- หน้าแรก
- ตำนานโต้วหลัว กำเนิดดวงตาเทพและกระดูกจอมราชันย์
- บทที่ 27: หยุดตีกันได้แล้ว ขืนปล่อยไว้ฉันคงนอนตายตาไม่หลับ
บทที่ 27: หยุดตีกันได้แล้ว ขืนปล่อยไว้ฉันคงนอนตายตาไม่หลับ
บทที่ 27: หยุดตีกันได้แล้ว ขืนปล่อยไว้ฉันคงนอนตายตาไม่หลับ
บทที่ 27: หยุดตีกันได้แล้ว ขืนปล่อยไว้ฉันคงนอนตายตาไม่หลับ
ในวินาทีนั้นเอง ฝ่ามือของหยางหยวนก็ตวัดวูบออกไป
เพียะ!
รวดเร็วและดุดัน รังสีหมัดแหวกอากาศก่อนจะกระแทกเข้าที่ใบหน้าของลูกน้องคนหน้าสุดอย่างจัง
คนอื่นๆ มองเห็นเพียงแค่ภาพพร่ามัว
คนที่พุ่งเข้ามาคนแรกปลิวถอยหลังกลับไปเร็วยิ่งกว่าตอนพุ่งมา ราวกับว่าวปานสายป่านขาด
อึก...
คนอื่นๆ เบรกกันตัวโก่ง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดผวา
นั่นมันพละกำลังบ้าอะไรกันวะเนี่ย?
คนที่เพิ่งถูกซัดปลิวไปไม่ใช่ไก่อ่อนที่ไหน แต่เป็นถึงมหาวิญญาณาจารย์ระดับยี่สิบสาม
จะมาหมอบกระแตง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน?
เสวี่ยเปิงได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว
มิน่าล่ะไอ้เด็กบ้านนอกนี่ถึงไปเตะตาเสวี่ยชิงเหอ จนได้รับอภิสิทธิ์ให้เข้ามาเรียนในสถาบันตระกูลราชาเทียนโต่ว ที่แท้ก็มีฝีมืออยู่บ้างนี่เอง
แต่ไอ้เด็กนี่ดูยังไงก็อายุเต็มที่แค่แปดเก้าขวบ มันจะไปแข็งแกร่งได้สักแค่ไหนเชียว?
ลูกน้องของเขาคงจะประมาทไปเองแน่ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เสวี่ยเปิงก็ตวาดใส่พวกลูกน้องที่กำลังลังเล "มัวรออะไรกันอยู่? เข้าไปสิโว้ย!"
"กะอีแค่เด็กบ้านนอกคนเดียว พวกแกถึงกับปอดแหกเลยหรือไง?"
"พวกแกยังเหลือกันอีกตั้งหกคน หกรุมหนึ่ง จะไปกลัวอะไรวะ?"
"จัดการมันซะ!"
หกคนที่เหลือหันมามองหน้ากัน
หนึ่งในนั้นกัดฟันกรอดและปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ออกมา
วิญญาณยุทธ์ของเขาคือเสือดาว ลวดลายเสือดาวปรากฏชัดขึ้นตามผิวหนัง
วงแหวนวิญญาณสีเหลืองสองวงลอยขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้า
นักเรียนที่เข้าเรียนในสถาบันตระกูลราชาเทียนโต่วล้วนมาจากครอบครัวที่มีอิทธิพลพอตัว การมีวงแหวนวิญญาณวงแรกเป็นระดับสิบปีจึงแทบไม่เคยปรากฏให้เห็น
คนอื่นๆ ก็ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของตนออกมาเช่นกัน ทั้งโล่ ดาบโค้ง แรด และนกนางแอ่น
เมื่อปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์แล้ว ทั้งหกคนก็พุ่งกระโจนเข้าไปพร้อมกัน
ทว่าพวกมันกลับไม่มีการประสานงานกันเลยแม้แต่น้อย
วิญญาณาจารย์เสือดาวเป็นผู้นำทัพ ในฐานะวิญญาณาจารย์สายโจมตีว่องไว เขาจึงเร็วกว่าใครเพื่อน
เมื่อเห็นหยางหยวนยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง เขาก็ลอบดีใจ
ไอ้เด็กบ้านนอกหน้าโง่ หยิ่งยโสเสียจนไม่ยอมแม้แต่จะปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ออกมา
รนหาที่ตายชัดๆ
วิญญาณาจารย์ที่ไม่ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ ย่อมสามารถดึงพลังออกมาใช้ได้ไม่ถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ
วิญญาณาจารย์เสือดาวประชิดตัวและเข้าถึงหยางหยวนในชั่วพริบตา
เขาแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม
อยากโชว์ออฟนักใช่ไหม? คอยดูเถอะ ฉันจะซัดแกให้ตื่นจากฝันเอง!
