- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนยาก พลิกชะตาด้วยมานะตน
- บทที่ 350 - เบาะแสซูเฉิน
บทที่ 350 - เบาะแสซูเฉิน
บทที่ 350 - เบาะแสซูเฉิน
บทที่ 350 - เบาะแสซูเฉิน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"แลกสิ!"
กลัวว่าสวีชุนเหนียงจะเปลี่ยนใจ ข่งฮวนรับคำทันที แล้วรีบคว้ายันต์สมบัติรงหน้ามา พร้อมกับยัดของตัวเองใส่มืออีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
ใบหน้ากลมๆ ของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "ศิษย์พี่หญิงสวี ยันต์สมบัติที่ข้าเลือกมา รับรองว่าไม่ด้อยไปกว่าของท่านแน่ ไม่เชื่อลองดูสิ"
สวีชุนเหนียงรู้ว่าเขาไม่ได้โกหก เมื่อครู่อยู่ในคลังสมบัติ แม้จะเห็นแค่แวบเดียว แต่นางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งจากยันต์สมบัติที่ข่งฮวนเลือก
ยันต์สมบัติสีเงินจางๆ แผ่นนี้ แข็งแกร่งกว่ายันต์สมบัติวิชากระบี่ของนางเสียอีก
นางรับยันต์สมบัติมา แกว่งไปมาตรงหน้าข่งฮวน
"คนสร้างยันต์สมบัติแผ่นนี้ น่าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิดช่วงกลาง ข้าได้กำไรเห็นๆ"
ข่งฮวนโบกมือ เก็บยันต์สมบัติที่แลกมาอย่างทะนุถนอม "ได้วิชากระบี่ของผู้อาวุโสระดับวิญญาณแรกกำเนิดมา ข้าก็ไม่ขาดทุนหรอก"
ความรู้แจ้งในวิถีกระบี่ของผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกกำเนิด ย่อมเหนือกว่าศิษย์ตัวจ้อยที่เพิ่งสร้างรากฐานได้ไม่นานอย่างเขามากนัก
หากโชคดี สามารถทำความเข้าใจได้สักหนึ่งในสิบส่วน ก็นับว่าได้ประโยชน์มหาศาลแล้ว
ทั้งสองพอใจกับการแลกเปลี่ยนครั้งนี้มาก ข่งฮวนถึงกับลอบยินดีในใจ
โชคดีที่วันนี้ศิษย์พี่จูเก๋อไม่ได้มาด้วย ไม่อย่างนั้นยันต์สมบัติแผ่นนี้ คงไม่ตกถึงมือเขาอย่างราบรื่นแน่
เห็นว่าใกล้ถึงยอดเขากระบี่นิลแล้ว เขาจึงชะลอความเร็วลง "ศิษย์พี่หญิงสวีว่างเมื่อไหร่ พวกเราค่อยไปสำรวจถ้ำผู้ฝึกตนแห่งนั้นด้วยกัน?"
"เดือนหน้าเถอะ"
เทียบกับการเก็บตัวฝึกฝนทำนาอยู่ในสำนัก สวีชุนเหนียงชอบออกไปผจญภัยภายนอกมากกว่า
แม้อาจเจออันตรายบ้าง แต่นั่นคือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่แท้จริง การอุดอู้อยู่แต่ในสำนักรังแต่จะเป็นผลเสียต่อการฝึกฝน
"ตกลง ข้าจะไปบอกศิษย์พี่จูเก๋อไว้ก่อน ถ้าเขาไม่คัดค้าน ก็เอาตามนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลง ค่อยส่งยันต์สื่อสารมาบอก"
ข่งฮวนโบกมือ อำลาจากไปทางยอดเขากระบี่นิล
สวีชุนเหนียงยืนส่งเขาจนลับสายตา จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า เคยมีสหายเต๋าคนหนึ่ง เคยบอกว่าอยากไปผจญภัยที่ 'ถ้ำมารจันทร์ทมิฬ' กับนาง
ตอนนี้ผ่านไปสิบปีแล้ว ซูเฉินน่าจะเข้าสู่สายในไปนานแล้วกระมัง
ไม่รู้ว่าพอเข้าสายในแล้ว เขาไปอยู่ยอดเขายันต์หรือเปล่า?
