- หน้าแรก
- เกิดใหม่อีกครั้งเป็นคุณหนูพันล้าน เตรียมรับมือวันสิ้นโลก
- บทที่ 12: เทเลพอร์ต
บทที่ 12: เทเลพอร์ต
บทที่ 12: เทเลพอร์ต
หนิงลั่วฉวนไม่เข้าใจและคิดว่าลูกสาวอารมณ์เสียเพราะป่วย
เขาจึงบีบจมูกตัวเองพลางปลอบใจเธอ "ไม่เป็นไรน่า! หมอบอกว่าแค่เกลือแร่ไม่สมดุล ให้ยาฆ่าเชื้อนิดหน่อยก็หาย ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร..."
ได้กลิ่นเหม็นโชยมาจากตัวเอง หนิงหลินยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
ผ่านไปพักใหญ่ หนิงหลินเริ่มสงบสติอารมณ์และทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เธอไม่ได้สงสัยว่านมของเธอถูกสลับ แต่เริ่มระแวงว่าเช้านี้เธออาจจะหยิบนมผิดแก้ว
ตอนไปเทนม เธอหลบฉากจากหลิวหรูเยียน ใช้เวลาแค่สิบกว่าวินาทีรีบเทผงยาระบายฤทธิ์แรงใส่แก้วของหมี่เจียวเจียว
จากนั้นตอนยกถาดนมไปที่โต๊ะอาหาร เธอตกใจเสียงประทัดจนเกือบทำถาดคว่ำ นมหกเลอะเทอะไปหมด
พอมองไปที่พ่อก็เห็นว่านมหกไปบ้าง แก้วที่เธอวางยาไว้เดิมทีมีปริมาณมากกว่าแก้วอื่นนิดหน่อย พอหกไปบ้างเลยแยกไม่ออก แต่ตำแหน่งการวางแก้วน่าจะยังเหมือนเดิม เธอจึงอาศัยความจำส่งแก้วที่วางยาให้หมี่เจียวเจียว แล้วเฝ้าดูเธอเดิมจนหมด
พอมองย้อนกลับไป เธอคงสะเพร่าหยิบแก้วผิดจริงๆ หมี่เจียวเจียวสบายดีทั้งเช้า ส่วนเธอกลับต้องวิ่งเข้าห้องน้ำไม่หยุด โชคของนังบ้านั่นมันจะดีเกินไปแล้ว
คิดได้ดังนั้น หนิงซีก็ถามขึ้น "แล้วทำไมแม่ไม่มาล่ะ?"
หน้าของหนิงลั่วฉวนแดงก่ำขึ้นมาทันที
หลังจากส่งสองสาวที่โรงเรียน หนิงลั่วฉวนก็พาหลิวหรูเยียนไปบริษัท เพื่อขนเงินสดและกำไลหยกที่เก็บไว้ในตู้เซฟที่ทำงาน
เงินสดมีจำนวนไม่น้อย หนิงลั่วฉวนต้องใช้กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบถึงจะยัดลงไปได้หมด เงินสดกว่า 5 ล้านหยวน หนักกว่า 50 กิโลกรัม คนทั่วไปคงยกไม่ไหว
โชคดีที่ไปถึงเช้า ยังไม่มีใครมาทำงาน ทั้งสองคนเลยลากกระเป๋าขนเงินขึ้นรถได้โดยไม่มีใครรู้เห็น
"ที่รัก เราไปฝากเงินกันเลยไหมคะ?" ดวงตาของหลิวหรูเยียนเป็นประกายวิบวับ
"นี่กี่โมงเอง ธนาคารยังไม่เปิดหรอก รอธนาคารเปิดค่อยไปดีกว่าไหม?"
"ก็ได้ค่ะ!"
หนิงลั่วฉวนเห็นว่ายังเช้าอยู่ และรถก็จอดในมุมอับสายตากล้องวงจรปิดพอดี เลยนึกอยากเล่นจ้ำจี้กับหลิวหรูเยียนขึ้นมา
หลิวหรูเยียนทำท่าอิดออดแต่ก็ยินยอม "ตรงนี้มันแคบไป ไปเบาะหลังดีกว่าไหมคะ?"
"ตามใจคุณเลย!"
