- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้งเป็นคุณหนูพันล้าน เตรียมรับมือวันสิ้นโลก
- บทที่ 26: กว้านซื้อที่ดิน
บทที่ 26: กว้านซื้อที่ดิน
บทที่ 26: กว้านซื้อที่ดิน
ผู้อำนวยการฝ่ายปกครองดึงตัวอู๋เซียงออกมาหารือนอกห้องประชุมเป็นลำดับแรก เพื่อชี้แจงถึงความร้ายแรงของสถานการณ์
"ผมได้ยินมาว่าคุณวางแผนจะส่งอู๋ฮ่าวเทียนไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ต่างประเทศ ถ้าเด็กมีประวัติอาชญากรรมติดตัวคงจะยุ่งยากน่าดู ผมหวังว่าคุณจะเก็บไปพิจารณาให้ดี ทางที่ดีที่สุดคือทำให้คุณหนูหมี่เจียวเจียวพอใจและยุติเรื่องนี้เสีย"
อู๋เซียงพยักหน้ารับ เขาไม่ใช่เพิ่งเคยถูกเรียกผู้ปกครองเป็นครั้งแรก จึงรู้ดีว่ากระบวนการเหล่านี้เป็นอย่างไร เห็นได้ชัดว่าทางโรงเรียนเองก็ต้องการให้เรื่องจบลงโดยเร็วที่สุด อีกฝ่ายก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ถ้าเขาข่มขู่สักหน่อยแล้วค่อยขอโทษ เรื่องก็น่าจะจบลงได้ไม่ยาก
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องประชุม อู๋เซียงก็ประเคนเท้าใส่บุตรชายไปสองที ร่างของอู๋ฮ่าวเทียนปลิวละลิ่วราวกับกระสอบฟางเก่าคร่ำคร่า กวาดเก้าอี้ในห้องประชุมล้มระเนระนาดเสียงดังโครมคราม
ผู้อำนวยการและอาจารย์หม่ารีบเข้าไประงับเหตุและล็อคตัวอู๋เซียงที่ทำท่าจะพุ่งเข้าไปซ้ำ "คุณพ่อของฮ่าวเทียนครับ ใจเย็นๆ เราเน้นการอบรมสั่งสอน ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงนะครับ"
อู๋เซียงแสร้งทำเป็นโมโหโทโสไม่หาย "ไอ้ลูกเวร กล้าดียังไงไปปล่อยข่าวลือใส่เพื่อนร่วมชั้น! กลับไปบ้านฉันจะตีนแกให้ตายคามือ!"
แต่แล้วเขาก็หันขวับกลับมา พลิกสีหน้าเป็นยิ้มแย้มในชั่วพริบตา "คุณหนูหมี่เจียวเจียวสินะ? เดี๋ยวฉันจะให้เจ้าลูกตัวดีโขกศีรษะขอขมาเธอเดี๋ยวนี้แหละ แล้วเราก็ถือว่าเรื่องนี้แล้วกันไป ตกลงไหม?"
พูดจบโดยไม่เปิดช่องให้ใครแย้ง เขาก็คว้าคอเสื้ออู๋ฮ่าวเทียนลากเข้ามา "มานี่! มาขอขมาคุณหนูหมี่ซะ!"
