- หน้าแรก
- คนตัดฟืน ผู้กลืนมิติ
- บทที่ 280 - ประมุขตระกูลผู้เกรี้ยวกราด
บทที่ 280 - ประมุขตระกูลผู้เกรี้ยวกราด
บทที่ 280 - ประมุขตระกูลผู้เกรี้ยวกราด
บทที่ 280 - ประมุขตระกูลผู้เกรี้ยวกราด
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"อะไรนะ เจ้ากล้าโกหกข้าหรือ"
ใบหน้าเรียบเฉยของชายวัยกลางคนชุดเทาปรากฏแววตาน่าสะพรึงกลัวขึ้นในที่สุด เขายื่นมือคว้าออกไปกลางอากาศ ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรชายร่างอ้วนก็ถูกดูดเข้าหาฝ่ามือราวกับมีแม่เหล็ก เขาบีบคออีกฝ่ายไว้แน่น ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของเขา ย่อมไม่เชื่อว่าจะมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งปานนั้นอยู่จริง
"ผะ ผู้น้อยพูดความจริงทุกประการขอรับ ไม่รู้ว่าสามคนนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร โดยเฉพาะชายหนุ่มหน้าดำคนนั้น ตอนนั้นผะ ผู้น้อยกับนายน้อยรอง และผู้บำเพ็ญเพียรที่ร่วมแย่งชิงสมบัติอีกสิบกว่าคนรุมล้อมเขา แต่ก็ยังบาดเจ็บล้มตายไปเกือบครึ่ง พวกหวังไป่หมิงก็ตายด้วยคมดาบของมัน ยะ ยังไม่ทันที่ผู้น้อยจะตั้งสติได้ นะ นายน้อยรองก็ถูกดาบทองคำของมันฟันเข้าให้แล้ว ผู้น้อยคิดจะเข้าไปแลกชีวิตกับมัน พยายามตามหาตัวมันมาตลอด แต่จนบัดนี้ก็ยังหาไม่เจอ ไม่มีหน้ากลับมาพบท่านประมุข นายน้อยรองตายตาไม่หลับจริงๆ นะขอรับ ท่านประมุขลองถามอู๋คงกับหลัวต้าเฟิงดูก็ได้ หากสิ่งที่ผู้น้อยพูดมีคำเท็จแม้แต่ครึ่งคำ ขอให้ฟ้าผ่าตายห้าอัสนีฟาดใส่!"
"ใช่ ใช่ขอรับ ท่านประมุข สิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่ไม่มีคำโกหกแม้แต่น้อย พวกผู้น้อยอยากจะไปสู้ตายกับมัน แต่หาตัวมันไม่เจอ ท่านประมุขต้องแก้แค้นให้นายน้อยรองนะขอรับ!"
อู๋คงกับหลัวต้าเฟิงได้ยินดังนั้นก็รีบสนับสนุน สีหน้าแสดงความโศกเศร้าปานใจจะขาด
"ข้าว่าที่พวกเจ้าบอกอยากแก้แค้นน่ะโกหกทั้งเพ เพราะเทาเอ๋อร์ตาย พวกเจ้าไม่มีหน้ากลับมารายงาน เลยคิดจะหนีไปเสียมากกว่า"
ชายวัยกลางคนชุดเทากล่าวเสียงเย็นเยียบ
"ทะ ท่านประมุข พวกผู้น้อยไม่กล้าจริงๆ ขอรับ!"
ชายร่างอ้วนหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด รีบปฏิเสธพัลวัน
"หึ ในเมื่อเทาเอ๋อร์ตายแล้ว พวกเจ้าก็ลงไปอยู่เป็นเพื่อนเขาที่ปรโลกเถอะ จะได้ทำหน้าที่บ่าวผู้ซื่อสัตย์ให้ถึงที่สุด!"
ชายชุดเทาแค่นเสียงเย็นด้วยสีหน้าอัปลักษณ์ บนร่างกายแผ่ลำแสงสีฟ้าออกมาสามสาย ภายในแสงนั้นดูเหมือนจะมีเงาเจียวมังกรจางๆ แหวกว่ายอยู่ มันพุ่งวนรอบตัวทั้งสามคน
ชายร่างอ้วนและพรรคพวกอีกสองคนมีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด แต่ไม่กล้าขัดขืนแม้แต่น้อย ได้แต่รู้สึกว่าร่างกายบวมเป่งขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายกำลังขยายตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"ทะ ท่านประมุขไว้ชีวิตด้วย!"
