- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 340 - นั่งดูไฟไหม้บนภูเขา
บทที่ 340 - นั่งดูไฟไหม้บนภูเขา
บทที่ 340 - นั่งดูไฟไหม้บนภูเขา
บทที่ 340 - นั่งดูไฟไหม้บนภูเขา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
แม้ว่าในเหมืองหินปราณธาตุลมจะมีผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นหกคนยึดภูมิประเทศที่ได้เปรียบตั้งรับอยู่ การบุ่มบ่ามมุดเข้าไปข้างในย่อมไม่มีผลดีแน่ แต่การเข้าไปก็ยังมีโอกาสรอดชีวิต หากยังรั้งอยู่ข้างนอก เผชิญหน้ากับนักรบอัศวินเวหาสิบสองคน บวกกับสัตว์อสูรปีกระดับสูงอีกสิบสองตัว ความแตกต่างทางด้านจำนวนนั้นมากถึงสี่เท่า อยู่ข้างนอกคือตายสถานเดียว แม้รู้ว่าเข้าเหมืองไปก็รอดได้ยากยิ่งเก้าตายหนึ่งรอด แต่ในยามนี้ผู้บำเพ็ญเพียรพรรคซ่างชิงก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
"หลีกไป!"
ชายชราชุดดำขั้นสร้างรากฐานช่วงปลายอีกคนหนึ่งร้องเสียงประหลาด โยนลูกแก้วสีแดงเพลิงเข้าไปในเหมืองด้วยสีหน้าเจ็บปวดเสียดายของ แต่เพื่อยื้อลมหายใจต่อไป ในยามนี้ก็ไม่อาจคำนึงถึงสิ่งใดได้อีกแล้ว
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ลูกแก้วสีแดงเพลิงระเบิดอยู่ภายในเหมือง เสียงร้องโหยหวนดังตามมาหลายระลอก เห็นได้ชัดว่ามีผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นถูกลูกหลงเข้าให้แล้ว
"ฆ่า!"
กระต่ายตื่นตูมยังกัดคน นับประสาอะไรกับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานเหล่านี้ เมื่อถูกบีบคั้นจนตรอก ย่อมงัดทุกวิถีทางออกมาใช้ หากคิดจะจัดการคนที่เหลืออยู่ไม่กี่คนนี้ ฝ่ายตรงข้ามก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยเช่นกัน
อาศัยจังหวะที่ลูกแก้วแดงระเบิด ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานช่วงปลายไม่กี่คนก็ไม่สนใจคลื่นความร้อนที่แผดเผาอยู่ภายใน กางม่านพลังป้องกันแล้วพุ่งตัวเข้าไป คนสุดท้ายช้าไปเพียงครึ่งจังหวะ ถูกนักรบอัศวินเวหายิงลูกธนูทะลุขาหลังจนต้องร้องโหยหวนลากขาข้างที่เจ็บมุดเข้าเหมืองไป
ภายในเหมืองเกิดเสียงการต่อสู้และเสียงตะโกนฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันพวยพุ่งออกมาจากปากถ้ำที่มืดมิด นอกจากเสียงการต่อสู้และเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดที่ดังออกมาเป็นระยะ คนภายนอกก็ไม่อาจคาดเดาสถานการณ์ภายในได้เลย
เมื่อเห็นฉากนี้ สองพี่น้องสกุลไต้และคนอื่นๆ ที่เคยกระตือรือร้นอยากจะออกไปสู้ก่อนหน้านี้ ต่างก็เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง อย่างน้อยวัดจากระดับพลังฝีมือแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรพรรคซ่างชิงกลุ่มนี้ยังแข็งแกร่งกว่าพวกเขาเสียอีก แต่ก็ยังถูกเล่นงานจนมีสภาพเช่นนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาด การพินาศย่อยยับก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะคำเตือนของลู่เสี่ยวเทียนและความระมัดระวังของเฉาไห่หัว คนที่ต้องตกที่นั่งลำบากในตอนนี้คงเป็นพวกเขา และบางทีพวกเขาหลายคนอาจจะตายไปภายใต้การกวาดล้างของชนเผ่าอัศวินเวหาแล้วก็ได้
"พวกเราจะเอาอย่างไรดี?"
ไต้ไป๋หน้าซีดเผือด หันไปมองเฉาไห่หัวและลู่เสี่ยวเทียน ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ถูกผู้บำเพ็ญเพียรชนเผ่าอัศวินเวหาพบร่องรอยก็ยังนับว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย พิจารณาจากสภาพของนักรบอัศวินเวหาในตอนนี้ พวกเขายังมีกำลังเหลือเฟือที่จะสังหารกลุ่มของพวกตน
"รอ!"
