เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30: กู้ยืมเงิน

บทที่ 30: กู้ยืมเงิน

บทที่ 30: กู้ยืมเงิน


กว่าหนิงลั่วชวนจะสงบสติอารมณ์ลงได้ก็กินเวลาไปพักใหญ่ เขาข่มกลั้นความโทสะแล้วขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน ตั้งใจจะไปซักไซ้ไล่เลียงหวังซิงให้รู้เรื่องว่าญาติห่างๆ สองคนนั้นมันเป็นใครมาจากไหน รับเงินไปแล้วกลับไม่ทำงาน เงินของเขาไม่ได้หาง่ายขนาดนั้นที่จะให้ใครมาเชิดไปได้ฟรีๆ

หลิวหรูเยียนเองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน เรื่องที่สองคนนั้นหอบเงินหนีไปก็เรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นสำคัญคือหวังซิงเป็นคนหาคนพวกนี้มา และหวังซิงก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ ดังนั้นโดยทางพฤตินัยแล้ว เธอเองก็ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในครั้งนี้ด้วย

หนิงลั่วชวนเหยียบคันเร่งมิดตลอดทางจนถึงบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา สิ่งแรกที่เขาทำคือมองหาตัวหวังซิง

ในเวลานี้ หวังซิงเองก็กำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ เขาเริ่มกังวลตั้งแต่ตอนที่หลิวหรูเยียนโทรมาบอกข่าว ตอนที่คุยกับญาติสองคนนั้น เขาตกลงกันไว้ดิบดีว่าเมื่องานสำเร็จ เขาจะหักหัวคิวสองหมื่นจากค่าจ้างหนึ่งแสนหยวน

แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่ายังไม่ทันจะได้เงิน สองคนนั้นจะหายเข้ากลีบเมฆไปเสียก่อน เขาพยายามโทรหาตลอดบ่ายแต่นับครั้งไม่ถ้วนก็ไม่ติด ด้วยความร้อนใจ เขาถึงขั้นติดต่อไปหาญาติพี่น้องที่บ้านเกิดของสองคนนั้น ฝากฝังให้ช่วยแจ้งข่าวทันทีหากมีใครพบตัว

เขาไม่กล้าบอกความจริงว่าแผนการลักพาตัวล้มเหลว จึงอ้างไปว่าสองคนนั้นยืมเงินเขาไปสองหมื่นหยวนแล้วบล็อกเบอร์หนี เขาแค่อยากตามทวงเงินคืน

พูดตามตรง ในสายตาของญาติพี่น้อง คนพรรค์นี้มีนิสัยไม่น่าคบหาอยู่แล้ว การยืมเงินแล้วชักดาบหนีหายเป็นเรื่องที่พวกมันทำได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ญาติๆ จึงเห็นใจหวังซิงและรับปากว่าจะรีบโทรบอกถ้ามีข่าวคราว

เสียงประตูรั้วอัลลอยด์ระบบรีโมทหน้าวิลล่าดังขึ้น... หนิงลั่วชวนกลับมาแล้ว

เขารีบเรียกหวังซิงเข้าไปในห้องทำงาน และร่วมกับหลิวหรูเยียนช่วยกันคาดคั้นถึงประวัติความเป็นมาของสองคนนั่น โดยไม่สนใจเสียงเรียกทานข้าวของหญิงชราที่ดังมาจากด้านล่าง

หวังซิงทำหน้าเศร้าเล่าความเท็จ "มันไม่น่าจะเป็นแบบนี้เลยครับ! แต่ผมติดต่อญาติสองคนนั้นไม่ได้ตลอดทั้งบ่าย หรือว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดตอนลงมือจับตัวหมี่เจียวเจียว?"

"ลักพาตัวบ้าบออะไรกัน!" หนิงลั่วชวนตะคอกเสียงดัง "พวกมันแค่แย่งโทรศัพท์หมี่เจียวเจียวมา แล้วโทรมาหลอกฉันว่างานสำเร็จ ท่องบทตามที่เตี๊ยมกันไว้เป๊ะๆ ใครจะไปรู้ว่าพวกมันแค่ถ่วงเวลาเพื่อจะหนี!"

เขาถอนหายใจยาวเหยียด "มิน่าล่ะ ฉันถึงไม่ได้ยินเสียงร้องของหมี่เจียวเจียวเลยสักแอะ!"

