เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 - ข้อครหา

บทที่ 200 - ข้อครหา

บทที่ 200 - ข้อครหา


บทที่ 200 - ข้อครหา

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

แท่นมรรคสีเทาที่ต่ำกว่าระดับเก้า หรือที่เรียกกันว่าแท่นมรรคไร้ค่า

แท่นมรรคระดับเก้ายังพอจะฝืนมีโอกาสสร้างแก่นทองคำอยู่บ้างเพียงริบหรี่ แต่หากได้แท่นมรรคไร้ค่านี้ เส้นทางการบำเพ็ญเพียรก็ถือว่าจบสิ้นแล้ว

อย่าว่าแต่สร้างแก่นทองคำเลย เกรงว่าแม้แต่ระดับสร้างรากฐานช่วงกลางก็คงไปไม่ถึง

เซวียผางซิงและเว่ยหนิงซานต่างก็ขมวดคิ้ว หากเป็นแท่นมรรคไร้ค่าจริง ต่อให้มีการรู้แจ้งและจิตใจดีเพียงใด ก็ไร้ประโยชน์

ใบหน้าของเยว่หลิงเจิ้งฉายแววลังเล "แม้พรสวรรค์รากปราณสามธาตุจะนับว่าไม่ดีนัก แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นได้แท่นมรรคไร้ค่ากระมัง"

เหยาหย่าหลานครุ่นคิด แล้ววิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้า

"ก่อนเข้านางแดนเสี่ยวเจ๋อ นางอยู่เพียงลมปราณขั้นเก้าช่วงกลาง ยังห่างจากลมปราณขั้นสมบูรณ์อีกมาก หากนางอาศัยสมบัติที่จิตวิญญาณแห่งขุนเขามอบให้แล้วฝืนสร้างรากฐาน ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้แท่นมรรคไร้ค่า"

คำพูดของเหยาหย่าหลานมีเหตุผล แต่หากสวีชุนเหนียงสามารถปีนถึงยอดเขาไร้ที่สิ้นสุดได้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่จะได้เพียงแท่นมรรคไร้ค่า

เยว่หลิงเจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง "หรือว่า... นางจะได้แท่นมรรคทองคำ"

"จะเป็นไปได้อย่างไร แม้แต่ซ่างกวนเสวี่ยที่มีรากปราณเดี่ยวธาตุน้ำแข็ง และมีความบริสุทธิ์ของรากปราณเต็มร้อยส่วน ก็ยังได้แค่แท่นมรรคระดับหนึ่ง"

ความบริสุทธิ์ของรากปราณซ่างกวนเสวี่ยเดิมทีก็สูงถึงเก้าสิบส่วนอยู่แล้ว อาจารย์ของนางยังมอบของวิเศษที่ช่วยเพิ่มความบริสุทธิ์ของรากปราณให้ จนทำให้นางมีความบริสุทธิ์ถึงร้อยส่วน

เหยาหย่าหลานหัวเราะเบาๆ แล้วพูดต่อ "ลำพังแค่นาง ศิษย์รากปราณสามธาตุตัวเล็กๆ..."

แต่ในขณะนั้นเอง แสงสีทองสายหนึ่งก็ส่องสว่างออกมาจากจุดตันเถียนของสวีชุนเหนียง

แสงทองนั้นไม่ได้เจิดจ้าบาดตา แต่กลับเที่ยงตรงสงบสุข บริสุทธิ์ผุดผ่อง และให้ความรู้สึกน่าเกรงขามจนไม่อาจละสายตาได้

"นี่คือ... แท่นมรรคทองคำ!"

เยว่หลิงเจิ้งสูดหายใจลึก สีหน้าแตกตื่น

คนอื่นๆ ก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน แสงทองไม่ปรากฏออกมาเสียที พวกเขาเกือบจะคิดไปแล้วว่าสวีชุนเหนียงฝืนสร้างรากฐานจนได้แท่นมรรคไร้ค่าจริงๆ

คิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผัน นางกลับได้แท่นมรรคทองคำที่ดียิ่งกว่าแท่นมรรคระดับหนึ่งเสียอีก

ใบหน้าของเจ้าสำนักเสวียวยาวเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "สวรรค์คุ้มครองเสวียวยาว ต่อจากซ่างกวนเสวี่ย ก็มีศิษย์อัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นอีกคน คาดว่าอีกไม่นาน สำนักเสวียวยาวของเราคงจะมีผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำเพิ่มขึ้นอีกคนเป็นแน่"

ได้ยินดังนั้น เหล่าเจ้ายอดเขาก็พากันแสดงสีหน้าเห็นด้วย

ไม่ว่ารากปราณก่อนหน้านี้ของสวีชุนเหนียงจะเป็นอย่างไร แต่ในเมื่อตอนนี้ขางครอบครองแท่นมรรคทองคำ ก็เรียกได้ว่ามีอนาคตไกล มีความหวังที่จะบรรลุระดับแก่นทองคำ