และหลังจากนั้น... ก็ไม่มี 'หลังจากนั้น' อีก เพราะแผ่นหลังของหลิวหรูเยียนติดหนึบกับเบาะหนังไปเรียบร้อย
กาวตราช้างของไอ้เด็กอ้วนหนิงซีช่างมีประสิทธิภาพเหลือร้าย แผ่นหลังเปลือยเปล่าของหลิวหรูเยียนผสานเป็นเนื้อเดียวกับเบาะหนังจนแยกไม่ออก
ไม่มีเวลามาสงสัยว่ากาวมาจากไหน หนิงลั่วฉวนลนลานจะโทรเรียก 120 (รถพยาบาล) แต่หลิวหรูเยียนรีบห้ามไว้
"อย่าโทรนะ! ฉันโป๊อยู่แบบนี้ อายเขาตายเลย!"
กว่าหนิงลั่วฉวนจะนึกขึ้นได้ว่าร้านฮาร์ดแวร์น่าจะมีน้ำยาล้างกาวขาย ก็กินเวลาไปพักใหญ่ เขาจึงรีบขับรถบึ่งไปทันที
โชคดีที่รถตู้มีม่านบังตาปิดมิดชิด หลิวหรูเยียนจึงไม่ต้องโชว์หนังสดกลางถนน
หลังจากตระเวนหาอยู่หลายร้าน ในที่สุดหนิงลั่วฉวนก็ได้น้ำยาล้างกาวที่สามารถละลายกาวตราช้างชนิดนี้ได้
แม้กาวตราช้างจะไม่มีกลิ่น แต่น้ำยาล้างกาวกลับมีกลิ่นฉุนกึก หลิวหรูเยียนสำลักควันจนไอโขลก ไอขาก แทบจะอาเจียนออกมา
หนิงลั่วฉวนเองก็อาการไม่ต่างกัน คลื่นไส้จนแทบทนไม่ไหว
ในที่สุดหลิวหรูเยียนก็หลุดออกมาจากเบาะจนได้ แต่เพราะโดนน้ำยาล้างกาวกัดผิวหนัง แผ่นหลังของเธอจึงเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ผื่นแดงขึ้นเต็มไปหมด บางจุดหนังถลอกจนเลือดซึม
ผมบางส่วนของเธอก็ติดอยู่กับเบาะ บางส่วนจับตัวเป็นก้อนแข็ง ทรงผมที่บรรจงเซตมาอย่างดีพังพินาศย่อยยับ
เบาะหนังด้านหลังก็ทำปฏิกิริยากับน้ำยาจนด่างดวงขาวๆ ดำๆ แถมยังขาดวิ่น ดูไม่จืดเลยทีเดียว
หนิงลั่วฉวนโกรธจัด เขาพินิจดูขวดกาวอยู่นาน นึกถึงตำแหน่งที่นั่งของเด็กๆ เมื่อเช้า ก็มั่นใจว่าไอ้ของพรรค์นี้ต้องเป็นของหนิงซีแน่ๆ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสอบสวนเรื่องนั้น สิ่งสำคัญคือต้องรีบพาหลิวหรูเยียนไปทำแผลที่ห้องฉุกเฉิน
ปรากฏว่ายังไม่ทันจะขับรถออกจากลานจอดรถ เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากครูประจำชั้นของหมี่เจียวเจียว แจ้งว่าหมี่เจียวเจียวไม่สบายขอกลับบ้านไปพักผ่อน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามตามมารยาทว่าจะให้ไปรับไหม
พอหมี่เจียวเจียวปฏิเสธ เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ระหว่างที่รอหมอทำแผลให้หลิวหรูเยียน หนิงลั่วฉวนก็ได้รับสายจากครูประจำชั้น 'เหล่าหม่า' อีกครั้ง แจ้งข่าวร้ายว่าหนิงหลินเป็นลมหมดสติ กำลังถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล
หนิงลั่วฉวนตกใจแทบสิ้นสติ มารู้ทีหลังว่าหนิงหลินเป็นลมเพราะท้องเสียรุนแรงจนร่างกายขาดน้ำ ค่อยเบาใจลงหน่อย
พอหนิงหลินมาถึง หนิงลั่วฉวนก็รีบไปดูอาการ พบสภาพลูกสาวเปรอะเปื้อนไปด้วย 'ของเสีย' หน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ นอนนิ่งอยู่บนเปลพยาบาล
หลังจากตรวจอาการและซักถามครูที่มาด้วย แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าเกิดจากภาวะขาดน้ำเนื่องจากท้องร่วง จึงรีบให้น้ำเกลือและยาแก้ท้องเสียทางเส้นเลือด
เมื่อเห็นพ่อเด็กมาแล้ว เหล่าหม่าก็คุยกับหนิงลั่วฉวนสองสามประโยคแล้วขอตัวกลับ
การทำแผลที่หลังของหลิวหรูเยียนต้องใช้เวลานาน พอลูกตื่นขึ้นมา หนิงลั่วฉวนจึงต้องเฝ้าไข้อยู่คนเดียว
ไม่นึกเลยว่าพอลูกสาวหยุดร้องไห้ คำถามแรกที่ถามคือแม่ไปไหน
เรื่องพรรค์นี้จะให้อธิบายละเอียดยิบก็กระไรอยู่ เขาได้แต่ตอบเลี่ยงๆ ว่าแม่บาดเจ็บนิดหน่อย กำลังทำแผลอยู่ห้องข้างๆ
เห็นหนิงหลินทำหน้ากังวล เขาจึงรีบเสริม "ไม่เป็นไรมากหรอก แค่ใส่ยาฆ่าเชื้อนิดหน่อยเอง!"