นางนึกขึ้นได้ หยิบยันต์สื่อสารที่ดูเก่าคร่ำครึออกมาแผ่นหนึ่ง ส่งกระแสจิตเข้าไป
ทว่าผ่านไปเนิ่นนาน ยันต์สื่อสารก็ยังคงเงียบสนิท ไร้การตอบรับ
สวีชุนเหนียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ตัดสินใจเหาะตรงไปยัง 'หอธุรการสายนอก'
ศิษย์สายนอกที่สร้างรากฐานสำเร็จ จะมีบันทึกเก็บไว้ นางแค่ไปตรวจสอบก็รู้แล้ว
ด้วยระดับพลังและชื่อเสียงของสวีชุนเหนียงในตอนนี้ ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าหอธุรการและแจ้งความประสงค์ ก็มีคนยื่นสมุดเล่มบางมาให้อย่างนอบน้อม
"เรียนศิษย์อาสวี รายชื่อศิษย์สายนอกที่สร้างรากฐานสำเร็จในรอบร้อยปีมานี้ ถูกบันทึกไว้ในนี้ทั้งหมดขอรับ"
สวีชุนเหนียงรับสมุดมาเปิดดู ไม่นานก็เจอชื่อของตัวเอง
ต่อจากชื่อนาง ยังมีชื่อที่คุ้นเคยอีกสองชื่อ
กานอี้ชิว ซ่งเหวินอัน
นางจำได้ว่านี่คือคนที่ชนะการประลองสายนอกรุ่นเดียวกับนาง
ปีนั้นมีสิบคนที่ได้ยาเม็ดสร้างรากฐาน แต่คนที่สร้างรากฐานสำเร็จ รวมนางด้วย ก็มีแค่สามคนเท่านั้น
อีกเจ็ดคนที่เหลือล้มเหลวในการสร้างรากฐาน ต่อให้รอดตายมาได้ ก็คงยากจะก้าวหน้าไปกว่านี้
สวีชุนเหนียงกวาดตามอง เห็นกานอี้ชิวเข้าสังกัดยอดเขาสยบอสูร ก็แปลกใจเล็กน้อย
นางนึกว่าคนบ้าการต่อสู้อย่างเขา จะเลือกยอดเขากระบี่นิลเสียอีก
ส่วนซ่งเหวินอันเข้าสังกัดยอดเขาพันกลตามคาด เพียงแต่เขาสำเร็จขั้นสร้างรากฐานช้ากว่านางหนึ่งปี จึงเข้าสายในช้ากว่าหนึ่งปี
หลายปีมานี้นางเก็บตัวเงียบ ไม่ค่อยออกจากที่พัก อาจเพราะเหตุนี้จึงไม่เคยเจอซ่งเหวินอันเลย
สวีชุนเหนียงเปิดผ่านหน้านี้ไป ตั้งใจดูให้ละเอียดขึ้น
ทว่าจนกระทั่งเปิดถึงหน้าสุดท้าย นางก็ยังไม่เห็นชื่อที่คุ้นเคยนั้น
ซูเฉินจนป่านนี้ยังไม่ได้เข้าร่วมการประลองสายนอก ยังไม่ได้ยาเม็ดสร้างรากฐานงั้นหรือ? ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ
นางวางสมุดลง มองไปที่ผู้ดูแลที่มีท่าทางนอบน้อม แล้วลองเลียบเคียงถามดู
ผู้ดูแลได้ยินชื่อ 'ซูเฉิน' ก็นิ่งคิดอยู่นาน กว่าจะรื้อฟื้นเรื่องราวของคนผู้นี้ขึ้นมาจากความทรงจำอันเลือนรางได้
"ศิษย์พี่ซูท่านนี้ เสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้วขอรับ"
คิ้วของสวีชุนเหนียงกระตุก "ตายแล้ว?"