สายตาที่เหล่าเจ้ายอดเขามองสวีชุนเหนียง เริ่มมีความคิดอื่นแฝงอยู่

ใครบ้างไม่อยากให้ยอดเขาของตน มีศิษย์อัจฉริยะเพิ่มขึ้นมาเปล่าๆ

อีกหลายปีให้หลัง นี่ก็คือผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำคนหนึ่ง

สำนักเสวียวยาวในฐานะหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ มีผู้ฝึกตนในสังกัดอย่างน้อยแสนคน แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับลมปราณ

ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานมีเพียงเกือบพันคน คิดเป็นหนึ่งในร้อย

ส่วนผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำ จำนวนยิ่งน้อยนิด มีเพียงเก้าสิบคนเท่านั้น

ระดับแก่นทองคำทุกคน ล้วนเป็นกำลังสำคัญที่หาได้ยากของสำนัก

เหล่าเจ้ายอดเขามองสวีชุนเหนียงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป แม้แต่เจ้าสำนักเสวียวยาวเองก็ยังเกิดความรู้สึกรักใคร่ในความสามารถ

มีเพียงเหยาหย่าหลานที่รู้สึกไม่สบอารมณ์ เนื่องจากเรื่องของศิษย์สืบทอดของผู้เป็นศิษย์น้อง ทำให้นางมองสวีชุนเหนียงอย่างไม่เป็นมิตรมาตลอด

นางฟันธงว่าสวีชุนเหนียงได้แท่นมรรคไร้ค่า แต่ฝ่ายนั้นกลับได้แท่นมรรคทองคำที่ไร้มลทิน ทำให้นางเสียหน้าต่อหน้าทุกคน

รากฐานดีแล้วจะมีประโยชน์อันใด จิตใจโหดเหี้ยมเช่นนี้ วันหน้าย่อมไม่แคล้วทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก

เดิมทีนางไม่อยากพูดเรื่องนี้ออกมา แต่ดูจากสถานการณ์ตรงหน้า หากไม่พูด เกรงว่าแม้แต่เจ้าสำนัก ก็คงถูกภาพลักษณ์อันอ่อนน้อมของนางตบตาเอาได้

"สวีชุนเหนียง ข้าขอถามเจ้า ในแดนเสี่ยวเจ๋อ เจ้าได้สังหารศิษย์หญิงที่ชื่อหวงฝูเหยาใช่หรือไม่"

สวีชุนเหนียงไม่ได้ปฏิเสธ สีหน้าสงบนิ่ง

"หวงฝูเหยาปลุกปั่นผู้อื่น ลอบโจมตีข้าในขณะที่ข้ากำลังบำเพ็ญเพียร ข้าสังหารนางก็เพียงเพื่อป้องกันตัว"

"เพื่อป้องกันตัวงั้นหรือ พูดได้ดีนี่"

ดวงตาของเหยาหย่าหลานหรี่ลงเล็กน้อย "แต่เท่าที่ข้ารู้ ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เจ้าอาศัยว่าได้รับสมบัติล้ำค่าทำให้ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น จึงฉวยโอกาสปล้นชิงทรัพย์สินผู้อื่นอย่างบ้าคลั่ง ซ้ำยังทำร้ายศิษย์สองคนจนถึงแก่ชีวิต"

สิ้นเสียงของนาง แรงกดดันระดับแก่นทองคำก็ถาโถมเข้าใส่ร่างของศิษย์ระดับสร้างรากฐานตรงหน้าอย่างหนักหน่วง

ภายใต้การกดดันของพลังและระดับชั้นที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของสวีชุนเหนียงซีดเผือด เหงื่อเม็ดโตผุดพรายบนหน้าผาก ทำได้เพียงฝืนประคองร่างไม่ให้ล้มลง

"ศิษย์น้องเหยา เจ้าทำอะไร?"

ใบหน้าของเยว่หลิงเจิ้งฉายแววไม่พอใจ สะบัดแขนเสื้อช่วยสวีชุนเหนียงต้านรับแรงกดดัน "เจ้าเป็นถึงระดับแก่นทองคำผู้ยิ่งใหญ่ ไยต้องถือสาหาความกับศิษย์ระดับสร้างรากฐานด้วย"

"นางฆ่าคนของยอดเขาโอสถข้า ข้าจะทวงถามความยุติธรรมไม่ได้เชียวหรือ"

เหยาหย่าหลานเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย

เยว่หลิงเจิ้งรู้สึกจนปัญญาขึ้นมาทันที ศิษย์น้องเหยามีนิสัยแข็งกร้าว และมักจะเข้าข้างคนของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร ถ้านางตั้งใจจะหาเรื่องสวีชุนเหนียงจริงๆ เขาก็ไม่รู้จะขัดขวางอย่างไร