ตัดภาพมาที่หมี่เจียวเจียว คนขับแท็กซี่เหยียบคันเร่งมิด ขับตามรถพยาบาลมาติดๆ
พอเห็นหมี่เจียวเจียวลงจากรถ คนขับแท็กซี่ก็ไม่คิดเงินสักบาท รีบบึ่งรถหนีออกจากโรงพยาบาลหายลับไปในพริบตา
หมี่เจียวเจียวคาดการณ์ว่าในเมื่อหนิงหลินถูกส่งตัวมาโรงพยาบาล 'พ่อราคาถูก' ของเธอก็น่าจะมาดูอาการด้วย เธอเลยตามรถพยาบาลมาเผื่อฟลุค
หมี่เจียวเจียวแอบซุ่มดูอยู่หน้าโรงพยาบาลพักใหญ่ก็ไม่เห็นรถตู้ของที่บ้าน เลยตัดสินใจลงไปสำรวจลานจอดรถชั้นใต้ดิน
เมื่อคืนหนิงลั่วฉวนกับหลิวหรูเยียนวางแผนจะไปเอาของจากตู้เซฟที่บริษัทวันนี้ เมื่อเช้าเธอก็เห็นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบอยู่บนรถ แสดงว่าพวกเขาน่าจะขนเงินมาวันนี้แหละ
เวลานี้พวกเขาอาจจะยังไม่ได้เอาเงินไปฝาก แล้วต้องรีบมาดูอาการหนิงหลินที่โรงพยาบาลก่อน
หารู้ไม่ว่ารถของที่บ้านมาจอดรออยู่ที่โรงพยาบาลตั้งนานแล้ว
เธอวิ่งเข้าห้องน้ำก่อนเป็นอันดับแรก พอออกมา ชุดนักเรียนที่เป็นเอกลักษณ์ก็หายไป กลายเป็นชุดสีดำทะมึนของป้าจางแม่บ้านเก่าที่ทิ้งไว้ ซึ่งเธอเอาออกมาจากในมิติ
หมี่เจียวเจียวตัวสูงถึง 170 เซนติเมตร ถือว่าสูงมากสำหรับผู้หญิง พอใส่เสื้อผ้าของป้าจางที่ตัวเล็กกว่า มันเลยดูเต่อๆ ฟิตๆ แปลกตาพิลึก
เพื่อไม่ให้ใครจำได้ เธอสวมหมวกแก๊ปสีดำที่เก็บมาจากไหนก็ไม่รู้ ปิดแมสก์ แถมยังหาแว่นกันแดดสีดำทรงเฉี่ยวมาใส่เพิ่มอีก
แม้แต่รองเท้าก็เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบสีดำธรรมดาๆ
เครื่องแต่งกายพร้อมสรรพ เธอหลบมุมกล้องวงจรปิด เดินลงบันไดหนีไฟไปยังลานจอดรถชั้นใต้ดิน
ค้นหาชั้น B1 จนทั่วก็ไม่เจอ ลงไปชั้น B2 เดินหาอยู่ตั้งนานก็ยังไม่พบวี่แวว
หมี่เจียวเจียวเริ่มสงสัยว่ารถอาจจะไม่ได้จอดชั้นใต้ดิน หรือไม่พ่อราคาถูกก็ยังไม่มา กำลังจะถอดใจกลับบ้าน สายตาก็เหลือบไปเห็นรถตู้ของที่บ้านจอดหลบมุมอยู่เงียบๆ
หมี่เจียวเจียวดีใจจนเนื้อเต้น มองซ้ายมองขวาแน่ใจแล้วว่ากล้องวงจรปิดส่องเห็นแค่หน้ารถ
เธอนึกขึ้นได้ว่าตอนกวาดของจากตู้เซฟในห้องนอนใหญ่ มีพวงกุญแจรถพวงใหญ่ติดมาด้วย น่าจะมีกุญแจรถคันนี้รวมอยู่ด้วย
กำลังจะหยิบกุญแจออกมาไขประตูรถ เธอก็ชะงักกึก
"ไม่ได้การละ!"
