- หน้าแรก
- วิถีเซียนคนยาก พลิกชะตาด้วยมานะตน
- บทที่ 260 - รักษาลานประลอง
บทที่ 260 - รักษาลานประลอง
บทที่ 260 - รักษาลานประลอง
บทที่ 260 - รักษาลานประลอง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
คงเซียงรับรู้ได้ถึงอันตราย ในจังหวะที่วิชากระสุนปราณพุ่งเข้ามาเขาประสานมือร่ายตราประทับอย่างรวดเร็วเพื่อต้านรับวิชากระสุนปราณนั้นเอาไว้
การปะทะกันของพลังทั้งสองสายส่งผลให้หมอกสีขาวเบื้องหน้าเขากระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง
ทว่าในเวลาเดียวกันหอกพู่อัคคีเล่มหนึ่งกลับพุ่งเข้ามาจู่โจมจากด้านหลังอย่างไร้สุ้มเสียงและพุ่งตรงเข้าหาคงเซียง
เมื่อคงเซียงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ หอกพู่อัคคีก็บุกประชิดเข้ามาจนถึงระยะสามฉื่อรอบตัวเขาแล้ว
เดิมทีในระยะสามฉื่อรอบตัวเขาจะมีจิตสัมผัสคอยคุ้มกันอยู่ อาวุธวิญญาณทั่วไปไม่มีทางเข้าใกล้ตัวเขาได้เลยแม้แต่น้อย
แต่คู่ต่อสู้ของเขากลับเป็นคนที่ฝึกฝนจิตสัมผัสมาอย่างหนักหน่วงเช่นกัน พลังจิตสัมผัสของนางเหนือกว่าเขาไม่รู้ตั้งเท่าไร
ทันทีที่หอกพู่อัคคีล่วงล้ำเข้ามาในระยะสามฉื่อรอบตัว มันก็พุ่งทะลวงเข้ามาอย่างง่ายดายราวกับเดินเข้าพื้นที่ว่างเปล่าและกำลังจะทิ่มแทงเข้าที่แผ่นหลังของเขาอยู่รอมร่อ
ในวินาทีเป็นวินาทีตาย คงเซียงพุ่งตัวหลบไปด้านหน้า หอกพู่อัคคีจึงพุ่งเฉียดร่างของเขาไปอย่างหวุดหวิด
เขายังไม่ทันได้พักหายใจก็เห็นหอกพู่อัคคีตีลังกากลับหลังและพุ่งเข้าทิ่มแทงเขาอีกครั้งด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมถึงสามส่วน
แววตาของคงเซียงฉายแววเคร่งเครียด เขากลิ้งตัวไปตามพื้นเพื่อหลบหลีกการโจมตี จากนั้นก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่หอกพู่อัคคีหายลับไปเพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีครั้งต่อไป
ทว่าสิ่งที่เขารอคอยกลับกลายเป็นร่างของผู้ฝึกตนหญิงที่ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสายหมอก
"หมอกกำลังจะจางแล้ว"
สวีชุนเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สายตาของนางกวาดมองคงเซียงและอินทรียักษ์สองตัวที่อยู่ข้างกายเขา
การต่อสู้ครั้งนี้ควรจะจบลงได้แล้ว
ความหวาดระแวงก่อตัวขึ้นในใจของคงเซียง ในขณะที่เขากำลังจะรวบรวมพลังป้องกันให้แน่นหนาขึ้น เขาก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นสองครั้ง
จากนั้นอินทรียักษ์สีทองทั้งสองตัวที่เขาสร้างขึ้นจากพลังปราณก็แตกสลายพร้อมกันและกลายเป็นพลังปราณหลอมรวมกลับคืนสู่ฟ้าดิน
รูม่านตาของคงเซียงหดเกร็งอย่างรุนแรง นี่คือ... การโจมตีด้วยจิตสัมผัส!
ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงแผ่ซ่านเข้ามาในใจ จิตสัมผัสของอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเขามากและยังเชี่ยวชาญวิชาการโจมตีด้วยจิตสัมผัสมากกว่าเขาอีกด้วย
ส่วนตัวเขาที่ติดอยู่ในม่านหมอกสีขาวอันแสนประหลาดนี้ก็ถูกปิดกั้นทั้งจิตสัมผัสและสายตา ทำให้เขาตกเป็นฝ่ายตั้งรับทุกฝีก้าว
คงเซียงลอบถอนหายใจในใจ เกรงว่าตั้งแต่เริ่มการต่อสู้สถานการณ์ทั้งหมดก็คงตกอยู่ในการควบคุมของอีกฝ่ายมาโดยตลอด
เขายังมีไพ่ตายอีกมากมายที่ยังไม่ได้งัดออกมาใช้ แต่ต่อให้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีก็คงยากที่จะต้านทานการโจมตีด้วยจิตสัมผัสอันแข็งแกร่งปานนี้ได้
ในขณะที่คงเซียงกำลังคิดเช่นนั้น จิตสัมผัสอันเฉียบคมดุจใบมีดก็พุ่งทะลวงผ่านเกราะป้องกันรอบกายของเขาอย่างดุดันและล็อคเป้าไปที่จุดตายทั่วร่างของเขา
คงเซียงยิ้มขื่น การพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้เขาไม่มีอะไรต้องเสียใจเลยจริงๆ
เขาเพียรพยายามฝึกฝนจิตสัมผัสมาตั้งแต่เด็กและเคยเชื่อมั่นมาตลอดว่าในบรรดาผู้ฝึกตนระดับเดียวกันไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาในด้านจิตสัมผัสได้อย่างแน่นอน
ทว่าตอนนี้เขาได้รู้ซึ้งแล้วว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน
ระยะห่างระหว่างเขากับจุดสูงสุดของระดับเดียวกันยังห่างไกลนัก
หมอกสีขาวค่อยๆ จางหายไป บรรดาศิษย์ต่างเพ่งสายตามองเข้าไปด้านใน แต่กลับเห็นเพียงคงเซียงที่ประนมมือพร้อมกับเอ่ยคำภาวนาและเดินลงจากลานประลองไป
แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง "เกิดอะไรขึ้น คงเซียงแพ้แล้วหรือ ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม ตอนที่หมอกขาวบดบังอยู่นั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
"ทำไมคงเซียงถึงแพ้ให้กับศิษย์สำนักเสวียวยาวที่ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามคนนี้ได้ล่ะ หรือว่าเป็นเพราะเขาผ่านการต่อสู้มาหลายรอบจนเรี่ยวแรงแทบไม่เหลือแล้ว"
"มันช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว แต่นี่คือการประลองห้าสำนัก ผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำจากทุกสำนักต่างก็จับตามองอยู่ ไม่มีทางที่จะมีการตุกติกเกิดขึ้นได้หรอก บางทีสวีชุนเหนียงอาจจะใช้อาวุธวิญญาณอะไรบางอย่างที่สามารถสะกดคงเซียงได้พอดิบพอดีกระมัง"
ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำจากทุกสำนักต่างก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าผลการประลองจะออกมาเป็นเช่นนี้
หมอกสีขาวนั้นมีคุณสมบัติในการบดบังสายตา ในสถานการณ์ที่ไม่อาจแผ่จิตสัมผัสออกไปตรวจสอบได้ พวกเขาก็ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นด้านใน
แม้แต่ผู้อาวุโสระดับแก่นทองคำทั้งสองท่านของสำนักเสวียวยาวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าสวีชุนเหนียงใช้วิธีใดในการคว้าชัยชนะมาได้
"หมอกสีขาวก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเป็นวิชาม่านหมอกวารีใช่หรือไม่"
ผู้อาวุโสอู๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็นึกออกว่าหมอกสีขาวนั้นคืออะไร
"การจะร่ายวิชาม่านหมอกวารีให้สัมฤทธิ์ผลได้นั้น ผู้ใช้จะต้องมีจิตสัมผัสที่แข็งแกร่งเหนือกว่าทุกคนอย่างเห็นได้ชัด"
ใบหน้าของเยว่หลิงเจิ้งฉายแววตื่นตะลึง "นั่นหมายความว่าจิตสัมผัสของสวีชุนเหนียงแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าบุตรแห่งพุทธะผู้นั้นเลยหรือ"
ผู้อาวุโสอู๋ยิ้มบางๆ "ข้ากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจเลย ท่านลืมไปแล้วหรือว่าอาจารย์ของนางคือใคร"
เยว่หลิงเจิ้งตาสว่าง อาจารย์ของสวีชุนเหนียงคือเยว่เยี่ยนรูแห่งยอดเขาพันกล
ผู้ฝึกตนแห่งยอดเขาพันกลทุ่มเทให้กับการศึกษาศาสตร์แห่งค่ายกล พวกเขาจึงต้องฝึกฝนวิชาทางด้านจิตสัมผัสไม่มากก็น้อย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ การที่จิตสัมผัสของสวีชุนเหนียงจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรอีกต่อไป
