- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนยาก พลิกชะตาด้วยมานะตน
- บทที่ 370 - พายุฝนกำลังจะมา
บทที่ 370 - พายุฝนกำลังจะมา
บทที่ 370 - พายุฝนกำลังจะมา
บทที่ 370 - พายุฝนกำลังจะมา
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ข่งฮวนได้ยินว่าศิษย์พี่กำลังจะทะลวงระดับพลัง ก็ดีใจแทนเขายกใหญ่ รีบหยิบหินบันทึกภาพสามก้อนออกมาส่งให้
"ศิษย์พี่ การต่อสู้เมื่อครู่ของท่าน ข้าช่วยบันทึกไว้ให้แล้วจากหลายมุมมอง ท่านเอาไปดูระหว่างปิดด่านได้นะขอรับ"
"หายากนะเนี่ยที่เจ้าจะใส่ใจขนาดนี้"
จูเก๋ออวิ๋นเลิกคิ้ว รับหินบันทึกภาพมาด้วยอารมณ์ดี "หายากนะเนี่ยที่เจ้าจะใส่ใจขนาดนี้"
ข่งฮวนหัวเราะแหะๆ เขาเองก็เก็บไว้ชุดหนึ่งเหมือนกัน การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องเอาออกมาศึกษาบ่อยๆ
ฟู่อวิ๋นซานร้องเรียนแทนสวีชุนเหนียง "วันก่อนศิษย์น้องสวีสู้ตั้งหลายรอบ ทำไมไม่เห็นเจ้าใช้หินบันทึกภาพบ้างเลย"
ข่งฮวนหน้าเจื่อน "ตอนนั้นข้านึกไม่ถึงนี่นา"
เขาพูดพลางลอบมองสีหน้าของสวีชุนเหนียง พอเห็นนางไม่โกรธถึงได้วางใจ
สวีชุนเหนียงย่อมไม่โกรธเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ยิ่งไปกว่านั้น วันที่ไปหอประลองกับจูเก๋ออวิ๋นตามลำพัง เขาก็บันทึกภาพไว้และมอบให้นางชุดหนึ่งเหมือนกัน
การดูการต่อสู้ของตัวเองจากหินบันทึกภาพ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจริงๆ สามารถมองเห็นจุดบกพร่องบางอย่างได้
จูเก๋ออวิ๋นเกิดความเข้าใจบางอย่าง พอกลับไปถึงก็รีบเข้าปิดด่านทันที ดังนั้นที่ตกลงกันว่าจะไปหุบเขาเลี่ยเฟิงด้วยกัน สุดท้ายจึงเหลือแค่สามคน
พอเดินไปถึงปากทางหุบเขา ข่งฮวนก็ก้าวขาไม่ออก เห็นหมอกดำลึกลับที่สงสัยว่าจะเป็นหมอกกลืนจิต ตาเขาก็ลุกวาว รีบลงมือเก็บเกี่ยวอย่างไม่หยุดหย่อน
เขาไม่เพียงเก็บให้ตัวเอง ยังต้องรับภารกิจเก็บเผื่อศิษย์พี่ด้วย ยุ่งจนหัวหมุน
ข่งฮวนสงสัย "ผู้ฝึกตนในเมืองนี่แปลกคนชะมัด ของดีขนาดนี้ไม่เห็นมีใครกระตือรือร้นมาเก็บกันเลย"
ตามคำบอกเล่าของศิษย์พี่จูเก๋อ หมอกกลืนจิตนี้สามารถกลืนกินจิตสัมผัสของผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำได้สบายๆ
แม้แต่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดหากโดนมันเกาะติดเข้า ก็ยังยุ่งยากไม่น้อย
"พวกเขาติดอยู่ในแดนจอมปลอมมานาน ในฐานะผู้ฝึกตน จริงๆ แล้วได้สูญเสียความมุ่งมั่นในการก้าวหน้าไปหมดแล้ว เหลือเพียงจิตใจแบบปุถุชน"
สวีชุนเหนียงเข้าใจความคิดของคนพวกนั้นดี ระดับพลังไม่พัฒนา ต่อให้มีของวิเศษมากมายไปก็ไร้ประโยชน์
สิ่งที่เรียกว่าแก่นทองคำจอมปลอมก็ไม่ใช่แก่นทองคำที่แท้จริง อายุขัยย่อมไม่เพิ่มขึ้น
แถมคนในเมืองต่างก็รู้ถึงความพิสดารของหมอกดำนี้ดี พอมีการป้องกัน ก็ยากที่จะถูกหมอกดำลอบทำร้ายได้ง่ายๆ
สวีชุนเหนียงมองข่งฮวน "งั้นเจ้าก็ยุ่งอยู่ตรงนี้ก่อนนะ พวกเราสองคนจะเข้าไปในหุบเขา"
"ศิษย์พี่หญิงทั้งสองวางใจเถอะ ไปดีมาดีนะขอรับ"