แต่วินาทีต่อมา ร่างของเขาก็แข็งทื่อ
ร่างของหยางหยวนวูบไหว ฝ่ามือหนึ่งพุ่งออกไปตะปบเข้าที่ใบหน้าของวิญญาณาจารย์เสือดาวก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ตอบสนอง
โลกทั้งใบพลันมืดมิด
หยางหยวนจับหัวของเขากระแทกลงกับพื้นอย่างจัง
ตูม!
ดินและเศษหินปลิวว่อน หัวของวิญญาณาจารย์เสือดาวฝังจมลงไปในผืนดิน
อีกห้าคนที่เหลือถึงกับผงะกับภาพอันโหดเหี้ยมนี้ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ทั้งห้าคนระดมโจมตีเข้ามาพร้อมกัน
แต่หยางหยวนเร็วกว่ามาก
เขาปล่อยมือจากวิญญาณาจารย์เสือดาว ก้าวเท้าด้วยวิชาเคลื่อนไหวดุจเงาพราย หลบหลีกพริ้วไหวผ่านทุกการโจมตีราวกับภูตผี
จากนั้นก็พุ่งทะลวงเข้าไปดั่งพยัคฆ์ร้ายบุกฝูงแกะ ซัดฝ่ามือใส่ทีละคนเรียงตัว
หลังจากดูดซับวงแหวนวิญญาณพันปีไปถึงสองวง พลังวิญญาณของหยางหยวนก็ทะยานขึ้นไปถึงระดับยี่สิบสี่แล้ว
หากเขาไม่ออมมือ แค่ตบเดียวก็สามารถปลิดชีพวิญญาณจารย์ระดับสามสิบธรรมดาๆ ได้สบายๆ นับประสาอะไรกับเด็กพวกนี้
เสียงกระแทกดังทึบสะท้อนก้อง ร่างทั้งห้าปลิวถลาออกไปไกลเจ็ดแปดเมตรและสลบเหมือดไปในทันที
แม้หยางหยวนจะอารมณ์ร้อนแต่ก็ไม่ได้คิดจะเอาชีวิตใคร ทว่าเขาก็ไม่คิดจะปล่อยพวกมันไปง่ายๆ เช่นกัน
ฝ่ามือเหล่านั้นรับประกันได้เลยว่าพวกมันต้องนอนหยอดน้ำข้าวกลืนน้ำตาอยู่บนเตียงไปอีกหลายเดือน
เสวี่ยเปิงเบิกตาโพลงด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
"ป... เป็นไปได้ยังไงกัน?"
ลูกน้องทุกคนมีพลังวิญญาณเกินระดับยี่สิบกันทั้งนั้น หกรุมหนึ่งแท้ๆ แต่กลับถูกบดขยี้ไม่เหลือซาก
ไอ้เด็กบ้านนอกนี่มันอยู่ระดับไหนกันแน่เนี่ย?