ตั้งแต่ต้นจนจบ หมี่เจียวเจียวยังคงนั่งนิ่งสนิทอยู่ที่หัวโต๊ะประชุมอีกฝั่งไป๋ฉียืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางข้างๆ ราวกับเป็นผู้ติดตาม
อู๋เซียงชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าหมี่เจียวเจียวจะสุขุมเยือกเย็นขนาดนี้ เธอเมินเฉยต่อการแสดงละครตบตาของเขาโดยสิ้นเชิง เพียงแต่นั่งมองด้วยสายตาเรียบเฉย ดูท่าไม้นี้คงจะใช้ไม่ได้ผล
ดังนั้น อู๋เซียงจึงงัดไม้ตายที่สองออกมา
"คุณหนูหมี่ เรื่องนี้ฮ่าวเทียนของฉันผิดเต็มประตู เอาอย่างนี้เป็นไง เธอเสนอราคามาเลย ไม่ว่าจะแสนหรือล้าน ฉันจะจ่ายให้ทันทีไม่มีบิดพลิ้ว"
เขาคำนวณไว้เสร็จสรรพ ถึงจะเป็นลูกคนรวย แต่เด็กวัยนี้มักไม่มีเงินติดตัวมากนัก การที่เขาเอ่ยถึงหลักแสนหลักล้านก็เพื่อล่อให้หมี่เจียวเจียวเลือกตัวเลขระหว่างนั้น
คนส่วนใหญ่มักจะคล้อยตามและเสนอราคามาจริงๆ ด้วยฐานะของอู๋เซียง เงินแค่นั้นขนหน้าแข้งไม่ร่วง แต่แน่นอนว่าไม่มีใครรับประกันได้ว่าหลังจากจ่ายเงินไปแล้ว อู๋เซียงจะไม่หาทางเอาคืนภายหลัง
"ผอ. คะ อาจารย์หม่าคะ รบกวนช่วยออกไปก่อนได้ไหมคะ? หนูอยากคุยกับคุณอาอู๋เป็นการส่วนตัว"
ผู้อำนวยการและอาจารย์หม่ามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะเก็บข้าวของและเดินออกจากห้องไป
"พวกนายสองคนก็ออกไปก่อนเหมือนกัน" หมี่เจียวเจียวหันไปสั่งอู๋ฮ่าวเทียนและไป๋ฉี
"ห๊ะ! ผมต้องออกด้วยเหรอ?" ไป๋ฉีชี้ที่จมูกตัวเอง "ผมเป็นคู่กรณีนะ!"
"นายมอบอำนาจให้ฉันจัดการเรื่องนี้เบ็ดเสร็จแล้วไม่ใช่หรือไง?" หมี่เจียวเจียวตวัดสายตาดุ "ออกไป! ไปรอฉันที่หน้าประตู"
"ก็ได้ครับ!" ด้วยความเชื่อมั่นในตัวลูกพี่ใหญ่ ไป๋ฉีจึงไม่โต้แย้งและเดินตามอู๋ฮ่าวเทียนออกจากห้องไป
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา ไป๋ฉีก็เห็นอู๋เซียงเดินยิ้มร่าออกมาพร้อมกับหมี่เจียวเจียว
"เจียวเจียว หลานรัก ว่าตามที่ตกลงกันเลยนะ เรื่องนี้ถือว่าจบกัน!"
"ได้ค่ะคุณอาอู๋ ในอนาคตเราอาจจะมีโอกาสได้ร่วมมือกันอีก หวังว่าจะได้ทำธุรกิจกันใหม่นะคะ"
ทั้งสองจับมือกันราวกับพันธมิตรทางธุรกิจที่เพิ่งบรรลุข้อตกลง เล่นเอาผู้อำนวยการและอาจารย์หม่ายืนงงเป็นไก่ตาแตก
ทางด้านซูเผิง ทนายความจากสำนักงานกฎหมายคุนเผิงแห่งเมืองฉิน ได้รับโทรศัพท์จากหมี่เจียวเจียวอย่างกะทันหัน เธอมอบหมายให้เขาเป็นตัวแทนของบุคคลชื่อ 'หมี่ลี่' เพื่อเข้าทำสัญญาซื้อกิจการ
ซูเผิงเตือนหมี่เจียวเจียวอ้อมๆ ว่า "ค่าทนายของผมแพงมากนะครับ"
หมี่เจียวเจียวหัวเราะ "ฉันรวยกว่าที่คุณคิด และหมี่ลี่ก็รวยกว่าที่คุณจินตนาการไว้เยอะค่ะ!"
