เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 260 - โอกาสในสถานการณ์คับขัน

บทที่ 260 - โอกาสในสถานการณ์คับขัน

บทที่ 260 - โอกาสในสถานการณ์คับขัน


บทที่ 260 - โอกาสในสถานการณ์คับขัน

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

หลัวเฉียนเองก็เริ่มจะหัวเสียอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่พลาดท่ากินวิชาหอกอัสนีเข้าไปเล็กน้อยในครั้งแรก เจ้าอสูรวิฬาร์ทองตัวนี้ก็เจ้าเล่ห์เพทุบายขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของเขา หากหลบได้มันก็จะหลบ ส่งผลให้การโจมตีหลายต่อหลายครั้งของเขาพลาดเป้า นอกจากจะโจมตีไม่โดนแล้ว พลังเวทยังถูกผลาญไปไม่น้อย

เมื่อจิตใจเริ่มว้าวุ่น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความผิดพลาด และเจ้าอสูรวิฬาร์ทองที่แสนเจ้าเล่ห์ก็ฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่ที่หลัวเฉียนเผยออกมาได้ในทันที ร่างของมันวูบไหวหลบหลีกแส้เกล็ดปลาของซูฉิง เลือกที่จะรับการโจมตีจากศาสตราวุธธรรมดาสองชิ้นแทน เพื่อแลกกับการไม่ได้รับบาดเจ็บหนัก จากนั้นมันก็พุ่งทะยานดุจสายฟ้าแลบ กระโจนเข้าใส่หลัวเฉียนซึ่งหน้า

"หลัวเฉียน ระวัง!"

ใบหน้าของซูฉิงซีดเผือดลงทันตา ในระยะประชิดเช่นนี้ ความเร็วของพวกเขาทั้งสองคนไม่มีทางเทียบอสูรวิฬาร์ทองได้เลย ความคมกริบของกรงเล็บเจ้าอสูรร้ายตัวนี้ ทุกคนต่างประจักษ์แก่สายตามาแล้วในการต่อสู้ที่ผ่านมา แม้ตัวนางเองจะมีศาสตราวุธป้องกันตัวที่ซูฮงเทามอบให้ แต่ในสถานการณ์ฉุกละหุกเช่นนี้ นางทำได้เพียงป้องกันตัวเองเท่านั้น ไหนเลยจะยื่นมือไปช่วยหลัวเฉียนได้ทัน

ซูฉิงย่อมรู้ซึ้งถึงความในใจที่หลัวเฉียนมีต่อนางมาโดยตลอด แม้นางจะไม่เคยตอบรับไมตรีนั้น แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากผ่านความเป็นความตายร่วมกันมาในเขตต้องห้ามโลหิต ความเย่อหยิ่งถือตัวในตัวนางก็ถูกชะล้างออกไปไม่น้อย นางเริ่มมองเห็นหลัวเฉียนเป็นสหายที่พึ่งพาได้คนหนึ่ง เมื่อเห็นหลัวเฉียนตกอยู่ในอันตราย ซูฉิงจึงอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนก

ขนาดซูฉิงยังตอบสนองไม่ทัน คนอื่นย่อมไม่ต้องพูดถึง หัวใจของหลัวเฉียนเย็นวาบ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของซูฉิง ในใจเขากลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง เมื่อเติบโตขึ้น เขาเคยคิดว่าซูฉิงไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา เป็นเพียงเขาที่ทุ่มเทอยู่ฝ่ายเดียว แต่ดูจากสถานการณ์ตรงหน้า ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิดไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยในยามที่เขาเผชิญอันตราย ซูฉิงก็ยังมีความห่วงใยให้เขาอยู่บ้าง เพียงเท่านี้เขาก็พอใจแล้ว

หลัวเฉียนรู้สึกได้ว่าประกายแสงสีทองพุ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะถอยหนี แต่ความเร็วในการถอยไหนเลยจะทันเจ้าอสูรวิฬาร์ทอง ระยะห่างระหว่างทั้งสองหดสั้นลงอย่างรวดเร็ว

ทว่าในจังหวะนั้นเอง โล่ขนาดมหึมาพลันปรากฏขึ้นขวางหน้าหลัวเฉียน

ผู้ที่ลงมือคือลู่เสี่ยวเทียนที่เตรียมพร้อมไว้นานแล้ว ก่อนหน้านี้ความสนใจของซูฉิงและหลัวเฉียนต่างจดจ่ออยู่กับการหาวิธีโจมตีอสูรวิฬาร์ทอง แต่ลู่เสี่ยวเทียนกลับซ่อนคมงำประกาย ใช้เพียงศาสตราวุธธรรมดารับมือพอเป็นพิธี ดูภายนอกเหมือนออกแรงพอๆ กับคนอื่น แต่เขามีนิสัยที่ว่าในขณะต่อสู้จะต้องคอยระแวดระวังสถานการณ์รอบด้านอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงเข้ามาขวางทางโจมตีของอสูรวิฬาร์ทองที่มุ่งเล่นงานหลัวเฉียนได้พอดิบพอดี

เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว เนื่องจากอสูรวิฬาร์ทองพุ่งเข้ามาแรงเกินไปจึงไม่อาจหลบหลีกได้ทัน มันชนเข้ากับโล่ที่เต็มไปด้วยหนามแหลมอย่างจัง

โฮก!

อสูรวิฬาร์ทองร่วงลงสู่พื้นอย่างปราดเปรียว ก่อนจะพลิกตัวกระโดดถอยหลังไปหลายวา ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองลู่เสี่ยวเทียนด้วยความดุร้าย มันนึกไม่ถึงเลยว่าเจ้ามนุษย์ที่ดูไม่มีพิษมีภัยผู้นี้จะเข้ามาขัดขวางเรื่องดีๆ ของมัน ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

หลัวเฉียนและซูฉิงมองลู่เสี่ยวเทียนด้วยความประหลาดใจ แต่เนื่องจากลู่เสี่ยวเทียนสวมหน้ากากพันมายา ไม่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกจะกลายเป็นชายหนุ่มผิวเข้มร่างกำยำ แม้แต่กลิ่นอายก็เปลี่ยนแปลงไปบ้าง ทั้งสองจึงดูไม่ออกว่าเขาเป็นใคร เพียงแต่รู้สึกคุ้นตากับแววตาที่เยือกเย็นนั้นอยู่บ้าง

"พี่ชาย ขอบใจมาก บอกชื่อแซ่มาเถอะ วันหน้าข้าต้องตอบแทนแน่!" หลัวเฉียนกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ

"ข้าต้องการผลควบแน่นจินตานหนึ่งลูก ตอนที่ข้าไปเก็บผลไม้ พวกเจ้าอย่าลงมือกับข้าก็พอ" ลู่เสี่ยวเทียนหัวเราะหึๆ แล้วกล่าว หากจะพูดถึงเรื่องบุญคุณความแค้น หลัวเฉียนผู้นี้ติดค้างเขาอยู่ไม่น้อยจริงๆ

"ตกลง หากมีโอกาส ข้าจะช่วยเจ้าแน่ แต่อสูรวิฬาร์ทองสองตัวนี้รับมือยากเหลือเกิน ลำพังความสามารถของพวกเรา ทำอะไรมันไม่ได้เลยสักนิด" หลัวเฉียนรับคำก่อน แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น

"ก็ไม่แน่เสมอไป หากเจ้ายอมร่วมมือ พวกเราก็ยังมีโอกาสอยู่บ้าง" ดวงตาของลู่เสี่ยวเทียนเป็นประกายวูบหนึ่ง ขณะที่ระวังอสูรวิฬาร์ทอง เขาก็ส่งกระแสเสียงไปหาหลัวเฉียนและซูฉิงแยกกัน

"โอกาสอะไร?" ซูฉิงและหลัวเฉียนรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันที พวกเขาจนปัญญาจะจัดการกับอสูรสัตว์ร้ายสองตัวนี้แล้ว สู้มาจนป่านนี้ อสูรวิฬาร์ทองสองตัวกลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด แต่ฝ่ายพวกเขาถูกจัดการไปเกือบสิบคนแล้ว นอกจากขวัญกำลังใจจะตกต่ำลง พลังเวทก็ถูกผลาญไปมหาศาล มิหนำซ้ำยังไร้แผนรับมือ ในทางกลับกันเจ้าอสูรวิฬาร์ทองยิ่งสู้ยิ่งดุ ไม่มีท่าทีเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย หากยังไม่มีแผนการที่เหมาะสม อีกเพียงครู่เดียว ต่อให้ไม่ถูกสัตว์อสูรฆ่าตาย ก็คงต้องล่าถอยไปเพราะพลังเวทหมดเกลี้ยง ทันทีที่ได้ยินว่าลู่เสี่ยวเทียนมีวิธี ทุกคนย่อมดีใจเป็นธรรมดา

"เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรธาตุสายฟ้า บนตัวมียันต์อัสนีหรือไม่?" ลู่เสี่ยวเทียนส่งกระแสเสียงถามต่อ

"ข้ามีห้าแผ่น ระดับห้าสามแผ่น ระดับหกสองแผ่น"