หมี่เจียวเจียวคิดในใจ "ถ้าพ่อราคาถูกเช็กกล้องวงจรปิดแล้วเห็นว่ารถถูกไขด้วยกุญแจ เขาต้องสงสัยว่าฉันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ๆ"
เธอจึงตัดสินใจควานหา 'ค้อนทุบกระจก' ในมิติออกมา "โชคดีที่ในกล่องเครื่องมือที่บ้านมีค้อนทุบกระจกติดมาด้วย ไม่งั้นต่อให้เจารถก็ทำอะไรไม่ได้"
เสียงค้อนทุบกระจกดัง "เพล้ง" เบาๆ กระจกหน้ารถร้าวทั้งบาน เศษกระจกแตกร่วงกราวลงมา เธอเอื้อมมือเข้าไปเก็บเศษกระจกทั้งหมดเข้ามิติไป
หมี่เจียวเจียวมือเบามาก กระจกแตกละเอียดแต่สัญญาณกันขโมยกลับไม่ดังสักแอะ
หลังจากเคลียร์กระจกหลังจนโล่ง เธอปีนเข้าไปในห้องโดยสาร เอื้อมมือไปคลำหากระเป๋าเดินทางสองใบนั้น พอสัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่หนักอึ้ง เธอก็ยิ้มแก้มปริ... เงินยังอยู่ครบ!
ไม่มีเวลามาเปิดดู หมี่เจียวเจียวจัดการเก็บกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบเข้ามิติ แล้วค่อยๆ ปีนออกมาอย่างเงียบเชียบ
เธอวิ่งกลับไปที่ห้องน้ำอีกครั้ง เปลี่ยนชุดเป็นเสื้อเชิ้ตที่พ่อราคาถูกยังไม่เคยแกะกล่อง สวมทับด้วยเสื้อสูทของคนขับรถเก่าที่มีกลิ่นบุหรี่หึ่งติดอยู่
หมี่เจียวเจียวเดินออกจากห้องน้ำในสภาพผู้ชายร่างผอมเกร็ง
คราวนี้เธอไม่กล้าใช้แอปเรียกรถ แต่เดินไปโบกแท็กซี่หน้าโรงพยาบาลมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมือง จากนั้นก็ต่อแท็กซี่อีกคันไปลงห้างสรรพสินค้าใกล้บ้าน แวะเปลี่ยนชุดในห้องน้ำห้าง แล้วค่อยนั่งแท็กซี่กลับบ้านเป็นทอดสุดท้าย
เมื่อกลับถึงบ้าน วิลล่าเงียบกริบไร้ผู้คน
หมี่เจียวเจียวกลับเข้าห้องนอน เริ่มตรวจนับของที่ได้มาวันนี้
กระเป๋าใบแรกอัดแน่นไปด้วยปึกเงินสดที่ยังไม่แกะสายรัด หมี่เจียวเจียวมองผ่านๆ อย่างไม่สนใจไยดี แล้วโยนกลับเข้ามิติ ส่วนอีกใบ นอกจากเงินสดแล้ว ยังมีกล่องไม้โบราณใบหนึ่งวางอยู่
หมี่เจียวเจียวตาลุกวาว นี่น่าจะเป็นกำไลหยกอีกวงที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูลหมี่
เปิดกล่องออกดู... กำไลหยกสีเขียวมรกตใสกระจ่างวางสงบนิ่งอยู่บนเบาะกำมะหยี่สีแดงตามคาด
ด้วยความตื่นเต้น หมี่เจียวเจียวใช้เข็มกลัดจิ้มปลายนิ้ว หยดเลือดสดๆ ลงไปบนตัวกำไล
พริบตาเดียว กำไลหยกก็อันตรธานหายไป หมี่เจียวเจียวรีบตรวจสอบมิติ แต่พบว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
"หรือว่านี่จะเป็นแค่กำไลหยกธรรมดา?" หมี่เจียวเจียวพึมพำกับตัวเอง
"ไม่สิ! กำไลหยกธรรมดาที่ไหนจะหายวับไปทันทีที่โดนเลือด!"