เมื่อคิดว่าเสวี่ยชิงเหอสามารถดึงตัวอัจฉริยะแบบนี้มาได้ เสวี่ยเปิงก็เต็มไปด้วยความริษยาและโกรธแค้น
ขณะที่เขากำลังก่นด่าสาปแช่งอยู่ภายในใจ ร่างๆ หนึ่งก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
เมื่อเสวี่ยเปิงสบเข้ากับเนตรคู่นั้น แรงกดดันอันลึกล้ำราวกับห้วงเหวก็ทำเอาวิญญาณของเขาสั่นสะท้าน
ดวงตาคู่นั้นราวกับจะกระชากวิญญาณของเขาหลุดออกจากร่าง
"ก... แกจะทำอะไร?"
"ข้าคือองค์ชายสี่แห่งจักรวรรดิเทียนโต่วนะ เสด็จพ่อไม่มีทางปล่อยแกไว้แน่ถ้าแกกล้าแตะต้องตัวข้า!"
เขาเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก พยายามทำใจดีสู้เสือ
"ยังจะปากดีอยู่อีกเหรอ?"
"คิดว่าฉันไม่กล้าหรือไง?"
หยางหยวนแค่นเสียงเย็นชาและตบเข้าที่ใบหน้าของเสวี่ยเปิงอย่างจัง
เพียะ! แก้มของเสวี่ยเปิงบวมปูดขึ้นมาทันที ฟันที่โชกไปด้วยเลือดสี่ซี่หลุดกระเด็นออกจากปาก
หยางหยวนไม่ได้อัดให้เขาสลบ เขาเปลี่ยนสลับมือไปมา ตั้งใจจะฉีกหน้าให้ถึงที่สุด
ไอ้เด็กเวรนี่ทำให้เขารู้สึกขยะแขยง ถ้าไม่ได้สั่งสอนให้หลาบจำ หยางหยวนคงนอนตายตาไม่หลับแน่
ถึงยังไงก็มีเชียนเริ่นเสวี่ยคอยตามเช็ดตามล้างให้อยู่แล้ว แค่ปล่อยให้องค์ชายยังมีลมหายใจอยู่ก็พอ
ไม่ไกลออกไป ยามเฝ้าประตูยืนมองดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
องค์ชายสี่กำลังถูกคนขององค์รัชทายาทหยามเกียรติ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ยามเฝ้าประตูอย่างเขาคงต้องซวยไปด้วยแน่ๆ
เขารีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามา พลางตะโกนลั่น
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
"พอได้แล้ว ขืนตีกันต่อได้มีคนตายแน่!"
ถึงตอนนี้ นักเรียนของสถาบันตระกูลราชาเทียนโต่วหลายคนได้มามุงดูกันแล้ว
เมื่อเห็นเสวี่ยเปิงถูกหยามหน้ากลางสาธารณชน พวกเขาก็แอบปรบมือและสะใจกันอยู่ห่างๆ
เมื่อสังเกตเห็นยามเฝ้าประตู หยางหยวนก็ซัดฝ่ามือสุดท้ายส่งเสวี่ยเปิงให้สลบเหมือดไป
ยามเฝ้าประตูได้แต่ชี้หน้าหยางหยวน "เจ้านี่มันก่อเรื่องใหญ่แล้วรู้ตัวไหม!"
หยางหยวนยักไหล่
"เอาเถอะ พาฉันไปพบกับคณะกรรมการทั้งสามท่านก็แล้วกัน เล่าให้พวกเขาฟังไปตามที่นายเห็น รับรองว่าจะไม่มีใครเอาผิดนายได้หรอก"
ยามเฝ้าประตูจำใจตกลงและนำทางเขาไปยังห้องทำงานของคณะกรรมการ
หลังจากพวกเขาก้าวออกไป ไทยมุงทั้งหลายก็เริ่มกรูกันเข้ามา
เมื่อเห็นสภาพอันสะบักสะบอมขององค์ชายและพรรคพวก พวกเขาก็พากันสูดลมหายใจเข้าลึก
"ไอ้สัตว์ประหลาดนั่นมันโผล่มาจากไหนกันวะเนี่ย?"
"โคตรเถื่อนเลย!"
"เสวี่ยเปิงเอาแต่กร่างรังแกคนอื่นไปทั่ว ในที่สุดก็เจอดีเข้าให้แล้ว!"
"สมน้ำหน้ามัน!"