หวังซิงพูดอ่อยๆ "ผมไม่คิดจริงๆ ว่าพวกเขาจะทำแบบนี้เพื่อเงินแค่แสนเดียว"

หลิวหรูเยียนรีบพูดปลอบ "ฉันเองก็ผิดด้วยค่ะ ตอนที่คุณบอกว่าจะจ่ายครึ่งเดียวก่อน ฉันเห็นว่าเป็นญาติกันไม่น่าจะมีปัญหา เลยยุให้คุณจ่ายเงินก้อนไปทั้งหมด..."

หนิงลั่วชวนตวัดสายตามองหลิวหรูเยียน รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ดูน่ารักน่าทะนุถนอมเหมือนเมื่อก่อน

ระยะหลังมานี้ไม่มีเรื่องไหนราบรื่นเลยสักอย่าง และดูเหมือนจะมีเงาของหลิวหรูเยียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโบกมือไล่หวังซิงอย่างอ่อนแรง "ลงไปกินข้าวซะ! อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีก!"

จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับหลิวหรูเยียน "คุณก็ไปกินข้าวเถอะ นี่มันสี่ทุ่มกว่าแล้ว ไปสิ!"

หลิวหรูเยียนถามด้วยความเป็นห่วง "แล้วคุณไม่หาอะไรทานหน่อยเหรอคะ?"

"ฉันไม่หิว คุณไปเถอะ ฉันอยากนั่งสงบสติอารมณ์ในห้องทำงานคนเดียวสักพัก!"

หลังจากทุกคนออกไปหมดแล้ว หนิงลั่วชวนก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ อัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ เขาเลิกบุหรี่ไปนานแล้ว แต่วันนี้เขารู้สึกอยากพึ่งพามันเหลือเกิน

ท่ามกลางควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้ง หนิงลั่วชวนค่อยๆ เรียบเรียงความคิด สัญชาตญาณบอกเขาว่ามีบางอย่างผิดปกติ

นับตั้งแต่ภรรยาคนแรกเสียชีวิต ไม่มีอะไรราบรื่นสำหรับเขาเลย

เริ่มจากทนายความแจ้งว่าตามพินัยกรรม มรดกทั้งหมดตกเป็นของหมี่เจียวเจียว เขาไม่ได้เงินแม้แต่แดงเดียว พอเขากลับบ้านก็พบว่าบ้านถูกงัด ข้าวของมีค่าหายเกลี้ยง

ต่อมา พอเขากลับไปที่บริษัทเพื่อจะเอาเงินเก็บส่วนตัว ก็พบว่าถูกขโมยไปอีก เงินสดและเครื่องเพชรหายวับไปกับตา แถมหลิวหรูเยียนยังถูกกาวติดหนึบอยู่กับเก้าอี้จนได้รับความทรมานแสนสาหัส

ถัดจากนั้น แผนการของลูกสาวเขา หนิงหลิน ที่จะเล่นงานหมี่เจียวเจียวก็ล้มเหลว กลายเป็นตัวเองที่กินยาถ่ายเข้าไปจนท้องเสียแทบตาย

และล่าสุด แผนการลักพาตัวก็ล้มเหลว คนที่จ้างมาเชิดเงินหนี

เรียกได้ว่าชีวิตเขาติดขัดไปเสียทุกย่างก้าว

หนิงลั่วชวนไม่ได้ระแคะระคายเลยว่าหมี่เจียวเจียวอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด เขาเพียงแค่รู้สึกว่าตัวเองดวงซวยบัดซบ

เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสงสัยว่า การวางแผนจัดการภรรยาและพ่อตาเป็นความคิดที่ถูกต้องหรือไม่

แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีทางให้หันหลังกลับ เขาต้องเดินหน้าบนเส้นทางสายมืดนี้ต่อไปให้สุดทาง และหาทางเอามรดกตระกูลหมี่ในมือหมี่เจียวเจียวมาให้ได้

เขาลองคำนวณเงินสดที่มีอยู่ในมือ แล้วก็พบว่าสถานการณ์ตอนนี้ตึงมือมาก

เงินสดหน้าตักหายไปหมด และเขาก็ไม่มีสิทธิ์นำทรัพย์สินอย่างอสังหาริมทรัพย์หรือรถยนต์ไปจำนองหรือขาย เขายังมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ ที่พอประทังอยู่ได้จากการรับงานเศษเหลือจากตระกูลหมี่