ลู่เสี่ยวเทียนและเฉาไห่หัวพูดออกมาพร้อมกัน แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรโลกจันทราเหมือนกัน แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่มีใครสนใจความเป็นความตายของผู้บำเพ็ญเพียรพรรคซ่างชิงหรอก ชีวิตใครก็ชีวิตมัน หากลองสลับตำแหน่งกัน ถ้าพวกเขาตกที่นั่งลำบาก คนแปลกหน้าไม่ใช่ญาติมิตรอย่างพรรคซ่างชิงก็คงเลือกทำแบบเดียวกัน
"ท่านลุงใหญ่ พวกเราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ?"
บนท้องฟ้า อินทรีดำกำลังกางปีกร่อนลงต่ำอย่างช้าๆ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเอ่ยถามชายชราร่างกำยำที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม
"รอ!"
แววตาของชายชราร่างกำยำฉายแววดุดันดั่งพญาอินทรี การตัดสินใจของเขากลับเหมือนกับลู่เสี่ยวเทียนและเฉาไห่หัวที่อยู่บนพื้นดินอย่างไม่น่าเชื่อ
"แต่ว่าในเหมืองข้างล่างยังมีคนของโลกนภาลัยพวกเราอยู่นะขอรับ ในเมื่อพวกเราเป็นพันธมิตรกัน ไม่ควรลงไปช่วยพวกเขาหรือ?" ชายหนุ่มข้างกายเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ในชนเผ่าอัศวินเวหา พวกเขาถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งบนทุ่งหญ้านภาลัย จะต้องสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันอย่างไร ดังนั้นจิตสำนึกเรื่องความสามัคคีของพวกเขาจึงสูงกว่าผู้บำเพ็ญเพียรสำนักอื่นมาก เพียงแต่ในยามนี้ ชายชราผู้มีบารมีสูงส่งกลับตัดสินใจตรงกันข้ามกับปกติ
"อูเลี่ยนฮั่น เจ้าต้องเข้าใจว่า แม้แต่ในโลกนภาลัย พวกเราก็มีศัตรูคู่อริไม่น้อย ตอนนี้เป็นแค่พันธมิตรชั่วคราวเท่านั้น ไม่ว่าวันหน้าจะตีโลกบำเพ็ญเพียรจันทราแตก หรือจะพ่ายแพ้ถอยกลับไป พวกเราก็ยังต้องเหมือนเดิม ใครที่เป็นศัตรูก็ยังคงเป็นศัตรู พันธมิตรในตอนนี้ก็แค่เพราะผลประโยชน์ร่วมกัน จึงวางความแค้นลงชั่วคราว ไม่ใช่การปล่อยวางอย่างแท้จริง ชนเผ่าอัศวินเวหาของพวกเราแม้จะมีชื่อเสียงเกรียงไกร แต่จำนวนคนก็น้อยเกินไป โดยเฉพาะสัตว์อสูรปีกที่ต้องสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นกว่าจะมีขนาดเท่าทุกวันนี้ การจะหาสิ่งทดแทนไม่ใช่เรื่องง่าย จุดเด่นของพวกเราอยู่บนท้องฟ้า หากลงสู่พื้นดิน ก็เท่ากับเอาจุดด้อยของตัวเองไปสู้กับจุดเด่นของคนอื่น ไม่เพียงแต่จะกดดันคู่ต่อสู้ไม่ได้ ยังอาจเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ ส่วนทางด้านกลุ่มพันธมิตร นักรบอัศวินเวหาของพวกเราต้องรับผิดชอบพื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ ต้องวิ่งรอกไปทั่วจนเหนื่อยสายตัวแทบขาด พวกเขายังจะมีหน้ามาว่าอะไรพวกเราได้อีก" ชายชราร่างกำยำแค่นเสียงกล่าว
"เมื่อครู่ผู้บำเพ็ญเพียรโลกจันทราบนพื้นดินฝีมือไม่ธรรมดาเลย หรือจะปล่อยให้พวกเขาฆ่าคนของโลกนภาลัยพวกเราจนหมดจริงๆ หรือขอรับ?" นักรบอัศวินเวหาอีกคนยังคงรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจนัก
"แจ้งข่าวไปทางสำนักของพวกเขา ให้ส่งทัพหนุนมา คนของพวกเราไม่อาจสูญเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์" ชายชราร่างกำยำจิตใจแข็งกระด้างดั่งเหล็ก แม้จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากข้างในเป็นระยะ ก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน
เนิ่นนานผ่านไป เสียงการต่อสู้ที่ดุเดือดภายในเหมืองก็ค่อยๆ สงบลง ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรพรรคซ่างชิงออกมาแม้แต่คนเดียว เห็นได้ชัดว่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างถิ่นก่อนหน้านี้ล้วนถูกสังหารสิ้นภายในเหมือง ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรพรรคซ่างชิงที่รอดชีวิตจากการต่อสู้มาได้ ก็ไม่กล้าออกมาเผชิญหน้ากับพลังโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวของชนเผ่าอัศวินเวหา
เพียงแต่คนของชนเผ่าอัศวินเวหาก็ยังไม่จากไปไหน พวกเขารับหน้าที่ปิดล้อมสนามรบ ป้องกันไม่ให้ผู้บำเพ็ญเพียรพรรคซ่างชิงในเหมืองฉวยโอกาสหลบหนีไประหว่างที่พวกเขาไม่อยู่
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานอีกกลุ่มหนึ่งจำนวนสิบสองคนเร่งรุดมาถึง พวกเขาเงยหน้ามองชนเผ่าอัศวินเวหาที่บินวนเวียนอยู่บนฟ้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แค่นเสียงฮึในลำคอ ไม่พูดจาอะไร และไม่ได้รู้สึกขอบคุณที่อีกฝ่ายแจ้งข่าวให้ทราบ กลิ่นคาวเลือดฉุนจมูกที่โชยออกมาจากในเหมืองได้อธิบายทุกอย่างแล้ว แม้คนของชนเผ่าอัศวินเวหากลุ่มนี้จะแจ้งข่าวให้พวกเขาทราบ แต่ในทางหนึ่งก็นับว่าเป็นการเห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วย
ชายชราร่างกำยำไม่ได้ใส่ใจความเย็นชาของผู้มาใหม่ เพียงประสานมือคารวะเล็กน้อย "ชนเผ่าของข้าเมื่อครู่เพิ่งผ่านศึกหนักมา ยังจำเป็นต้อง..."
ชายชราร่างกำยำยังพูดไม่ทันจบ ในที่ที่ห่างออกไปไกล บนท้องฟ้าพลันปรากฏพลุสัญญาณรูปนกอินทรีสีแดงฉานพุ่งขึ้นฟ้า สีหน้าของนักรบอัศวินเวหาในที่นั้นเปลี่ยนไปทันที
"ที่ชนเผ่ามีเรื่องด่วน ขอลา!"
"ทำไมคนของชนเผ่าอัศวินเวหาพวกนี้ถึงได้รีบร้อนจากไปนัก?" อู๋เหยียนมองดูอินทรีดำสิบสองตัวบนท้องฟ้าที่บินจากไปด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ เร็วยิ่งกว่าตอนขามาเสียอีก ดูท่าทางร้อนรนจนแทบจะคลุ้มคลั่ง ทำให้นางอดสงสัยไม่ได้
"ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรชนเผ่าอัศวินเวหาก็ระแวดระวังพันธมิตรต่างขั้วอำนาจอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ทำให้พวกเขาร้อนรนได้ขนาดนี้ ย่อมมีเพียงเรื่องที่ชนเผ่าของตนเองได้รับความเสียหายเท่านั้น"
"คนของชนเผ่าอัศวินเวหาร้ายกาจถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะการรบเป็นกลุ่ม พลังการต่อสู้นับว่าน่าสะพรึงกลัว นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป จะมีใครทำร้ายพวกเขาได้กัน?" เหยียนเฟิงเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
"ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล ยอดคนและผู้มีวิชาแปลกประหลาดย่อมมีมากมาย ชนเผ่าอัศวินเวหาแม้จะรับมือยาก แต่ก็ไม่ได้ไร้เทียมทาน เพียงแต่ก่อนหน้านี้ยังไม่เจอของจริงเท่านั้น แต่ดูจากสภาพนี้ โอกาสของพวกเรามาถึงแล้ว"
เฉาไห่หัวยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ สบตากับลู่เสี่ยวเทียน ทั้งสองต่างยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ แม้ก่อนหน้านี้เขาจะอยากสร้างบารมีของตนเอง และมีความขุ่นเคืองใจต่อลู่เสี่ยวเทียนอยู่บ้าง แต่ดูจากตอนนี้ ลู่เสี่ยวเทียนไม่มีเจตนาจะแย่งตำแหน่งหัวหน้าทีมกับเขา อีกทั้งยังจัดการเรื่องราวได้อย่างสุขุมรอบคอบ เหนือกว่าสองพี่น้องสกุลไต้ไปหลายขุม หากร่วมมือกัน ย่อมเหมาะสมยิ่งกว่า
[จบแล้ว]