ข่งฮวนเงยหน้าขึ้นมาโบกมือให้ท่ามกลางความวุ่นวาย แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อทันที
ครั้งนี้ ทั้งสองคนยังคงไม่บุกเข้าไปลึก แต่ค่อยๆ สำรวจพื้นที่รอบนอกอย่างมั่นคง
คนหนึ่งฝึกฝนวิชาสังหาร อีกคนศึกษาวิถีแห่งการหนีเอาตัวรอด ดูเหมือนต่างคนต่างทำ แต่กลับเข้าขากันได้ดี
วิชาพรางกายของฟู่อวิ๋นซานนั้นยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะในสภาพที่มีหมอกดำเช่นนี้
กลิ่นอายของนางถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ราวกับเงาจางๆ สายหนึ่งที่เกาะติดอยู่ด้านหลังสวีชุนเหนียง
นางเฝ้ามองศิษย์น้องสวี จากตอนแรกที่ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามในการจัดการสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง
จนกระทั่งค่อยๆ ชำนาญ หาจุดอ่อนของพวกมันเจอ และใช้เวลาเพียงครึ่งก้านธูป จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารสัตว์ร้ายพวกนั้นขึ้นมาตะหงิดๆ
เจอศิษย์น้องสวีเข้าไป ถือว่าพวกมันซวยแล้วกัน
หลังจากสำรวจพื้นที่รอบนอกไปได้เกือบหมด ข่งฮวนก็จัดการธุระเสร็จสิ้น มารวมตัวกับทั้งสองคนได้อย่างราบรื่น
ด้วยพลังของสามคน เพียงสองวันก็สำรวจพื้นที่รอบนอกส่วนที่เหลือจนครบถ้วน
ข่งฮวนถือกระบี่ท่าทางกระตือรือร้น "รอบนอกสำรวจหมดแล้ว ต่อไปจะบุกเข้าไปข้างในไหมขอรับ"
"ไม่ได้ เจ้าอยู่ที่นี่ ข้ากับศิษย์น้องสวีจะเข้าไปกันสองคน" ฟู่อวิ๋นซานพูดเสียงเข้ม
"ไม่ดีมั้ง ข้าไปคนเดียวดีกว่า"
สวีชุนเหนียงส่ายหน้า แสดงความเห็นต่าง
ข่งฮวนเข้าใจแล้ว แม้ศิษย์พี่หญิงทั้งสองจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ดูเหมือนพวกนางจะไม่ยินดีให้เขาไปด้วยทั้งคู่
เขารู้สึกหดหู่ คิดถึงศิษย์พี่จูเก๋อขึ้นมาตะหงิดๆ ถ้าศิษย์พี่อยู่ ต้องไม่รังเกียจเขา... มั้ง?
ฟู่อวิ๋นซานเถียงไม่ยอมแพ้ สุดท้ายสวีชุนเหนียงก็ทนลูกตื๊อไม่ไหว
นางจนปัญญา "ศิษย์พี่ ข้างในเกรงว่าจะมีสัตว์อสูรระดับแก่นทองคำ ซึ่งต่างจากสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐานอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ข้ายังต้องระวังตัวแจ ท่านจะไปจริงๆ หรือ"
ฟู่อวิ๋นซานหน้าตึง "อย่ามาดูถูกข้านะ"
หลายวันมานี้ นางมีความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับทักษะการซ่อนตัวและการหนีเอาตัวรอดของตัวเอง มั่นใจว่าจะไม่เป็นตัวถ่วงให้สวีชุนเหนียง
"ก็ได้ งั้นไปกันเถอะ"
ร่างของทั้งสองหายลับไปในหุบเขาอย่างรวดเร็ว ทิ้งข่งฮวนผู้ถูกทอดทิ้งให้ยืนเก้ออยู่กับที่
เขาจ้องมองทิศทางที่ทั้งสองจากไปอยู่นาน ไม่ได้บุ่มบ่ามตามเข้าไป แต่ก็ไม่ได้จากไปไหน
เขาถือกระบี่ เดินหาสัตว์ร้ายที่หลงฝูงอยู่รอบนอกเพียงลำพัง ขัดเกลาเพลงกระบี่ของตนไปทีละนิด
การปิดด่านของจูเก๋ออวิ๋น กินเวลาถึงสองเดือนเต็ม
เมื่อเขาออกจากด่าน ไม่เพียงแต่ความเข้าใจในวิถีกระบี่จะก้าวหน้าขึ้น ระดับพลังยังทะลวงขึ้นสู่สร้างรากฐานขั้นเก้าอีกด้วย
เขาออกมาอ่านข้อความที่ทิ้งไว้ รู้ว่าทั้งสามคนอยู่ที่หุบเขาเลี่ยเฟิงตลอดสองเดือนมานี้ จึงมุ่งหน้าออกนอกเมืองไป
