- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนยาก พลิกชะตาด้วยมานะตน
- บทที่ 400 - บุกฝ่าด้วยโทสะ
บทที่ 400 - บุกฝ่าด้วยโทสะ
บทที่ 400 - บุกฝ่าด้วยโทสะ
บทที่ 400 - บุกฝ่าด้วยโทสะ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
แม้แต่คุณหนูรองจานก็ยังไม่อาจสร้างรากฐานตามธรรมชาติได้
คุณหนูรองพยายามสร้างรากฐานตามธรรมชาติแต่ล้มเหลว หลังจากกินยาเม็ดสร้างรากฐานไปครึ่งเม็ดถึงจะสามารถสร้างรากฐานได้สำเร็จ
สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การกินยาเม็ดสร้างรากฐานหนึ่งเม็ดแล้วสามารถสร้างรากฐานได้สำเร็จ ก็นับว่ามีพรสวรรค์ไม่เลวแล้ว
จานอิงลั่วหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงแฝงความนัยอันลึกซึ้ง
"ดังนั้นข้าก็เลยอยากจะรู้จริงๆ ว่าการที่นางพึ่งพาเพียงกำลังของตนเองเช่นนี้ จะสามารถเดินไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน"
เรือเหาะแล่นอยู่บนทะเลหลายวันและกลับมาถึงเกาะซานหูได้อย่างราบรื่น
เมื่อคนอื่นๆ เห็นคนตระกูลเฉิงเดินลงมาจากเรือเหาะของตระกูลจาน ต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป
ตระกูลเฉิงไปเกาะเกี่ยวต้นไม้ใหญ่อย่างตระกูลจานตั้งแต่เมื่อใดกัน
หลังจากนั้นข่าวเรื่องเฉิงชิงเจียแต่งเข้าตระกูลของคุณหนูสามจานก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว คนที่เข้าร่วมงานประลองล่าสัตว์ในห้าเกาะแดนใต้แทบทุกคนล้วนได้ยินเรื่องนี้กันถ้วนหน้า
เฉิงซางหลิงมาถึงเกาะซานหูได้หลายวันแล้ว ตอนที่ได้ยินข่าวนี้ เขากำลังจิบชากับสหายเก่าอยู่ พอได้ฟังสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
"เหลวไหลสิ้นดี ชิงเจียไปรับปากเรื่องบ้าบอเช่นนี้ได้อย่างไร"
สหายเก่ามีท่าทีอึกอัก "เรื่องราวก็เป็นที่แน่นอนไปแล้ว คิดในแง่ดีสิ หากมีตระกูลจานคอยหนุนหลัง ตระกูลหลิวก็จะต้องระมัดระวังตัวในการทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน"
"อย่างนั้นก็ไม่ได้ ตระกูลเฉิงสายหลักของข้าเดิมทีก็มีทายาทเบาบางอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งเหลือเพียงชิงเจียแค่คนเดียว เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางยอมเด็ดขาด"
เฉิงซางหลิงโกรธจัด เขาวางถ้วยชาลงแล้วเตรียมจะไปถกเถียงกับตระกูลจานหมายจะล้มเลิกงานแต่งนี้ให้จงได้
ตอนที่ผู้นำตระกูลจานรู้เรื่องนี้ ภายในใจเขาก็รู้สึกขัดเคืองเช่นกัน จึงเรียกจานอิงลั่วมาพบ
"เรื่องของเฉิงชิงเจียมันเป็นอย่างไรกันแน่"
"ก็เป็นอย่างที่ท่านได้ยินนั่นแหละเจ้าค่ะ"
จานอิงลั่วมีสีหน้าเรียบเฉย "ท่านปู่เจ็ด นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า ข้าคิดว่าคงไม่จำเป็นต้องรายงานท่านกระมัง"