หลังจากความเงียบงันผ่านไปครู่สั้นๆ ศิษย์จากสำนักโอสถทิพย์คนหนึ่งก็ก้าวออกมายืนอยู่แถวหน้าและเดินตรงไปยังลานประลอง
เมื่อมองเห็นใบหน้าของศิษย์ผู้นั้นชัดเจน เสียงซุบซิบนินทาก็ดังขึ้นที่ด้านล่างลานประลอง
"สำนักโอสถทิพย์ถึงกับส่งจางติ่งออกมาเลยหรือ ได้ยินมาว่าเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นนี้เลยนะ"
"สำนักโอสถทิพย์แทบจะไม่เคยชนะเลยในช่วงที่ผ่านมา การที่พวกเขาส่งตัวเต็งอย่างจางติ่งออกมา ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเขามองว่าที่สวีชุนเหนียงเอาชนะคงเซียงได้นั้นเป็นเพราะโชคช่วยล้วนๆ"
"การที่จางติ่งออกโรงเองเช่นนี้สวีชุนเหนียงคงต้องพ่ายแพ้เป็นแน่ ก่อนหน้านี้คงเซียงเอาชนะมาได้ถึงห้ารอบติดต่อกันพลังปราณในร่างย่อมต้องเหือดแห้ง นางถึงได้ฉวยโอกาสเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย"
จางติ่งเดินขึ้นมาบนลานประลองและประสานมือคารวะผู้ฝึกตนหญิงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
"จางติ่งแห่งสำนักโอสถทิพย์ขอมาท้าประลอง สหายเต๋าสวีโปรดชี้แนะด้วย"
แม้ว่าเขาเองจะคิดว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ฉวยโอกาสเอาชนะคงเซียงมาได้ แต่ในการต่อสู้ครั้งนี้เขาก็ยังคงทุ่มเทอย่างสุดกำลังเช่นเดิม
ทันทีที่เสียงประกาศเริ่มการต่อสู้ดังขึ้น จางติ่งก็เป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน
เปลวไฟสีเหลืองอ่อนขนาดเท่ากำปั้นถูกจุดประกายขึ้นกลางฝ่ามือของเขา ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาสวีชุนเหนียง
แม้เปลวไฟสีเหลืองอ่อนจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่มากนัก ทว่ากลับแผ่ซ่านความร้อนระอุออกมาอย่างมหาศาล ทันทีที่มันปรากฏขึ้นก็แผดเผาจนรู้สึกได้ถึงความร้อนอบอ้าว
หากถูกเปลวไฟนี้แผดเผา ต่อให้เป็นเหล็กกล้าก็ยังต้องหลอมละลายกลายเป็นน้ำเหล็ก นับประสาอะไรกับร่างกายเนื้อของผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน
สวีชุนเหนียงมองเปลวไฟสีเหลืองอ่อนที่พุ่งตรงเข้ามาด้วยความสนใจ นางอยากรู้ว่าไฟชนิดนี้สามารถนำมาใช้ในการขัดเกลาร่างกายด้วยเคล็ดกายาเบญจธาตุได้หรือไม่
การฝึกฝนด้วยเคล็ดกายาเบญจธาตุจำเป็นต้องอาศัยแดนตายห้าธาตุ เปลวไฟนี้มีความร้อนสูงปรี๊ด น่าจะเข้าข่ายตรงตามเงื่อนไขพอดี
น่าเสียดายที่มันมีขนาดเพียงกำปั้นเดียว ปริมาณแค่นี้น้อยเกินไปจริงๆ
ในขณะที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ ร่างกายของนางก็ขยับถอยหลังไปพร้อมกัน
แต่ในจังหวะนั้นเอง จางติ่งก็ควบคุมให้เปลวไฟนั้นแตกตัวออกเป็นสองส่วน และแตกตัวออกเป็นสี่ส่วนอีกครั้ง
หลังจากแตกตัวแล้ว แม้อุณหภูมิของเปลวไฟจะลดลง แต่ความเร็วของมันกลับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ไม่นานพวกมันก็ตามสวีชุนเหนียงทันและปิดล้อมนางเอาไว้ทั้งสี่ทิศทาง ซ้าย ขวา หน้า หลัง
จางติ่งควบคุมเปลวไฟสีเหลืองอ่อนไปพร้อมกับเอ่ยปากอย่างราบเรียบ
"สหายเต๋าสวี เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ท่านต้องบาดเจ็บจากไฟโอสถของข้า ข้าว่าท่านรีบยอมแพ้แต่เนิ่นๆ จะดีกว่า! มิเช่นนั้นหากไฟโอสถเกิดไร้ตาไปแผดเผาท่านเข้า คงเป็นภาพที่ดูไม่จืดแน่"
"งั้นหรือ"
สวีชุนเหนียงขี่กระบี่บินพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หลุดพ้นจากวงล้อมของไฟโอสถไปในพริบตา
จางติ่งรู้สึกตาลายไปชั่วขณะ เมื่อมองไปอีกทีร่างของสวีชุนเหนียงก็หายไปจากจุดเดิมแล้ว
วิชาควบคุมกระบี่นี่ ช่างรวดเร็วอะไรเช่นนี้!
หากไม่เห็นว่าใต้เท้าของนางยังคงเหยียบกระบี่บินอยู่ เขาแทบจะสงสัยว่านางใช้วิชาเหาะเหินเดินอากาศที่ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำเท่านั้นถึงจะใช้ได้แล้ว
แต่ถึงวิชาควบคุมกระบี่จะรวดเร็วแค่ไหนแล้วอย่างไร ขอบเขตของลานประลองนี้มีจำกัด หรือว่านางจะหนีออกไปข้างนอกได้กันล่ะ
จางติ่งข่มความตระหนกในใจและรวบรวมสมาธิให้มั่นคง
เขากัดฟันเร่งเร้าพลังปราณ สร้างไฟโอสถสีเหลืองอ่อนขนาดกำปั้นขึ้นมาอีกสามกลุ่ม
[จบแล้ว]