ซูเผิงตระหนักได้ทันทีว่า 'หมี่ลี่' คนนี้คงมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับหมี่เจียวเจียว แต่ในฐานะหุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมายชั้นนำ เขารู้ดีว่าอะไรควรถามและอะไรไม่ควร จึงเพียงแค่นัดแนะเวลาและสถานที่กับเธอแล้ววางสายไป
หลังจากเดินพ้นประตูโรงเรียน อู๋เซียงยังคงรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมเมื่อครู่เป็นเรื่องเหลือเชื่อ
ปรากฏว่าทันทีที่ทุกคนออกไป ประโยคแรกที่หมี่เจียวเจียวพูดคือ "หนูต้องการที่ดินผืนนั้นที่คุณซื้อไว้ที่ฮวาเจียงค่ะ!"
เขาอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะลั่น "ยัยหนู เธอรู้ไหมว่าที่ดินตรงนั้นมูลค่าเท่าไหร่?"
"รู้ค่ะ คุณซื้อที่ดินผืนนั้นเมื่อสี่ปีก่อน แถมยังตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อถือครองมันโดยเฉพาะ หมดเงินไปร้อยยี่สิบสามล้าน หนูยังรู้อีกว่าคุณไม่ได้ตั้งใจจะพัฒนามันจริงๆ หรอก คุณแค่ได้ข่าววงในว่าศูนย์ราชการจะย้ายไปทางทิศตะวันตก เลยกะเก็งกำไรจากการเวนคืนที่ดินหวังเงินชดเชย"
"เรื่องนั้นมีคนรู้ไม่น้อย ครอบครัวเธอคงบอกมาสินะ?" อู๋เซียงยังคงไม่สะทกสะท้าน
"และหนูก็รู้อีกว่า คุณกำลังร้อนรนอยากจะขายที่ดินผืนนี้ให้บริษัทอสังหาฯ หงต๋า ผู้ใหญ่ที่บ้านหนูก็บอกมาเหมือนกันเหรอคะ?"
คราวนี้อู๋เซียงเริ่มเครียดขึ้นมาจริงๆ เขาเพิ่งจะคุยเรื่องนี้กับ CEO ของทางนั้นไปหมาดๆ และอีกฝ่ายก็ยังไม่ตกลง บริษัทหงต๋าไม่น่าจะป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ใครรู้ แล้วเด็กคนนี้ไปรู้มาจากไหน?
"หนูเชื่อว่าคุณเองก็คงรู้แล้ว ว่าโครงการย้ายศูนย์ราชการไปทิศตะวันตกถูกพับไปแล้วใช่ไหมคะ?" หมี่เจียวเจียวถามพร้อมรอยยิ้ม
"เอ่อ... คือ..."
อู๋เซียงพูดไม่ออก น้ำท่วมปาก ในตอนนั้นเขาใช้เส้นสายจนได้ข่าวจากผู้ใหญ่ระดับสูงว่าเมืองจะขยายตัวไปทางทิศตะวันตก ใกล้กับที่ดินที่เขาเล็งไว้ และผู้ใหญ่ท่านนั้นก็ผลักดันโครงการนี้อย่างจริงจัง
หลังจากคิดทบทวนอย่างหนัก อู๋เซียงตัดสินใจเทหมดหน้าตักเดิมพันครั้งใหญ่ ทุ่มเงินประมูลสู้จนได้ที่ดินผืนงามมาครอบครอง
ใครจะไปรู้ว่าทันทีที่ได้ที่ดินมา ผู้ใหญ่ท่านนั้นกลับถูกจับกุมข้อหาทุจริต แผนย้ายศูนย์ราชการจึงกลายเป็นโมฆะ และไม่มีใครพูดถึงมันอีกเลย