อีกไม่กี่วันเขาคงต้องลองวิ่งเต้นดู ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องขายบริษัทเล็กๆ นั่นทิ้ง น่าจะพอได้เงินสักไม่กี่แสน แต่นั่นก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย ไม่พอยาไส้สำหรับเขา

เพราะโดนโจรขึ้นบ้าน ของมีค่าจุกจิกหายไปหมด ไม่อย่างนั้นแค่เสื้อผ้าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู และของสะสมอื่นๆ ก็น่าจะมีมูลค่ารวมกว่าสิบล้าน

ไอ้พวกหัวขโมยเฮงซวยนั่นกวาดแม้กระทั่งเครื่องเงินบนโต๊ะอาหาร พวกมันตาถึงจริงๆ ไหนจะภาพวาดมีชื่อที่แขวนอยู่บนผนัง... ยิ่งคิด หนิงลั่วชวนก็ยิ่งเจ็บปวดใจ

จริงสิ... ยังมีบ้านอีกหลังที่เขาซื้อให้หลิวหรูเยียนก่อนหน้านี้ มูลค่าตลาดน่าจะประมาณสี่ล้าน ถ้าถึงที่สุดจริงๆ เขาคงต้องคุยกับหลิวหรูเยียนให้ขายหรือจำนองเอาเงินมาหมุนก่อน รอจนหมี่เจียวเจียวอายุครบสิบแปดและรับมรดก เงินแค่นี้ก็ถือเป็นแค่เศษเงิน

เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่

ทางด้านหมี่เจียวเจียวเดินเข้าโรงเรียนพลางนับเงินในมือ เมื่อนับเสร็จเธอก็เก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วแอบเบะปาก ในกระเป๋าสตางค์ใบนั้นมีเงินเหลืออยู่แค่สองพันกว่าหยวน นี่หรือคือหนิงลั่วชวนคนเดิมที่มักจะพกเงินติดตัวเป็นฟ่อนอย่างน้อยหมื่นหยวนตลอดเวลา

แม้ว่าสมัยนี้การจ่ายเงินออนไลน์จะสะดวกสบาย แต่หนิงลั่วชวนที่เป็นพวกเศรษฐีใหม่มักจะชอบพกเงินสดจำนวนมากไว้กับตัว ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเงินมากกว่านั้น แต่ถ้าใส่มากกว่านี้กระเป๋าสตางค์แบรนด์เนมคงปริแตก

หนิงลั่วชวนในตอนนี้เปรียบเสมือนหงส์ถอนขนที่สภาพดูแย่กว่าไก่ แม้แต่คนอย่างเขาที่ชอบอวดรวยด้วยเงินสดที่สุด ยังเหลือเงินติดกระเป๋าแค่น่าสมเพชเพียงสองพันกว่าหยวน

หมี่เจียวเจียวหยุดเดินกะทันหัน เธอตระหนักได้ว่าหนิงลั่วชวนกำลังถังแตก

การรักษาภาพลักษณ์เศรษฐีไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกอย่างในชีวิตประจำวันล้วนต้องใช้เงิน

เมื่อคิดได้ดังนั้น หมี่เจียวเจียวจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก

"ประธานอู๋ สบายดีไหมคะ!" หมี่เจียวเจียวทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส

"โอ้โฮ! ครั้งก่อนที่เจอกันยังเรียกคุณอาอู๋อยู่เลย ไหงโทรมาคราวนี้เรียกประธานอู๋ซะห่างเหินแบบนั้นล่ะ?" อู๋เซียงหัวเราะร่า

"ก็ได้ค่ะ! ถ้าคุณอาอยากฟังแบบนั้น หนูเรียกคุณอาอู๋ก็ได้!"

อู๋เซียงหัวเราะชอบใจ ช่วงนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ หลังจากกำจัดที่ดินรกร้างที่จมทุนมหาศาลออกไปได้ ธุรกิจปล่อยเงินกู้ของเขาก็กำลังไปได้สวย

"หลานสาวมีธุระอะไรกับอาหรือเปล่า?" อู๋เซียงถาม เขาไม่เชื่อหรอกว่าเด็กฉลาดเป็นกรดอย่างเธอจะโทรมาทักทายเฉยๆ

"พอดีมีช่องทางทำเงินน่ะค่ะ หนูคิดว่าเงินทองเป็นของนอกกาย แทนที่จะให้คนอื่นได้ไป สู้แนะนำให้คนกันเองดีกว่า"

"หืม?" น้ำเสียงของอู๋เซียงจริงจังขึ้น "สถานการณ์เป็นยังไง?"