จานซือหมิงมองนางด้วยสายตาลึกล้ำ "เจ้าเป็นคนตระกูลจาน ทุกคำพูดและการกระทำของเจ้าล้วนเป็นตัวแทนของตระกูลจาน ด้วยชาติตระกูลและพรสวรรค์ของเจ้า เจ้าสมควรจะได้แต่งงานไปอยู่ที่เกาะผิงเฟิงถึงจะถูก"
จานอิงลั่วก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแววตาเย้ยหยันเอาไว้ เหตุใดนางจะต้องแต่งงานไปเกาะผิงเฟิงเพื่อแสวงหาทรัพยากรให้ตระกูลด้วยเล่า
นางนี่แหละจะก้าวไปอย่างสง่าผ่าเผยด้วยตัวของนางเอง
ยิ่งไปกว่านั้นหากพูดกันตามตรง เกาะผิงเฟิงก็เป็นเพียงเกาะขนาดกลางเท่านั้น ห่างชั้นจากเกาะขนาดใหญ่และเกาะบรรพชนอยู่มาก ยิ่งไม่ต้องไปเทียบกับเกาะเผิงไหลอันเป็นหนึ่งในสามเกาะเซียนเลย
การที่มีพี่สาวแท้ๆ ที่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์เกาะเผิงไหลเปล่งประกายอยู่เบื้องหน้า นางจะยินยอมหยุดอยู่แค่เกาะผิงเฟิงได้อย่างไร
จานซือหมิงเห็นนางไม่ตอบ จึงผ่อนน้ำเสียงให้อ่อนลง
"ฉวยโอกาสตอนนี้ที่ตระกูลจานยังไม่ได้ออกหน้าตอบรับเรื่องนี้ รีบออกไปอธิบายให้ชัดเจนเสีย ว่าเรื่องการแต่งเข้าตระกูลเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น"
"ข้าจะไม่อธิบายอะไรทั้งนั้น และอีกไม่กี่วันข้าก็จะเดินทางไปเกาะผิงเฟิงแล้ว โดยจะพาเฉิงชิงเจียไปด้วย"
จานอิงลั่วเอ่ยเสียงเรียบ เดิมทีนางตั้งใจจะฉวยโอกาสตอนที่ออกทะเลเพื่อเอาของสิ่งนั้นมา
ทว่าเฉิงชิงเจียกลับต่อต้านรุนแรงเกินไป นางจึงไม่ได้บีบคั้นให้หนักนัก
ยามนี้บนเกาะซานหูมีผู้คนพลุกพล่านปะปนกันไปหมด ไม่สะดวกที่จะลงมือ
รอให้เดินทางไปไกลจากที่นี่แล้ว นางก็มีเวลาเหลือเฟือที่จะเอาของสิ่งนั้นมาให้จงได้
ดวงตาของจานซือหมิงฉายแววเย็นชา "การที่เจ้าไม่เห็นแก่ส่วนรวมเพื่อความปรารถนาส่วนตัวเช่นนี้ หากเทียบกับพี่สาวของเจ้าแล้ว ช่างห่างชั้นกันเหลือเกิน"
รอยยิ้มบนใบหน้าของจานอิงลั่วยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คำพูดพรรค์นี้นางได้ยินมาตั้งแต่เล็กจนโต จนไม่อาจสร้างความหวั่นไหวใดๆ ในใจนางได้อีกแล้ว
ในเมื่อพรสวรรค์ของนางสู้พี่สาวไม่ได้ นางก็จะพยายามให้มากกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่า
นอกจากการบำเพ็ญเพียรแล้ว นางยังศึกษาทั้งเรื่องยันต์และวิถีแห่งโอสถ หลายสิบปีมานี้ทำตัวราวกับวันเดียว ไม่เคยกล้าเกียจคร้านเลยแม้แต่น้อย
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น ทุกคนก็ยังคงมองเห็นเพียงพี่สาวที่เปล่งประกายดุจดวงอาทิตย์อยู่ดี
ยามเอ่ยถึงคุณหนูสามจานอย่างนาง ก็ทำได้เพียงบอกว่า นางคือน้องสาวของจานเสวียนจี