ชายร่างอ้วนหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ร้องขอความเมตตาอย่างน่าเวทนา
"เทาเอ๋อร์ตายไปแล้ว พวกบ่าวไพร่ไร้ค่าอย่างพวกเจ้า ยังจะมีหน้ากลับมาอีกหรือ"
ชายชุดเทาแค่นเสียงเย็นชา
"ไอ้แก่แซ่เฉิง เรื่องนี้จะมาโทษพวกข้าได้อย่างไร จะโทษก็ต้องโทษที่ไอ้แก่หนังเหนียวอย่างแกดันมีลูกชายไม่ได้เรื่องพรรค์นั้น ถือครองมุกเจียววารีคราม มีคนช่วยตั้งเกือบยี่สิบคน แต่กลับรับดาบศัตรูไม่ได้แม้แต่ดาบเดียว ถ้าข้าเป็นแก ข้าคงเอาหัวโขกเต้าหู้ตายไปแล้ว"
"ใช่ ไอ้แก่หนังเหนียว ไม่เพียงลูกชายตาย ผลควบแน่นจินตานก็ไม่ได้มา แม้แต่มุกเจียววารีครามยังถูกคนแย่งไป ลูกสารเลวที่ไอ้แก่สารเลวอย่างแกคลอดออกมา ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี..."
ชายร่างอ้วนและอีกสองคนเมื่อเห็นว่าไม่มีทางรอดแน่แล้ว ความเกลียดชังที่มีต่อตระกูลเฉิงก็ปะทุขึ้นท่วมท้น ไหนๆ ก็ต้องตาย ขอระบายความแค้นหน่อยเถอะ จึงพากันด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายและเคียดแค้น
ตูม ตูม ตูม
ยังไม่ทันที่ทั้งสามคนจะด่าจบ ชายชุดเทาที่กำลังโกรธจัดก็เร่งพลังเวทขึ้น ทันใดนั้นร่างของทั้งสามคนที่เมื่อครู่ยังปกติดี ก็ระเบิดออกเป็นหมอกเลือดสามกลุ่ม ร่างกายแหลกเหลวไม่เหลือซาก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเต็มไปด้วยรังสีสังหารอันน่าสะพรึง
"ทะ ท่านอาวุโส เรื่องราวกลายเป็นเช่นนี้แล้ว ขอท่านโปรดหักห้ามความโศกเศร้า ผู้น้อยขอตัวลา"
เมื่อเห็นวิธีการอันโหดเหี้ยมนองเลือดของชายชุดเทาตรงหน้า เสิ่นเทียนหมิงก็คิ้วกระตุก ในใจเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา หากอีกฝ่ายใช้วิธีนี้กับเขา เกรงว่าจุดจบของเขาคงไม่ต่างจากสามคนเมื่อครู่เท่าไหร่นัก
ครึ่งปีก่อน เขาพ่ายแพ้ให้แก่เฉิงเทาที่ใช้มุกเจียววารีคราม แม้ตอนนั้นนกวิญญาณเพลิงของเขาจะบาดเจ็บหนักจนไม่อาจร่วมสู้ และการบำเพ็ญเพียรของเขาเองก็มีปัญหาเล็กน้อย แต่เขาก็ยอมรับในฝีมือของเฉิงเทา ตอนนั้นเขาประมาทรับคำท้าของเฉิงเทาจนชื่อเสียงป่นปี้ เสิ่นเทียนหมิงย่อมกลืนความแค้นนี้ไม่ลง อยากจะทวงคืนศักดิ์ศรี นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินข่าวที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า เฉิงเทาตายแล้ว แถมยังมีผู้บำเพ็ญเพียรที่ร่วมแย่งชิงสมบัติอีกสิบกว่าคนช่วยกัน แต่กลับรับดาบของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้แม้แต่ดาบเดียว
แม้เขาจะมั่นใจจากสีหน้าของคนพวกนี้ว่าไม่ได้โกหก แต่เสิ่นเทียนหมิงก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ว่าในโลกนี้จะมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานที่เก่งกาจฝืนลิขิตสวรรค์ได้ถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานแถบเมืองเซวียนเย่ การจะเอาชนะเฉิงเทาไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะสังหารเฉิงเทาได้ในกระบวนท่าเดียว ให้ตีให้ตายเสิ่นเทียนหมิงก็ไม่เชื่อ เขาจะต้องตามหาชายหนุ่มหน้าดำคนนั้นให้เจอ เพื่อขอยลโฉมดาบที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินเล่มนั้นสักครั้ง!
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีเหตุผลที่ต้องรั้งอยู่ที่คฤหาสน์มังกรวารีครามต่อ ประมุขตระกูลเฉิงชายชุดเทาในยามนี้กำลังอยู่ในสภาวะเกรี้ยวกราด สร้างแรงกดดันให้เขาไม่น้อย เสิ่นเทียนหมิงไม่อยากอยู่ต่อแม้เพียงเสี้ยววินาที
"ระดมกำลังทั้งหมดของตระกูลเฉิง พลิกแผ่นดินหาตัวฆาตกรที่ฆ่าเทาเอ๋อร์มาให้ข้าให้ได้!"