"เรื่องเป็นอย่างนี้ค่ะ..." หมี่เจียวเจียวอธิบายสถานการณ์ของหนิงลั่วชวนให้ฟัง สรุปใจความได้ว่า เขามีทรัพย์สินมหาศาลรออยู่และมีความสามารถในการชำระหนี้สูงมาก แต่ตอนนี้ขาดสภาพคล่องเงินสดชั่วคราว

นี่มันลูกค้าระดับซูเปอร์วีไอพีที่ใครๆ ก็ฝันถึง อู๋เซียงตื่นเต้นขึ้นมาทันที "ที่พูดมาจริงแน่นะ? ถ้างานนี้สำเร็จ อาไม่ลืมส่วนของหลานแน่!"

หมี่เจียวเจียวรู้ว่าอู๋เซียงต้องใช้ช่องทางของตัวเองตรวจสอบข้อมูลที่เธอบอกแน่นอน เธอจึงไม่ปิดบัง "หนิงลั่วชวนคือพ่อบังเกิดเกล้าของหนูค่ะ ดังนั้น..."

อู๋เซียงชะงัก "งั้น... ดอกเบี้ยต้องคิดถูกลงเหรอ?"

"เปล่าค่ะ เขาเป็น 'พ่อสุดที่รัก' ของหนู เพราะฉะนั้นคุณอาต้องคิดดอกเบี้ยให้หนักเป็นพิเศษนะคะ!"

อู๋เซียงอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น "เยี่ยม! ถ้างานนี้ได้กำไร เราแบ่งกันเจ็ดสาม!"

"ตกลงตามนั้นค่ะ!"

หมี่เจียวเจียวกำชับบทพูดให้อู๋เซียงอีกสองสามประโยคก่อนจะวางสายไป

หลังจากวางสาย อู๋เซียงก็รีบใช้เส้นสายตรวจสอบข้อมูลที่หมี่เจียวเจียวบอกทันที

และก็เป็นไปตามคาด วันรุ่งขึ้นเขาได้ข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการ

หนิงลั่วชวนแต่งเข้าตระกูลหมี่ แต่พ่อตาและภรรยาเสียชีวิตไปหมดแล้ว ทว่าหนิงลั่วชวนต้องรอจนกว่าหมี่เจียวเจียวจะอายุครบสิบแปดปีถึงจะมีสิทธิ์ในมรดก

เมื่อไม่นานมานี้บ้านถูกโจรขึ้นสูญทรัพย์สินไปกว่าร้อยล้าน ทำให้กระแสเงินสดตึงตัว นี่มันหมูในอวยชัดๆ

ส่วนเหตุผลที่หมี่เจียวเจียวขายพ่อตัวเอง น่าจะเป็นเพราะแม่เพิ่งเสียไปได้ไม่นาน หนิงลั่วชวนก็พาเมียน้อยและลูกติดอีกสองคนเข้ามาเสวยสุขในบ้าน ทำให้หมี่เจียวเจียวโกรธแค้น

ต้องรู้ว่าเด็กวัยรุ่นเวลามีทิฐินั้นน่ากลัวแค่ไหน บางทีหมี่เจียวเจียวอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทรัพย์สินที่เธอกำลังช่วยเขาขูดรีดจากหนิงลั่วชวนนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเธอเอง

เด็กน่ะ หลอกง่ายที่สุดแล้ว!

