างรากฐานที่น่ากลัวขนาดนี้ออกมาได้"
เมื่อนึกถึงดาบแรกที่ชายหนุ่มผมเงินขว้างออกมา ใบหน้าของซุ่ยเตาก็ยังคงมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่
"พลังเวทของคนผู้นี้แม้จะบริสุทธิ์ยิ่งนัก แต่ปริมาณกลับไม่ได้มากมายมหาศาล ข้ารู้สึกว่าระดับพลังของเขาน่าจะต่ำกว่าข้าเล็กน้อย น่าจะอยู่ราวๆ ขั้นสร้างรากฐานระดับเจ็ด แต่กลับสามารถควบคุมศาสตราวุธแก่นโอสถสองชิ้นพร้อมกันได้ ดูท่าคงจะฝึกวิชาลับแบ่งแยกสติเทพตามข่าวลือจริงๆ ความอันตรายของการแบ่งแยกสติเทพนั้น แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตานก็ยังไม่กล้าเสี่ยงลอง คนผู้นี้โหดเหี้ยมต่อตนเองได้ถึงเพียงนี้ พ่ายแพ้ด้วยน้ำมือเขาก็นับว่าไม่น่าเจ็บใจนัก" เหมียวเทียนยิ้มขมขื่น
"ขั้นสร้างรากฐานระดับเจ็ด เป็นไปได้อย่างไร!" เสอหนวี่อุทานด้วยความไม่อยากเชื่อ พวกนางทั้งสามคนล้วนเป็นขั้นสร้างรากฐานระดับแปด แม้แต่ชายชราร่างกำยำแห่งชนเผ่าอัศวินเวหาก็น่าจะถึงระดับเก้าแล้ว พวกนางกลับถูกผู้บำเพ็ญเพียรระดับเจ็ดคนหนึ่งต้อนจนมุมถึงเพียงนี้
"ก็มีความเป็นไปได้ นอกจากดาบแรกที่เขาขว้างออกมาด้วยมือตัวเองแล้ว ดาบหลังๆ รับมือได้ง่ายกว่ามาก" ซุ่ยเตาหวนนึกถึงการปะทะเมื่อครู่ สีหน้าพลันเคร่งเครียด "พลังเวทในดาบแรกก็ไม่ได้รุนแรงมากนัก ยังอยู่ในขอบเขตที่พอรับไหว หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นผู้ฝึกกายาที่เก่งกาจมาก?"
"ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าความสำเร็จด้านกายาของเขาลึกล้ำยิ่งกว่าพลังเวทอีกงั้นหรือ? หรือว่าจะถึงระดับหกแล้ว?" เสอหนวี่ถามอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อ
"บางทีอาจเป็นวิชาลับเฉพาะตัวของเขาก็ได้ ผู้ฝึกกายาระดับหก ดูจากอายุของฝ่ายตรงข้ามแล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้" ซุ่ยเตาเองก็เป็นผู้ฝึกกายา แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงระดับสี่เลย นี่ขนาดเขาฝึกฝนร่างกายควบคู่กับการเพิ่มพลังเวทมาเกือบยี่สิบปีแล้วนะ การทะลวงจากระดับสามไประดับสี่ยังยากกว่าการสร้างรากฐานเสียอีก จะบอกว่าชายหนุ่มผมเงินบรรลุถึงระดับหกแล้ว เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อ
"พวกเราจะเอาอย่างไรต่อ?" ซุ่ยเตาหันไปถามเหมียวเทียน
"กลับไปก่อนเถอะ เว้นแต่จะมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตานลงมือ ชายหนุ่มผมเงินผู้นี้ไม่ใช่คนที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานจะรับมือได้ นอกเสียจากจะมีคนฝีมือระดับพวกเรามาร่วมมือกันอีกหลายคน อาจจะพอสู้ไหว แต่ใครจะรู้ว่าเขายังมีลูกไม้อื่นซ่อนอยู่อีกหรือไม่ หากไม่ใช่เพราะเขามีภาระต้องดูแลนางเซียนจินตาน เกรงว่าคงไม่มีใครต้านทานความแหลมคมของคนผู้นี้ได้ ยิ่งตอนนี้เมือเขามีเวลาพักหายใจ หากนางเซียนจินตานฟื้นฟูพลังเวทขึ้นมาบ้าง แล้วพวกเราไล่ตามกลับไป ก็ไม่ต่างอะไรกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ" เหมียวเทียนส่ายหน้าพลางยิ้มขมขื่น
[จบแล้ว]