ความพยายามและความทุ่มเทของนาง เมื่ออยู่ภายใต้แสงสว่างอันเจิดจ้าของพี่สาว กลับกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าไปเสียสิ้น
จานอิงลั่วพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "ข้าย่อมสู้ท่านพี่ไม่ได้อยู่แล้ว"
เมื่อจานซือหมิงเห็นนางดื้อดึงถึงเพียงนี้ ก็หมดอารมณ์จะเกลี้ยกล่อมอีก "เส้นทางที่เจ้าเลือกเอง วันหน้าก็อย่าได้มาเสียใจภายหลังก็แล้วกัน"
กล่าวจบ เขาก็ขี้เกียจจะพูดอะไรกับนางอีก จึงโบกมือไล่ให้นางออกไป
หลังจากจานอิงลั่วจากไปได้ไม่นาน ก็มีเสียงอันกึกก้องและทรงพลังดังขึ้น "จานซือหมิง ออกมาเดี๋ยวนี้"
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ตอนแรกจานซือหมิงก็ตกใจ ทว่าพอคิดถึงสถานะและช่องว่างระหว่างระดับพลังของทั้งสองคนในตอนนี้ ความกล้าหาญก็พวยพุ่งขึ้นมาทันที
เขายังไม่ได้ไปหาเรื่องเฉิงซางหลิงเลย อีกฝ่ายกลับกล้ามาหาเรื่องถึงที่เชียวหรือ
เขาก้าวพรวดออกไปและเงยหน้ามองเฉิงซางหลิงที่ลอยอยู่กลางอากาศ "เจ้าช่างขวัญกล้านัก ถึงกับกล้าบุกรุกตระกูลจานของข้าเชียวหรือ"
"ข้ามีอะไรต้องกลัวเล่า ตระกูลจานของพวกรังแกกันเกินไปแล้ว ตระกูลเฉิงของข้าในยามนี้แม้จะตกต่ำลง ทว่าก็ใช่ว่าใครหน้าไหนก็สามารถมาเหยียบย่ำได้"
หน้าอกของเฉิงซางหลิงกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ในตอนที่เขายังเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณ ความห่างชั้นระหว่างตระกูลเฉิงกับตระกูลจานยังไม่ได้มากมายถึงเพียงนี้
หลายปีมานี้ตระกูลเฉิงขาดแคลนผู้สืบทอดและตกต่ำลงทุกวัน
ในทางกลับกัน นับตั้งแต่ตระกูลจานให้กำเนิดผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิดขึ้นมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเกาะซานหูในปัจจุบัน ความห่างชั้นของทั้งสองตระกูลจึงค่อยๆ กว้างขึ้น
จานซือหมิงแค่นเสียงเยาะ "ข้าไปเหยียบย่ำตระกูลเฉิงของเจ้าตอนไหนกัน หลานชายของเจ้าแต่งเข้าตระกูลจานของข้า เห็นได้ชัดว่าฝั่งตระกูลข้าเสียเปรียบมากกว่าเสียด้วยซ้ำ"
โดยเฉพาะจานอิงลั่วผู้ไม่เอาถ่านคนนั้น เพื่อช่วยเหลือตระกูลเฉิง ถึงขั้นลงมือใช้เรือเหาะระดับสามโดยไม่รู้จักหนักเบา
ตระกูลเฉิงไม่สำนึกบุญคุณก็แล้วไปเถอะ ทว่าเฉิงซางหลิงผู้นี้กลับยังมีหน้ามาตั้งคำถามกับเขาอีกหรือ
เฉิงซางหลิงสูดหายใจลึกหลายครั้ง เพื่อพยายามกดข่มเพลิงโทสะในอก "เรื่องแต่งเข้าตระกูลนี้ ข้าไม่เห็นด้วย"
จานซือหมิงคิดในใจอย่างเย็นชาว่า ไม่ใช่แค่เจ้าที่ไม่เห็นด้วย ตัวเขาเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกัน
ทว่าจานอิงลั่วดื้อดึงยึดติดในความคิดของตนเองถึงเพียงนั้น เขาก็ทำได้เพียงบีบจมูกยอมรับไปเท่านั้น