คิดได้ดังนั้น อู๋เซียงก็หัวเราะเสียงดังด้วยความชอบใจ

เขาปรับอารมณ์ให้เป็นปกติก่อนจะกดเบอร์โทรศัพท์ที่หมี่เจียวเจียวให้มา

ทางด้านนี้ หนิงลั่วชวนกำลังหงุดหงิด เขาคุยกับหลิวหรูเยียนอยู่นานสองนาน แต่เธอยืนกรานหัวชนฝาว่าจะไม่ยอมขายหรือจำนองบ้านหลังนั้นเด็ดขาด เธอบอกว่ามันเป็นหลักประกันชีวิตของเธอ เว้นแต่จะจนตรอกจริงๆ เธอจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องบ้านหลังนั้น

หลังจากไล่หลิวหรูเยียนออกจากห้องทำงาน หนิงลั่วชวนก็นั่งกุมขมับอยู่ที่โต๊ะพยายามหาทางออก

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น

"สวัสดีครับ นั่นคุณหนิงลั่วชวนใช่ไหมครับ?" ปลายสายเป็นเสียงที่ไม่คุ้นเคย

"คุณคือ..." หนิงลั่วชวนมองเบอร์โทรศัพท์อีกครั้ง มันเป็นเบอร์แปลก

"คืออย่างนี้นะครับ ผมเป็นผู้ปกครองของเพื่อนร่วมชั้นหนิงซีกับหนิงหลิน ผมชื่ออู๋เซียง"

"สวัสดีครับ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" ความคิดแรกของหนิงลั่วชวนคือหนิงซีไปก่อเรื่องอีกแล้วแน่ๆ ไอ้เด็กคนนี้ไม่มีสมอง เพิ่งย้ายโรงเรียนไปไม่นานก็ก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน

แต่ผิดคาด อู๋เซียงกลับพูดว่า "ตอนนี้คุณน่าจะกำลังประสบปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียนอยู่ใช่ไหมครับ? พอดีผมทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านการเงิน ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ถ้าคุณพอมีเวลา เรานัดคุยกันได้นะครับ"

หนิงลั่วชวนตื่นตัวทันที "คุณไปได้ยินมาจากไหน?"

อู๋เซียงหัวเราะร่า "คุณหนิง เรื่องแบบนี้ต้องให้คนบอกด้วยเหรอครับ? เมื่อเช้าตอนผมไปส่งลูกที่โรงเรียน ผมเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคุยกับเพื่อนเรื่องโทรศัพท์มือถือราคาพันสองพันหยวน"

"ตอนนั้นผมก็แปลกใจ เด็กโรงเรียนผู้ดีขนาดนี้ ถึงจะไม่ใช้รุ่นท็อปแพงระยับ แต่ก็ไม่น่าถึงขั้นต้องมาดูมือถือเครื่องละพันสองพัน"

"ผมเลยถามลูกชายว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร ลูกชายผมบอกว่าเธอคือลูกสาวคนโตของตระกูลหมี่ ชื่อหมี่เจียวเจียว!"

"ผมตกใจมาก ตระกูลหมี่ร่ำรวยขนาดไหน ทำไมถึงปล่อยให้ลูกสาวคนโตใช้มือถือราคาถูกแบบนั้น?"

"วินาทีนั้นผมเลยเข้าใจว่า คุณอาจจะทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการลงทุนในโปรเจกต์ใหญ่ จนทำให้ขาดสภาพคล่องชั่วคราว เลยไม่ได้ให้เงินลูกใช้มากนัก"

"แต่ประธานหนิงครับ ต่อให้เราลำบากแค่ไหนก็ไม่ควรให้ลูกลำบากไปด้วย! การที่ลูกสาวคนโตตระกูลหมี่ถือมือถือเครื่องละพันสองพัน มันเป็นการฉีกหน้าคุณเปล่าๆ!"

"ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินขาดมือครับ ทางเรามีเงินทุนนอนนิ่งอยู่เพียบ คุณอยากได้เท่าไหร่บอกมาคำเดียว"

"เอาเป็นว่าคุณแวะมาคุยที่บริษัทผม หรือจะให้ผมไปหาคุณที่บ้านก็ได้ครับ"

หนิงลั่วชวนแอบทึ่งในใจ คนคนนี้หูตาไวและมีหัวการค้าจริงๆ จมูกไวขนาดที่แค่มองเห็นลูกสาวเขาจะซื้อมือถือราคาถูก ก็อนุมานเรื่องราวได้เป็นฉากๆ

"แล้วคุณได้เบอร์ผมมาจากไหน?"

อู๋เซียงยิ้ม "ในฐานะรองประธานบริหารของหมี่คอร์ปอเรชั่น เบอร์ของคุณหาได้ไม่ยากหรอกครับ"

ได้ยินดังนั้น หนิงลั่วชวนถึงวางใจ

"งั้นบ่ายนี้คุณเข้ามาเลย! เรามาคุยกันตัวต่อตัว!"