น้ำเสียงของชายชุดเทายังคงราบเรียบ แต่ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเฉิงทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ว่าระดับพลังจะต่ำต้อยเพียงใด ก็สามารถสัมผัสได้ถึงพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น เฉิงเทาไม่เพียงแค่ตาย แต่ยังรับดาบของคู่ต่อสู้ไม่ได้แม้แต่ดาบเดียว นำความอัปยศมาสู่ตระกูลเฉิง มิหนำซ้ำยังทำมุกเจียววารีครามที่เป็นสมบัติประจำตระกูลหายไปอีก ความเสียหายครั้งนี้หนักหนาสาหัสยิ่งนัก ทุกคนในที่นั้นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง กลัวจะไปกระตุ้นต่อมโทสะของท่านประมุขที่กำลังจะระเบิดออกมา
ลู่เสี่ยวเทียนในเวลานี้ยังไม่รู้ตัวเลยว่า เพราะเขา ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำลูกย่อมๆ ขึ้นในเมืองเซวียนเย่ แต่ถึงรู้ เขาก็ทำได้เพียงยิ้มขมขื่น หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นเฉิงเทาพาพวกไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง ก็คงไม่เกิดเรื่องราวในภายหลัง ด้วยฝีมือของเฉิงเทา ความเป็นไปได้ที่จะแย่งชิงผลควบแน่นจินตานที่เหลือก็มีสูงมาก เพียงแต่จะหนีพ้นการดักสังหารของชนเผ่าอัศวินเวหาได้หรือไม่นั้น ก็สุดจะรู้ได้
เวลานี้ลู่เสี่ยวเทียนหลังจากรักษาอาการบาดเจ็บจนดีขึ้นระดับหนึ่งแล้ว ก็หยิบหญ้าดีงูและผลวิหคราตรีที่เร่งความโตจนพร้อมใช้งานออกมา เพื่อตรวจสอบฤทธิ์ยา การหลอมโอสถร้อยพิษในครั้งนี้มีความยากไม่น้อย แถมเวลาก็มีจำกัด ลู่เสี่ยวเทียนจำต้องรอบคอบเป็นพิเศษ เขาชั่งน้ำหนักและตรวจสอบสมุนไพรเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อประเมินว่าต้องใช้ไฟแรงแค่ไหน และใช้เวลาหลอมนานเท่าใด นี่กลายเป็นนิสัยในการหลอมโอสถของเขาไปเสียแล้ว
การใช้เวลาเตรียมตัวก่อนหลอมโอสถให้มาก พิจารณาปัญหาต่างๆ ให้รอบด้าน จะช่วยให้กระบวนการหลอมจริงรวดเร็วขึ้นมาก
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ยังมีบางจุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฤทธิ์ยาในกระบวนการหลอมโอสถร้อยพิษที่เขายังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งนัก แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดตกได้ในเวลาสั้นๆ ลู่เสี่ยวเทียนยิ้มบางๆ ไม่คิดว่านี่เป็นปัญหาใหญ่อะไร การเปลี่ยนแปลงบางอย่างต้องอาศัยการตัดสินใจหน้างาน ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรต้องเตรียมเพิ่มเติมแล้ว ลู่เสี่ยวเทียนก็ดีดนิ้วส่งเปลวไฟเล็กๆ ไปที่ถ่านไม้ไผ่ใต้เตาหลอม ถ่านไม้ไผ่ติดไฟทันที ไม่นานไฟถ่านที่ลุกโชนก็เผาเตาหลอมจนแดงก่ำ
เขาใส่หญ้าดีงูและผลวิหคราตรีลงไปตามลำดับ...
หลายวันติดต่อกัน ประตูห้องหินของลู่เสี่ยวเทียนปิดสนิทไม่ขยับเขยื้อน หลัวเฉียนและซูฉิงที่ผ่านศึกหนักมาอย่างต่อเนื่องก็จำเป็นต้องพักฟื้นเช่นกัน จึงไม่เห็นเงาของใครเลย
พิษในร่างของศิษย์พี่หญิงกำเริบหนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางฝั่งสหายเต๋าลู่เป็นอย่างไรบ้าง แต่พอนึกถึงคำกำชับของลู่เสี่ยวเทียนก่อนหน้านี้ เซวียหลิงก็ได้แต่ร้อนใจวนเวียนอยู่หน้าห้องหิน
วันเวลาผ่านไปเช่นนี้ จนกระทั่งครึ่งเดือนต่อมา ประตูห้องหินที่ซูฉิงพักอยู่ก็เปิดออกเสียงดังสนั่น เสียงกรีดร้องใสกังวานดังออกมาจากด้านใน พร้อมกับกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เซวียหลิงแอบตื่นตระหนกในใจ เพราะนางในตอนนี้เพิ่งจะอยู่แค่ขั้นสร้างรากฐานช่วงต้นเท่านั้น
[จบแล้ว]