"ข้าขอเตือนเจ้าด้วยความหวังดี ค่ายกลป้องกันได้เปิดใช้งานอัตโนมัติแล้ว หากเจ้ายังไม่ไปอีก เกรงว่าจะสายเกินไปแล้ว"
สิ้นเสียงของเขา เฉิงซางหลิงก็สัมผัสได้ถึงพลังผูกมัดที่แผ่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทาง
ใจของเขากระตุกวูบ รู้ตัวว่าควรจะไปได้แล้ว
ทว่าเขามักจะเป็นคนมีเหตุผลมาโดยตลอด แต่วันนี้ภายในอกกลับคล้ายมีก้อนความโกรธแค้นอันชั่วร้ายอุดตันอยู่ กดทับจนเขาไม่อาจก้าวเท้าเดินจากไปได้
เขาสูดหายใจเข้าลึกและเริ่มรับมือกับค่ายกล
ทว่าค่ายกลของตระกูลจาน ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำเพียงคนเดียวจะสามารถต่อกรด้วยได้อย่างไร
เฉิงซางหลิงถลำลึกลงไปในค่ายกล เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป เขาก็เริ่มรับมือไม่ไหว บนร่างปรากฏบาดแผลเพิ่มขึ้นอีกหลายรอย
จานซือหมิงมองดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสายตาเย็นชา ภายในใจก็แอบตกตะลึงอยู่บ้าง
อีกฝ่ายมีเพียงระดับพลังแก่นทองคำช่วงกลาง ทว่ากลับสามารถหยัดยืนอยู่ในค่ายกลได้นานถึงหนึ่งก้านธูป ดูเหมือนหลายปีมานี้เฉิงซางหลิงจะไม่ได้ละเลยการบำเพ็ญเพียรของตนเองเลย
เพียงแต่ผู้ที่บุกรุกตระกูลจานของเขา ย่อมต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป
มิเช่นนั้นหากข่าวลือแพร่ออกไป ผู้ใดก็สามารถมาก่อกวนตระกูลจานของเขาได้ไม่ใช่หรือ
ในขณะที่สถานการณ์ของเฉิงซางหลิงเริ่มยากลำบากยิ่งขึ้น ค่ายกลที่สว่างไสวเหนือตระกูลจานก็ดึงดูดความสนใจจากผู้อื่นได้
"เหตุใดค่ายกลป้องกันของตระกูลจานถึงเปิดใช้งานเล่า หรือว่าจะมีคนบุกรุกตระกูลจาน"
"ผู้ใดกันที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าถึงเพียงนี้ ไม่รักตัวกลัวตายแล้วหรือ"
ผู้คนต่างประหลาดใจและพากันเงยหน้ามองไปยังชายกลางอากาศ เมื่อจำได้ว่าผู้ที่ติดอยู่ในค่ายกลคือผู้นำตระกูลเฉิง สีหน้าของแต่ละคนก็ดูพิลึกพิลั่นขึ้นมาทันที
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น ไม่ใช่ว่าตระกูลเฉิงแต่งเข้าตระกูลจานหรอกหรือ ดูจากตอนนี้แล้วคล้ายว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่"
ทันทีที่เฉิงชิงเจียก้าวเข้ามาในตระกูลจาน เขาก็ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบด้าน
เขาเงยหน้าขึ้นมองทันทีและจดจำร่างอันคุ้นเคยกลางอากาศนั้นได้ในปราดเดียว
เมื่อเห็นสีเลือดอันสว่างวาบบนร่างนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่ดวงตาจะแดงก่ำและกำหมัดแน่น
"ท่านปู่"
สวีชุนเหนียงมองตามเสียงไป ผู้ที่ถูกขังอยู่ในค่ายกลกลางอากาศ ก็คือเฉิงซางหลิงนั่นเอง
[จบแล้ว]