"ข้าก็มีสามแผ่น เป็นระดับหก"

ซูฉิงและหลัวเฉียนทยอยส่งกระแสเสียงตอบกลับ

"ดีมาก มีเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว พวกเราสู้ไปพลางเปลี่ยนตำแหน่งไปพลาง ทางที่ดีสลับทิศทางกับอสูรวิฬาร์ทองเล็กน้อย รอจนข้าใช้วิชาลูกบอลน้ำโจมตีโดนอสูรวิฬาร์ทอง พวกเจ้าค่อยซัดยันต์อัสนีในมือออกไปพร้อมกันคนละสองแผ่น ส่วนที่เหลือเก็บไว้สำรอง เผื่อใช้ยามถอยหนีฉุกเฉิน ไม่จำเป็นต้องฆ่าอสูรวิฬาร์ทอง ขอแค่ทำให้การเคลื่อนไหวของมันช้าลงได้ก็พอ ถึงตอนนั้นพวกเราต่างคนต่างเด็ดผลควบแน่นจินตานแล้วรีบหนีไปทันที!" ดวงตาของลู่เสี่ยวเทียนฉายแววแห่งปัญญา

ดวงตาของซูฉิงและหลัวเฉียนสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน ความเลื่อมใสในตัวลู่เสี่ยวเทียนเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ก่อนหน้านี้ตอนที่หลัวเฉียนใช้วิชาหอกอัสนีโจมตีโดนอสูรวิฬาร์ทอง ความเร็วของมันก็ช้าลงไปบ้างจริงๆ พวกเขามัวแต่ต่อสู้อย่างยากลำบาก ในหัวคิดแต่ว่าเจ้าสัตว์ร้ายตรงหน้าน่ากลัวเพียงใด คิดแต่จะฆ่ามันให้ตาย หรือทำร้ายมันให้ได้ จนลืมคิดไปในทิศทางที่ลู่เสี่ยวเทียนแนะนำ สัตว์อสูรสองตัวนี้ร้ายกาจก็จริง แต่ไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าพวกมันเลย เป้าหมายของพวกเขาคือผลควบแน่นจินตาน ขอแค่ได้ผลไม้มาแล้วหนีไปก็พอ จะสนทำไมว่าข้างหลังจะเกิดหายนะอะไรขึ้น

"เดี๋ยวถ้าลงมือสำเร็จ อย่าเก็บผลควบแน่นจินตานไปจนหมด เหลือทิ้งไว้ให้พวกเขาบ้างสักสองสามลูก" ลู่เสี่ยวเทียนกังวลว่าทั้งสองจะโลภมาก จึงกำชับไว้ก่อนลงมือ

โอกาสหาได้ยากยิ่ง แถมผลควบแน่นจินตานยังเป็นของล้ำค่าถึงเพียงนี้ ไม่เก็บให้หมด จะเหลือไว้ให้คนอื่นทำไม? หลัวเฉียนและซูฉิงต่างมีสีหน้าตกตะลึง แต่ไม่นานก็ตั้งสติได้ และรู้สึกนับถือข้อเสนอของผู้บำเพ็ญเพียรหน้าดำผู้นี้จนแทบจะกราบกราน คนผู้นี้ไม่เพียงอ่านสถานการณ์การต่อสู้ได้ขาด แต่ยังมองทะลุจิตใจคนได้อย่างถ่องแท้

หากพวกเขากวาดผลควบแน่นจินตานไปจนเกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นอสูรวิฬาร์ทอง หรือผู้บำเพ็ญเพียรที่เหลือ ย่อมมองพวกเขาเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ต้องฆ่าให้ตาย ลำพังกำลังของพวกเขาสามคน ย่อมไม่อาจรับมือไหว แต่หากเหลือทิ้งไว้สักสองสามลูก แม้จะน่าเสียดายไปบ้าง แต่คนอื่นเมื่อเห็นผลไม้ที่เหลืออยู่ ย่อมต้องลังเลใจว่าจะไล่ล่าพวกเขาสามคน หรือจะแย่งชิงผลควบแน่นจินตานที่เหลือ เพราะอย่างไรเสียพวกเขาสามคนก็ได้สาธิตวิธีรับมืออสูรวิฬาร์ทองให้ดูแล้ว คนข้างหลังก็แค่ทำตามอย่างเท่านั้น ซูฉิงมั่นใจในความเร็วของพาหนะบินของนาง ขอแค่อีกฝ่ายมีความลังเลเพียงชั่ววูบ นางก็มั่นใจว่าจะสลัดคนพวกนี้หลุดได้แน่นอน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 260 - โอกาสในสถานการณ์คับขัน

คัดลอกลิงก์แล้ว