เรื่องนี้ทำให้อู๋เซียงลำบากหนัก เงินทุนจมอยู่กับที่ดินจนธุรกิจปล่อยเงินกู้ขาดสภาพคล่อง เขาจำต้องรับลูกค้าเกรดต่ำที่มีความเสี่ยงสูง
ลูกค้าเกรดต่ำหมายถึงหนี้เสียจำนวนมาก เพื่อบีบให้ลูกหนี้จ่ายเงิน เขาจำต้องลงมือรุนแรงจนมีคนตายและพิการไปไม่น้อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ที่ดินผืนนี้กลายเป็นเผือกร้อนในมือ ยิ่งถือนานก็ยิ่งเจ็บตัว มันกลายเป็นเหมือน 'กระดูกซี่โครงไก่' ที่จะทิ้งก็เสียดาย จะกินต่อก็ไม่มีเนื้อให้เคี้ยว
แทนที่จะปล่อยให้หญ้าขึ้นรก สู้ขายทิ้งเอาทุนคืนมาหมุนเวียนยังจะดีกว่า นั่นคือเหตุผลที่เขาวิ่งเข้าหาบริษัทอสังหาฯ หงต๋า
แต่เห็นได้ชัดว่าทางหงต๋าเองก็รู้สถานการณ์ดี จึงไม่มีทีท่าสนใจ
"เอาอย่างนี้ หนูให้คุณห้าสิบล้าน บริษัทพัฒนาที่ดินของคุณพร้อมที่ดินผืนนั้นโอนมาเป็นของหนู แล้วเรื่องข่าวลือเสียหายของอู๋ฮ่าวเทียนถือว่าเป็นอันโมฆะ"
"เป็นไปไม่ได้!" อู๋เซียงโวยวาย "ฉันซื้อมาตั้งร้อยยี่สิบสามล้าน ยังไม่รวมดอกเบี้ยที่จมไปตั้งกี่ปี จะให้ขายห้าสิบล้านเท่ากับฉันขาดทุนย่อยยับร้อยกว่าล้านเลยนะ"
"ตอนที่คุณซื้อ รัฐบาลมีแผนจะย้ายเมือง ราคาพุ่งสูงก็ไม่แปลก แต่พอโครงการล่ม คุณลองถามตัวเองดูสิว่ายังมีใครอยากได้ที่ดินผืนนั้นอีกไหม?"
"ประเด็นคือราคาที่ดินมันขึ้นทุกปี!" อู๋เซียงพยายามแย้ง
"เหอะ! เมืองฉินพัฒนาไปทางทิศตะวันออก ที่บอกว่าราคาขึ้นน่ะมันฝั่งตะวันออก ทิศตะวันตกที่กันดารแบบนั้นจะเอาอะไรมาเทียบ?"
อู๋เซียงเถียงไม่ออก
"งั้นห้าสิบล้านก็น้อยไป ฉันเก็บไว้เองดีกว่า เมืองกำลังขยายตัว ไม่ช้าก็เร็วต้องเจริญไปถึงทิศตะวันตก"
"แล้วต้องรอกี่ปีคะ? ห้าปี? สิบปี? หรือยี่สิบปี?" หมี่เจียวเจียวรุกไล่
หลังเงียบไปครู่ใหญ่ อู๋เซียงก็ถามขึ้น "เธอตัดสินใจเรื่องเงินขนาดนี้ได้เองจริงๆ เหรอ?"
เมื่อเห็นสีหน้าลังเลของอู๋เซียง หมี่เจียวเจียวก็แค่นหัวเราะ
"แค่เงินห้าสิบล้านเองนี่คะ!" พูดจบเธอก็โยนแบล็กการ์ดที่ซูเผิงให้มาลงบนโต๊ะ
อู๋เซียงทำงานเกี่ยวกับการเงิน ย่อมดูออกทันทีว่านี่คือแบล็กการ์ดระดับท็อปที่วงเงินสูงเฉียดร้อยล้าน คิ้วเขากระตุกขณะพยักหน้ายอมรับในความมั่งคั่งของเด็กสาว
เขาอดทึ่งในใจไม่ได้ โรงเรียนนี้เสือหมอบมังกรซ่อนจริงๆ เด็กผู้หญิงตัวแค่นี้กลับถือครองบัตรระดับนี้ได้ คนรวยนี่มีเยอะจริงๆ มิน่าค่าเทอมแสนแพงที่เขาจ่ายให้ลูกถึงคุ้มค่า
"เธอหรือที่บ้านจะเอาที่ดินไปทำอะไร? อย่าบอกนะว่าจะสร้างตึกระฟ้า?"