เธอลองหยิบของเข้าๆ ออกๆ จากมิติ พยายามหาความผิดปกติ
ง่วนอยู่พักใหญ่ก็ไม่พบความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย
เห็นว่าเลยเที่ยงมานานแล้ว ท้องเริ่มประท้วง เธอจึงหยิบซูชิภูเขาไฟจากในมิติออกมาโซบ
พอกินอิ่มก็นึกขึ้นได้ว่ามีน้ำผลไม้อยู่ขวดหนึ่งในตู้เย็นชั้นล่าง เลยกะว่าจะลงไปหยิบมากิน
ทันใดนั้น... ภาพเบื้องหน้าก็พร่ามัว รู้สึกตัวอีกที เธอก็มายืนอยู่หน้าตู้เย็นเสียแล้ว
หมี่เจียวเจียวยืนงงเป็นไก่ตาแตก
"ความจำเสื่อมชั่วคราวหรือเปล่าเนี่ย? ลืมไปเลยว่าเดินลงมาตอนไหน?"
"เมื่อกี้ยังอยู่ในห้องนอนอยู่เลย ทำไมโผล่มาห้องครัวได้ล่ะ?"
"หรือว่า... ฉันเดินทะลุกำแพงได้? แค่คิดจะกลับห้องนอนก็กลับได้เลยเหรอ?"
วินาทีต่อมา หมี่เจียวเจียวถึงกับหลุดปากอุทาน "เชี่ย!" เมื่อเธอวาร์ปกลับมายืนอยู่ที่เดิมในห้องนอนอย่างน่าอัศจรรย์
"ต้องเป็นเพราะกำไลหยกแน่ๆ!" หมี่เจียวเจียวตื่นเต้นจนตัวสั่น เธอนึกย้อนไปถึงชาติก่อน หนิงหลินเคยปลุกพลัง 'เทเลพอร์ต' ขึ้นมาได้ ซึ่งช่วยให้รอดตายมานับครั้งไม่ถ้วน แถมยังไต่เต้าขึ้นไปเป็นระดับสูงในฐานผู้รอดชีวิต ดูท่าแล้ว หนิงหลินน่าจะได้พลังนี้มาจากกำไลหยกวงนี้นี่เอง
ยัยนั่นเคยมาเย้ยหยันเธอไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง "ฉันเป็นผู้มีพลังพิเศษ ส่วนแก... คุณหนูหมี่เจียวเจียว ตอนนี้แกมันก็แค่ขยะ! มาเป็นหมาเลียเท้าฉันสิ เดี๋ยวฉันจะแบ่งเศษอาหารให้..."
ตอนนั้นหมี่เจียวเจียวหยิ่งในศักดิ์ศรี ยอมตายดีกว่ายอมก้มหัวให้ศัตรู โชคดีที่มีมิติเก็บของช่วยชีวิต และโชคดีที่ไม่ได้บอกใคร ทำให้เธอรอดตายมาได้ในยุคข้าวยากหมากแพง
พอย้อนกลับไปคิด หนิงหลินคงไม่ได้อยากให้เธอตายเร็วๆ หรอก แต่อยากทรมานให้ตายทั้งเป็นมากกว่า
ต้องยอมรับว่าในวันสิ้นโลก หนิงหลินทำสำเร็จ... หมี่เจียวเจียวตาย และตายอย่างอนาถเสียด้วย
หมี่เจียวเจียวสูดหายใจลึก สงบสติอารมณ์
ดูเหมือนว่าหนิงหลินจะไม่ได้ "ปลุกพลัง" อะไรทั้งนั้น แต่ยัยนั่นบังเอิญหรือตั้งใจเอาเลือดไปโดนกำไลหยกประจำตระกูลหมี่ จนได้พลัง "เทเลพอร์ต" มาครองต่างหาก
"ว่าแล้วเชียว! คนธรรมดาอย่างหนิงหลินจะเป็นผู้มีพลังพิเศษหนึ่งในล้านได้ยังไง? ที่แท้ก็ขโมยสมบัติบรรพบุรุษฉันไปนี่เอง"
แต่แล้วความสงสัยก็ผุดขึ้นมาอีก "ทำไมแม่ไม่เคยบอกเลยว่ากำไลนี่มันมีเป็นคู่? หรือว่าแม่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน?"
เลิกคิดเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้ หมี่เจียวเจียวเริ่มทดลองใช้พลัง 'เทเลพอร์ต' แวบไปแวบมาทั่วบ้านอย่างสนุกสนาน
เดี๋ยวก็วาร์ปไปห้องใต้ดินไปแทงพูลเล่น เดี๋ยวก็วาร์ปเข้าไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า แล้วก็แวบไปโผล่ในห้องหนิงหลินเผื่อจะเจอของดีอะไรบ้าง
เล่นเพลินไปสักพัก หมี่เจียวเจียวเริ่มรู้สึกแปลกๆ... ทำไมหิวอีกแล้วล่ะเนี่ย?
ที่โรงพยาบาล หนิงหลินอาการดีขึ้นมากหลังจากได้รับน้ำเกลือ หลิวหรูเยียนก็มาอยู่เป็นเพื่อนลูก แต่สภาพหลิวหรูเยียนดูไม่จืด แผ่นหลังระบมจนต้องนิ่วหน้าทุกครั้งที่ขยับตัว
แถมกลิ่นฉุนของน้ำยาล้างกาวยังทำให้เธอไอไม่หยุด ยิ่งไอก็ยิ่งกระเทือนแผลที่หลัง ทรมานสังขารสุดๆ
หลังจากเข้าห้องน้ำไปอีกสองสามรอบ หนิงหลินก็เริ่มหายปวดท้องและหยุดถ่าย จึงบอกพ่อว่าอยากกลับบ้าน
หมอมาตรวจดูอาการแล้วเห็นว่าไม่น่าเป็นห่วง หนิงลั่วฉวนจึงไปจ่ายเงิน เตรียมพาลูกเมียกลับบ้าน
ทันทีที่เปิดประตูรถ เขาก็รู้สึกผิดปกติ... ทำไมเสียงข้างนอกมันดังเข้ามาในรถขนาดนี้?
เขานึกถึงกระเป๋าเงินสองใบในกระโปรงหลัง หันขวับไปมอง แล้วก็ต้องช็อกตาตั้งกับภาพที่เห็น... กระจกหลังหายไปทั้งบาน!
เขาลนลานวิ่งไปท้ายรถ ประตูท้ายไฟฟ้าค่อยๆ ยกตัวขึ้น หนิงลั่วฉวนกรีดร้องโหยหวน
"ม่ายยยยย—!"
หนิงหลินกับแม่ที่เดินตามมาทีหลังได้ยินเสียงร้องก็รีบวิ่งตามมา "คุณคะ! พ่อ! เกิดอะไรขึ้น?"
ตาของหนิงลั่วฉวนแดงก่ำเหมือนจะถลนออกมา "หาย... กระเป๋าเงินหายไปแล้ว..."
หลิวหรูเยียนกรี๊ดลั่น พุ่งเข้าไปดู เห็นแต่รูโหว่ขนาดใหญ่ที่กระจกหลัง และความว่างเปล่าตรงที่ที่เคยมีกระเป๋าเงินวางอยู่
"คุณคะ! แล้วเราจะทำยังไงกันดี?"
ส่วนหนิงหลินยืนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจว่าพ่อกับแม่จะฟูมฟายอะไรกันนักหนากับแค่กระจกรถแตก
หนิงลั่วฉวนหอบหายใจถี่ กัดฟันกรอด "แจ้งตำรวจ!"
ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว "ใครเป็นคนแจ้งความครับ?" นายตำรวจหัวหน้าชุดเอ่ยถาม
หนิงลั่วฉวนเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่านายตำรวจคนนั้นคือคนกันเอง... หลินชิงหัว ผู้รับผิดชอบคดีโจรกรรมที่วิลล่าของเขานั่นเอง
"สวัสดีครับสารวัตรหลิน! ผมเองครับ!"