เพิ่งเดินเข้าหุบเขามาได้ไม่นาน จูเก๋ออวิ๋นก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ จึงลอบเข้าไปใกล้ตามเสียง ก็พบว่าคนที่กำลังสู้กับสัตว์อสูรอยู่คือข่งฮวน
เขาได้รับบาดเจ็บ สู้กับสัตว์อสูรระดับสร้างรากฐานช่วงปลายสองตัวเพียงลำพัง แต่กลับสู้ได้อย่างสูสี
จูเก๋ออวิ๋นเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ เวลาสั้นๆ แค่สองเดือน ข่งฮวนกลับเลื่อนระดับจากสร้างรากฐานขั้นสามขึ้นมาเป็นสร้างรากฐานช่วงกลางแล้ว
แม้ความก้าวหน้าด้านเพลงกระบี่จะไม่ชัดเจนนัห แต่เพลงกระบี่ของข่งฮวนเน้นความหนักแน่นมั่นคง เปิดกว้างและรุนแรง
สามารถก้าวหน้าได้ขนาดนี้ในเวลาแค่สองเดือน ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ข่งฮวนหูขยับ ฟาดกระบี่สีดำออกไปอย่างแรง สังหารสัตว์อสูรตัวหนึ่ง แล้วหันขวับมามองทิศที่จูเก๋ออวิ๋นซ่อนตัวอยู่อย่างหวาดระแวง
จูเก๋ออวิ๋นเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา ศิษย์น้องคนนี้โง่ก็จริง แต่สัญชาตญาณระวังภัยถือว่าใช้ได้
เขาใช้นิ้วแทนกระบี่ ปล่อยปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรที่เหลือ เฉือนคอหอยของมันเป็นแผลเล็กๆ
สัตว์อสูรยังคงพุ่งตัวไปข้างหน้า แต่รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ หัวก็หลุดกระเด็น ร่างกายล้มตึงลงกับพื้น
ข่งฮวนเห็นผู้มาเยือน ก็ถอนหายใจโล่งอก "ศิษย์พี่!"
จูเก๋ออวิ๋นยิ้มตอบ แต่จู่ๆ สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้น เขาหยิบยันต์สื่อสารแผ่นหนึ่งออกมา
ข่งฮวนจำได้ว่ายันต์สื่อสารแผ่นนี้ เป็นของที่ตาเฒ่าชุดดำคนนั้นให้มา จึงไม่ได้พูดอะไร ใช้กระบี่ชำแหละศพสัตว์อสูรอย่างคล่องแคล่ว เก็บในดานสัตว์อสูรและวัสดุที่ใช้ได้
ตาเฒ่าชุดดำจู่ๆ ก็ติดต่อมาหาศิษย์พี่ เกรงว่าการเตรียมการของพวกเขาคงใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
จูเก๋ออวิ๋นฟังข้อความจบ ก็หยิบยันต์สื่อสารอีกสองแผ่นออกมา ส่งกระแสจิตเข้าไป แล้วหันมามองข่งฮวน "ไปเถอะ ไปรับศิษย์พี่หญิงทั้งสองของเจ้า"
สวีชุนเหนียงและฟู่อวิ๋นซานได้รับข่าว ก็เพิ่งจะสลัดหลุดจากการพัวพันของสัตว์อสูรระดับแก่นทองคำตัวหนึ่ง
ส่วนลึกของหุบเขาเลี่ยเฟิงนอกจากสัตว์อสูรระดับแก่นทองคำแล้ว ยังมีสัตว์อสูรระดับแก่นทองคำจอมปลอมอีกไม่น้อย
ระดับแก่นทองคำจอมปลอมยังพอรับมือไหว แต่ระดับแก่นทองคำของจริงนั้นตึงมือสุดๆ
เนื่องจากในหุบเขาใช้จิตสัมผัสไม่ได้ พอพวกมันบินขึ้นฟ้า ทั้งสองคนก็จนปัญญาทำอะไรไม่ได้
ดังนั้นหลังจากสู้ไปไม่กี่รอบ ทั้งสองก็ใช้วิธีหลบเลี่ยงพวกมันแทน เพื่อไม่ให้เสียเวลาและแรงงาน
"ไปกันเถอะ หุบเขาเลี่ยเฟิงนี่ก็สำรวจไปพอสมควรแล้ว ลึกเข้าไปกว่านี้ไม่เพียงแต่มีสัตว์อสูรระดับสูง ยังมีรอยแยกมิติที่โผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงอีก"
นึกถึงรอยแยกมิติที่เจอมาไม่กี่แห่งก่อนหน้านี้ ฟู่อวิ๋นซานยังคงอกสั่นขวัญแขวน
[จบแล้ว]