เพียงแต่สวีชุนเหนียงในฐานะคนแรกในประวัติศาสตร์สำนักเสวียวยาวที่ปีนถึงยอดเขาไร้ที่สิ้นสุด ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่จะทำเรื่องแย่งชิงทรัพย์สินหรือฆ่าคนก่อน

อีกอย่าง ต่อให้นางทำเรื่องพรรค์นั้นในแดนเสี่ยวเจ๋อจริง ก็ยากจะตัดสินถูกผิด

ในโลกของผู้ฝึกตน ผู้เข้มแข็งจึงอยู่รอด ความโหดเหี้ยมในระดับที่เหมาะสม บางครั้งกลับทำให้เดินได้ไกลกว่าพวกโลเลตัดสินใจไม่ได้ หรือมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง

แรงกดดันบนร่างสวีชุนเหนียงถูกเยว่หลิงเจิ้งปัดเป่าไป สีหน้าของนางค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ

นางมองไปทางเจ้ายอดเขาโอสถ วาจาไม่ถ่อมตนแต่ก็ไม่หยิ่งผยอง

"ก่อนเข้าแดนเสี่ยวเจ๋อ ศิษย์ได้รับแจ้งจากเหล่าผู้อาวุโสแล้วว่า ในแดนเสี่ยวเจ๋อนั้น ยอมรับโดยดุษณีว่าสามารถลงมือกับศิษย์ร่วมสำนักได้ ของวิเศษนั้นหายาก การต่อสู้แย่งชิงของวิเศษถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา"

เหยาหย่าหลานได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งไม่ชอบหน้าศิษย์คนนี้

ต่อให้เป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงของวิเศษ จำเป็นต้องเอาชีวิตศิษย์ร่วมสำนักเลยหรือ

สวีชุนเหนียงทำเหมือนไม่เห็นความรังเกียจในแววตาของอีกฝ่าย นางพูดต่อ

"ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้เป็นหวงฝูเหยากับจางตงไหลสองคน ที่ยุยงให้คนอื่นลงมือกับข้าก่อน เรื่องนี้ข่งฮวนแห่งยอดเขากระบี่นิลสามารถเป็นพยานให้ข้าได้"

เจ้ายอดเขากระบี่นิลมีสีหน้าครุ่นคิด โบกมือวูบหนึ่ง ดึงตัวข่งฮวนที่อยู่นอกห้องเข้ามา

หลังจากรับรู้เรื่องราวทั้งหมด ข่งฮวนก็ลอบร้องทุกข์ในใจ

ศิษย์อาสวีเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เขาบริสุทธิ์ยิ่งกว่า หากพูดความจริงในสถานการณ์เช่นนี้ ต้องล่วงเกินเจ้ายอดเขาเหยาแน่นอน

ล่วงเกินเจ้ายอดเขาเหยา แล้ววันหน้าเขาจะไปซื้อยาที่ยอดเขาโอสถได้อย่างไร

แต่สถานการณ์บีบคั้น ทำให้ข่งฮวนไม่อาจไม่พูดความจริง

"ข้าเห็นกับตาว่าหวงฝูเหยาแห่งยอดเขาโอสถมีจิตใจอำมหิต ยุยงผู้ฝึกตนเกือบร้อยคนให้ลงมือกับศิษย์อาสวีที่มีพลังเพียงลมปราณขั้นสมบูรณ์ หากไม่ใช่เพราะศิษย์อาสวีมีฝีมือล้ำเลิศ เกรงว่าคงประสบเคราะห์กรรมไปแล้ว"

สีหน้าของเหยาหย่าหลานเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ

เพียงแต่มือที่กำแน่นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความไม่สงบในใจนาง

ไหนๆ ก็พูดแล้ว ข่งฮวนจึงไม่รังเกียจที่จะพูดเพิ่มอีกสักสองสามประโยค

"ความจริงตอนนั้นศิษย์พี่หญิงจินอวิ๋นก็เข้าร่วมการปิดล้อมด้วย ศิษย์จากยอดเขาร้อยบุปผา ยอดเขาสร้างศาสตราและยอดเขาอื่นๆ ก็มีอีกหลายคนที่ลงมือ หากพวกท่านไม่เชื่อที่ข้าพูด สามารถเรียกทุกคนมาสอบถามทีละคนได้"

เจ้าสำนักเสวียวยาวส่ายหน้าเล็กน้อย "ไม่จำเป็น ข้าเชื่อในสายตาของตัวเองมากกว่า คำพูดของเจ้าถือเป็นคำอธิบายต่อศิษย์น้องเหยาแล้ว"

พูดจบ เขาก็เงยหน้ากวาดตามองทุกคนในที่นั้น "เชื่อว่าศิษย์น้องทุกท่าน คงเข้าใจความจริงของเรื่องนี้แล้ว"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 200 - ข้อครหา

คัดลอกลิงก์แล้ว