"นั่นไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องกังวลค่ะ คุณอาอู๋" หมี่เจียวเจียวยิ้ม
"ยังไงซะ ห้าสิบล้านก็น้อยเกินไป!"
"คุณอยากได้เท่าไหร่? ถ้าสมเหตุสมผลเราก็คุยกันได้ ถ้าไม่... เรามาคุยเรื่องอู๋ฮ่าวเทียนติดคุกกันดีกว่า ได้ข่าวว่าจะส่งไปเมืองนอกนี่คะ ถ้ามีคดีติดตัวจะขอวีซ่าผ่านง่ายๆ เหรอ?"
หมี่เจียวเจียวใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ
อู๋เซียงกัดฟันกรอด ในที่สุดก็ยอมบอกตัวเลขในใจ "แปดสิบล้าน... แปดสิบล้านคือต่ำสุดแล้ว น้อยกว่านี้ฉันยอมให้ไอ้ลูกเวรไปนอนคุกเล่นสักวันสองวันดีกว่า!"
หมี่เจียวเจียวคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับข้อมูลจากชีวิตที่แล้ว ราคานี้ถือว่าบีบจนสุดทางแล้ว เธอจึงยื่นมือออกไป "ตกลงค่ะ!"
หลังจากออกจากห้องประชุม ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยิ้มแย้มและจับมือกัน พวกเขานัดแนะเวลาให้ทนายความของหมี่เจียวเจียวเข้าไปดำเนินการที่บริษัทของอู๋เซียง ก่อนจะแยกย้ายกันไป
ไป๋ฉีดึงตัวหมี่เจียวเจียวมาถาม "ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
หมี่เจียวเจียวอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงถามกลับ "นายจำได้ไหมว่าตระกูลอู๋สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ยังไง?"
ไป๋ฉีนึกย้อนกลับไป "เหมือนว่าจะมีที่ดินผืนนึงที่ถูกเวนคืน แล้วพวกเขาก็เอาเงินไปต่อยอดจนกลายเป็นบริษัทใหญ่มั้ง..."
"ที่ดินผืนนั้น... กำลังจะเป็นของฉันแล้ว..."
ไป๋ฉีเบิกตากว้าง
ให้ตายสิ นี่มันการตัดตอนชัดๆ เขาพยายามหาทางโค่นตระกูลอู๋มาตั้งนานแต่ไม่สำเร็จ แต่หมี่เจียวเจียวกลับทำมันได้อย่างง่ายดาย?
หมี่เจียวเจียวนัดพบกับทนายความ ซูเผิง ที่ร้านกาแฟใกล้ประตูโรงเรียน
เมื่อซูเผิงเห็นหมี่เจียวเจียว ก็เอ่ยถามยิ้มๆ "ได้ข่าวว่าโรงเรียนคุณเข้มงวดมาก ออกมาได้ยังไงครับเนี่ย?"
หมี่เจียวเจียวไม่อยากบอกว่าเธอขี้เกียจไปขอใบอนุญาตจากอาจารย์หม่า เลยใช้วิธีเทเลพอร์ตออกมาจากรถบ้านของเธอ จึงตอบเลี่ยงๆ ว่า "ฉันมีวิธีของฉันค่ะ"
ซูเผิงยิ้มและไม่ซักไซ้ต่อ
"เล่ารายละเอียดให้ผมฟังหน่อยครับ"
หมี่เจียวเจียวเล่าอย่างละเอียดว่าเธอกดดันให้อู๋เซียงขายที่ดินในราคาถูกได้อย่างไร พร้อมทั้งมอบข้อมูลเอกสารประจำตัวของ 'หมี่ลี่' ให้เขา
"...สรุปคือ คุณต้องการให้แน่ใจว่าหุ้นของบริษัทขาวสะอาด แล้วเปลี่ยนชื่อผู้แทนทางกฎหมายเป็นคุณหมี่ลี่ใช่ไหมครับ?"
ซูเผิงถือบัตรประชาชนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับหมี่เจียวเจียวถึงเก้าส่วนไว้ในมือ สมองของเขาประมวลผลอย่างหนักแต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย เขาไม่ถามถึงที่มาของบัตร หรือความถูกต้องตามกฎหมาย แต่โฟกัสไปที่งานตรงหน้า
เขารู้ดีว่าบัตรใบนี้ต้องเป็นของจริงและตรวจสอบได้ คนรวยย่อมมีวิธีแก้ปัญหาของตัวเอง เขาแค่ทำหน้าที่ทนายให้ดีที่สุดก็พอ
"เรื่องนี้ยังเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจลงนามและธุรกรรมทางการเงิน สำนักงานของเรามีบริการครบวงจร คุณต้องการให้เราจัดการส่วนนี้ด้วยไหมครับ?"
หมี่เจียวเจียวพยักหน้า "ค่ะ!"
ซูเผิงหยิบปึกเอกสารออกมาจากกระเป๋า "ผมต้องรบกวนคุณเซ็นหนังสือมอบอำนาจให้ผมด้วยครับ"
หมี่เจียวเจียวเปิดดูผ่านๆ ตรวจสอบส่วนค่าธรรมเนียมทนายความแล้วยิ้ม "ค่าตัวคุณไม่เบาเลยนะคะ"
"คุ้มค่าแน่นอนครับ!" ซูเผิงตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
หมี่เจียวเจียวไม่พูดพร่ำทำเพลง เซ็นชื่อ 'หมี่ลี่' ลงไปอย่างคล่องแคล่ว
ซูเผิงเก็บหนังสือมอบอำนาจแล้วยิ้ม "หวังว่าจะได้ร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะครับ คุณหมี่ลี่!"
หมี่เจียวเจียวยิ้มโดยไม่ตอบคำ จับมือกับซูเผิงแล้วกลับเข้าโรงเรียน
วันรุ่งขึ้น ซูเผิงโทรหาอู๋เซียงก่อนจะพาผู้ช่วยตรงดิ่งไปที่บริษัทของอีกฝ่าย
กระบวนการเซ็นสัญญาเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะตกลงราคากันจบแล้ว หน้าที่ของทนายคือทำให้ขั้นตอนรัดกุมที่สุด
เมื่อได้รับข้อความยืนยันจากซูเผิง หมี่เจียวเจียวก็โอนเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้งไปยังบัญชีที่ระบุ สัญญาจึงมีผลสมบูรณ์ทันที
ผู้ช่วยของซูเผิงนำเอกสารวิ่งเต้นกับหน่วยงานราชการเพื่อเปลี่ยนชื่อผู้แทนทางกฎหมาย
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ขั้นตอนทั้งหมดก็เสร็จสิ้น บริษัทแห่งหนึ่งได้ตกมาอยู่ภายใต้ชื่อของหมี่ลี่อย่างเป็นทางการ
อาศัยช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หมี่เจียวเจียวเดินทางไปที่สำนักงานกฎหมายเพื่อรับเอกสารทั้งหมดจากซูเผิง
"คุณหนูหมี่ นี่คือเอกสารทั้งหมดของบริษัทครับ" ซูเผิงเลื่อนซองเอกสารให้พร้อมรอยยิ้ม "มีตราประทับบริษัท ตราประทับผู้แทนฯ ตราประทับการเงิน สมุดเช็ค และ U-shield สำหรับบัญชีบริษัท"
"การถือครองบริษัทต้องมีการยื่นภาษีรายเดือน รายไตรมาส และรายปี ไม่ใช่เรื่องยากแต่น่ารำคาญถ้าจะทำเอง คุณอาจจะจ้างสำนักงานบัญชีในเครือของผมดูแลให้ก็ได้นะครับ ราคาไม่แพง"
"ตกลงตามนั้นค่ะ!" หมี่เจียวเจียวตัดสินใจทันที เธอจ่ายค่าทนายและค่าจ้างทำบัญชีล่วงหน้าครึ่งปีอย่างรวดเร็ว
ถึงจุดนี้ ซูเผิงอดไม่ได้ที่จะถามคำถามที่ค้างคาใจมานาน "คุณหนูหมี่ครับ ทำไมคุณถึงซื้อที่ดินผืนนั้น?"
หมี่เจียวเจียวกระพริบตาอย่างซุกซน "ฉันสังหรณ์ใจว่าที่ดินตรงนั้นมีอนาคตค่ะ"
ภูมิประเทศของเมืองฉินนั้นพิเศษ ด้านทิศตะวันตกเป็นภูเขา ทิศตะวันออกเป็นที่ราบกว้างใหญ่ การพัฒนาเมืองจึงมุ่งไปทางทิศตะวันออกเสมอมา
แต่ในชีวิตที่แล้ว อีกราวสองสามเดือนข้างหน้า ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของประเทศจะเดินทางมาดูงานที่เมืองฉิน และพวกเขาจะถูกใจที่ดินผืนใหญ่ทางทิศตะวันตก
ที่ดินในมือของอู๋เซียงบังเอิญตั้งอยู่ใจกลางจุดยุทธศาสตร์ที่ผู้พัฒนารายนั้นต้องการพอดี พวกเขาจึงยอมทุ่มไม่อั้นเพื่อซื้อที่ดินมาทำโครงการคอมเมอร์เชียลคอมเพล็กซ์
อู๋เซียงเคยใช้โอกาสนี้สร้างฐานทุนมหาศาล จนสามารถเกาะกระแสตลาดและขยายอิทธิพลไปในหลายวงการ กลายเป็นกลุ่มบริษัทขนาดยักษ์ แต่ในชาตินี้ หมี่เจียวเจียวชิงตัดหน้าใช้ความได้เปรียบเรื่องเวลาซื้อที่ดินผืนนั้นมา ตัดเส้นทางการเงินเริ่มต้นของตระกูลอู๋เสียก่อน เธออยากจะรู้นักว่าถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ ตระกูลอู๋จะยังซ่าได้อีกไหม
"อ้อ อีกไม่กี่เดือนฉันวางแผนจะขายบริษัททิ้งนะคะ"
ซูเผิงตกใจ "คุณหนูหมี่ หมายความว่า...?"
"ฉันได้ข่าวจากช่องทางพิเศษว่ามีดีเวลลอปเปอร์กำลังเล็งที่ดินผืนนี้ ถึงเวลานั้นฉันคงต้องรบกวนให้สำนักงานของคุณช่วยเจรจากับพวกเขาด้วย"
ซูเผิงตื่นตะลึงอีกครั้ง คิดในใจว่าเส้นสายของหมี่เจียวเจียวคงจะสูงส่งเทียมฟ้าจริงๆ ถ้ามีคนเล็งที่ดินผืนนี้ไว้ เธอคงฟันกำไรมหาศาลทันทีที่เปลี่ยนมือ
"แล้วเรื่องราคา..."
"สองเท่าจากราคาที่ฉันซื้อมา..."
ซูเผิงคิดในใจ 'คนรวยนี่หาเงินง่ายจริงๆ!'
"...แล้วเติมศูนย์ต่อท้ายไปอีกตัวค่ะ!"
ซูเผิงตาแทบถลนออกมานอกเบ้า