ผู้ดูแลพยักหน้า ปีนั้นถ้ำมารเกิดความเปลี่ยนแปลง เขาจึงจำเรื่องนี้ได้แม่นยำ
"ปีนั้นไม่รู้ว่าเกิดอาเพศอะไรขึ้นในถ้ำมาร จำนวนมารเพิ่มขึ้นจากปกติหลายเท่าตัว ซูเฉินเข้าไปในถ้ำมารช่วงนั้น แล้วก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"
ถ้ำมารจันทร์ทมิฬเต็มไปด้วยสัตว์มารอาละวาด สำหรับผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณถือว่าอันตรายมาก
ศิษย์สายนอกที่เข้าไปแล้วไม่ออกมาเกินสามเดือน เก้าในสิบส่วนคือตายแล้ว
ผู้ดูแลลอบสังเกตสีหน้าของสวีชุนเหนียงอย่างระมัดระวัง "ถ้ำมารจันทร์ทมิฬอันตรายนัก ศิษย์ที่เข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมาอย่างซูเฉิน ก็มีไม่น้อยขอรับ"
สวีชุนเหนียงออกจากหอธุรการ เหาะตรงไปยังทิศทางของถ้ำมารจันทร์ทมิฬ
ผู้ดูแลไม่มีเหตุผลต้องโกหกเรื่องนี้ แต่นางไม่เชื่อว่าซูเฉินจะตายง่ายๆ แบบนั้น
นางมีลางสังหรณ์ว่าซูเฉินยังไม่ตาย
แต่การที่มีคนเห็นเขาเข้าไปในถ้ำมารจันทร์ทมิฬแล้วไม่ออกมาอีกเลย ก็เป็นความจริงเช่นกัน
หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว สวีชุนเหนียงตัดสินใจจะเข้าไปสำรวจในถ้ำมารด้วยตัวเอง
ถ้ำมารจันทร์ทมิฬเป็นสถานที่ฝึกฝนของศิษย์สายนอก มีอันตรายระดับหนึ่งสำหรับผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณ
แต่นางเป็นถึงระดับสร้างรากฐานช่วงกลาง ทั้งยังมีเพลิงสวรรค์ที่ข่มสิ่งชั่วร้ายได้ ต่อให้เจอสัตว์มารระดับสร้างรากฐาน ก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
เมื่อตัดสินใจแล้ว สวีชุนเหนียงก็ลอบเข้าไปในถ้ำมารจันทร์ทมิฬโดยไม่ให้ใครรู้
สัตว์มารในถ้ำมารไร้สติปัญญา แต่สัญชาตญาณรับรู้อันตรายยังคงอยู่ เมื่อได้กลิ่นอายอันแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน ก็พากันหลบหนีไปแต่ไกล
สวีชุนเหนียงมาเพื่อสำรวจถ้ำมาร สัตว์มารพวกนี้รู้หลบรู้หลีก นางก็สบายใจ เดินลึกลงไปเรื่อยๆ อย่างราบรื่น
ยิ่งลงลึก จำนวนสัตว์มารก็ยิ่งมากขึ้น ระดับพลังก็เพิ่มจากกลั่นลมปราณช่วงกลาง เป็นกลั่นลมปราณช่วงปลาย
สัตว์มารระดับกลั่นลมปราณช่วงปลายเหล่านี้ สำหรับสวีชุนเหนียงแล้ว ก็ยังคงเป็นเพียงมดปลวก
นานๆ ทีจะมีสักตัวที่หลบไม่ทันขวางทางอยู่ นางก็แค่สะบัดนิ้วปล่อยคาถาสายฟ้า สังหารมันในพริบตา
เดินลึกลงไปเช่นนี้อยู่สิบวัน ในที่สุดสวีชุนเหนียงก็มาถึงส่วนลึกที่สุดของถ้ำมาร
ที่นี่เต็มไปด้วยไอปราณมารที่เข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน มีสัตว์มารเกิดใหม่ผุดขึ้นมาจากไอปราณมารเป็นระยะ
สายตาของสวีชุนเหนียงจับจ้องไปที่ใจกลาง นางใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ พบว่าที่นั่นมี 'ค่ายกลผนึกระดับสี่' ตั้งอยู่
ไอปราณมารจำนวนหนึ่ง รั่วไหลออกมาจากค่ายกล
สัตว์มารทั้งหมดในถ้ำมารจันทร์ทมิฬ ล้วนถือกำเนิดมาจากไอปราณมารเหล่านี้
ใบหน้าของสวีชุนเหนียงฉายแววประหลาดใจ ขนาดค่ายกลระดับสี่ ยังผนึกไอปราณมารไว้ไม่อยู่ พอนึกภาพออกเลยว่า สิ่งที่ถูกผนึกอยู่ในค่ายกลนั้น จะต้องน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
การหายตัวไปของซูเฉิน จะเกี่ยวข้องกับค่ายกลนี้หรือไม่?
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สวีชุนเหนียงก็ปัดตกความเป็นไปได้นี้
ค่ายกลผนึกนี้มั่นคงแข็งแรงยิ่งกว่าค่ายกลหมื่นภูตสะกดวิญญาณเสียอีก แถมตัวค่ายกลยังสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยการถูกทำลายแม้แต่น้อย
นางละสายตากลับมา ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบพื้นที่อื่นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่ดินก้อนเดียว
[จบแล้ว]