บ่ายวันนั้น อู๋เซียงขับรถมาถึงวิลล่าตระกูลหมี่

ทันทีที่ลงจากรถ อู๋เซียงถึงกับตะลึง คนที่สามารถอาศัยอยู่ในวิลล่าหลังใหญ่ขนาดนี้ในเมืองฉินย่อมไม่ธรรมดา เขาได้ยินมาว่าราคาต่อตารางเมตรของที่นี่เกือบแสนหยวน วิลล่าหลังใหญขนาดนี้มูลค่าต้องไม่ต่ำกว่าร้อยล้านแน่ๆ

ไหนจะรถหรูระดับหลายล้านที่จอดเรียงรายอยู่ในโรงรถ บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นบ้านเศรษฐีของจริง

ตอนแรก หนิงลั่วชวนยังระแวงสถานะของอู๋เซียงอยู่บ้าง แต่อู๋เซียงบอกชื่อลูกชายและอาจารย์ประจำชั้นอย่างเปิดเผย ชัดเจนว่าไม่กลัวการตรวจสอบ

หนิงลั่วชวนโทรเช็กกับทางโรงเรียนเพื่อยืนยันคำพูดของอู๋เซียง แถมยังใช้สมุดโทรศัพท์ของโรงเรียนโทรหาอาจารย์ประจำชั้นของอู๋ฮ่าวเทียนโดยตรง อ้างว่ามีเรื่องด่วนขอคุยกับอู๋ฮ่าวเทียน

อาจารย์ประจำชั้นไม่สงสัยและส่งโทรศัพท์ให้อู๋ฮ่าวเทียนรับสาย

อู๋ฮ่าวเทียนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พอรับสายได้ยินเสียงพ่อตัวเองก็งงเป็นไก่ตาแตก

อู๋เซียงเปิดลำโพงสั่งสอนลูกชายต่อหน้าหนิงลั่วชวนว่าให้ตั้งใจเรียน ก่อนจะกดวางสายไป

อู๋ฮ่าวเทียนเดินกลับเข้าห้องเรียนด้วยความมึนงง

หลังจากวางสาย อู๋เซียงก็ยิ้ม "ไอ้ลูกชายตัวดีนี่เลี้ยงยากชะมัด"

หนิงลั่วชวนวางใจสนิทใจในที่สุด ลูกของทั้งคู่เรียนโรงเรียนเดียวกันถือเป็นจุดเชื่อมโยงที่ดี พวกเขาคุยสัพเพเหระเรื่องลูกๆ กันพักหนึ่ง

อู๋เซียงดึงบทสนทนากลับเข้าเรื่อง "ปกติระดับครอบครัวคุณไม่น่าจะขาดเงิน คุณไปลงทุนอะไรเหรอครับ? พอจะให้น้องชายคนนี้มีส่วนร่วมด้วยได้ไหม?"

หนิงลั่วชวนอายที่จะบอกความจริงว่าเขาแตะต้องธุรกิจในบริษัทไม่ได้เลย จึงไหลตามน้ำคุยโวไปว่า "เงินลงทุนเฟสแรกห้าร้อยล้าน รอบหมุนเวียนทุนจะนานหน่อย น้องชายอู๋แน่ใจเหรอว่าอยากร่วมด้วย?"

เมื่อความไว้วางใจเริ่มก่อตัว สรรพนามที่ใช้เรียกขานก็เริ่มเปลี่ยนเป็นพี่เป็นน้อง

"ล้อเล่นน่าพี่ชาย ถึงผมจะเปิดบริษัทการเงิน แต่สเกลการลงทุนระดับนั้นผมเอื้อมไม่ถึงหรอก มีแต่คนระดับพี่เท่านั้นแหละที่เล่นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ได้"

อู๋เซียงเริ่มประจบสอพลอหนิงลั่วชวน เพราะคำพูดหวานหูไม่ต้องลงทุนสักบาท

สิ่งที่คนรวยพวกนี้แคร์ที่สุดคือหน้าตา ขอแค่รักษาหน้าตาไว้ได้และยกยอปอปั้นสักหน่อย เรื่องหลังจากนี้ก็คุยง่ายแล้ว

จบบทที่ บทที่ 30: กู้ยืมเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว