- หน้าแรก
- ตำนานโต้วหลัว กำเนิดดวงตาเทพและกระดูกจอมราชันย์
- บทที่ 1: ลำพังเนตรคู่ก็เป็นวิถีไร้เทียมทานอยู่แล้ว ยิ่งมีกระดูก ยิ่งมีหนทาง
บทที่ 1: ลำพังเนตรคู่ก็เป็นวิถีไร้เทียมทานอยู่แล้ว ยิ่งมีกระดูก ยิ่งมีหนทาง
บทที่ 1: ลำพังเนตรคู่ก็เป็นวิถีไร้เทียมทานอยู่แล้ว ยิ่งมีกระดูก ยิ่งมีหนทาง
บทที่ 1: ลำพังเนตรคู่ก็เป็นวิถีไร้เทียมทานอยู่แล้ว ยิ่งมีกระดูก ยิ่งมีหนทาง
จักรวรรดิเทียนโต่ว หมู่บ้านตี้หุน
หยางหยวนยืนอยู่บนภูเขาด้านหลัง ทอดสายตามองทิวทัศน์เบื้องล่าง
สายลมโชยพัดแผ่วเบาปะทะใบหน้า แววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
ภายในหัวของเขา แถบความคืบหน้าที่มองเห็นได้เพียงคนเดียว กำลังขยับเดินหน้าไปอย่างช้าๆ
99.998%
99.999%
100%
เมื่อแถบความคืบหน้าถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ลมหายใจของหยางหยวนก็ถี่กระชั้นขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
หกปี!
หลังจากทะลุมิติมายังทวีปโต้วหลัวได้หกปี ในที่สุดนิ้วทองคำของเขาก็เปิดใช้งานก่อนการปลุกวิญญาณยุทธ์
"ติ๊ง!"
เสียงดังกังวานนั้นราวกับเสียงดนตรีสวรรค์ในหูของหยางหยวน
"เม็ดทรายเพียงเม็ดเดียวอาจถมสมุทรได้กว้างใหญ่ หญ้าเพียงใบเดียวอาจฟาดฟันได้ทั้งตะวัน จันทรา และดวงดาว"
"ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ระบบหลุดพ้นสูงสุดแห่งโลกสมบูรณ์แบบเปิดใช้งานแล้ว"
"หืม?"
หยางหยวนฟังเสียงที่ดูเหมือนเครื่องจักรของระบบแล้วเลิกคิ้วขึ้น
โลกสมบูรณ์แบบ?
นี่มันทวีปโต้วหลัวไม่ใช่หรือ?
อึก...
หยางหยวนกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ลางสังหรณ์อันเลวร้ายพลันถาโถมเข้ามาในใจ
แย่แล้ว!
ความคิดนี้วาบขึ้นมา แล้วเสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
สิ่งที่เขาหวาดกลัวได้เกิดขึ้นจริงๆ
เสียงของระบบเหมือนกับสัญญาณที่ขาดหายไป
"ซ่า..."
"ตรวจพบความผิดปกติของโลกปัจจุบัน"
"การผูกมัดโฮสต์ผิดพลาด..."
"กำลังยกเลิกการผูกมัดระบบ..."
เมื่อได้ยินเสียงนั้น สีหน้าของหยางหยวนก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรงทันที
ล้อกันเล่นหรือเปล่าลูกพี่?
ฉันรอมาตั้งหกปี ในที่สุดระบบก็เปิดใช้งาน
แล้วตอนนี้มาบอกว่าผูกมัดผิดพลาดเนี่ยนะ?
"ระบบ ระบบ!"
หยางหยวนรีบตะโกนเรียก
"อยู่นี่!"
เสียงเครื่องจักรที่ติดขัดของระบบหยุดลงชั่วคราวและตอบกลับหยางหยวน
"นายคงไม่ทิ้งฉันไว้ที่นี่แล้วหนีไปเฉยๆ หรอกใช่ไหม?"
ระบบตอบหยางหยวนว่า "โลกใบนี้เล็กเกินไป ฉันต้องไปแล้ว ขอให้โชคดี!"
สีหน้าของหยางหยวนดูไม่สู้ดีนักเมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่ว่าใครที่เจอสถานการณ์แบบนี้ก็คงมีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน
แต่เขารู้ดีว่า
ถ้าระบบตั้งใจจะยกเลิกการผูกมัด เขาก็ทำอะไรไม่ได้เลย
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาต้องตักตวงผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
ด้วยวิธีนี้ เขาจะได้มีรากฐานในการตั้งตัวในทวีปโต้วหลัว
ระบบของโลกสมบูรณ์แบบ ต่อให้ให้แค่เศษเนื้อเศษหนัง มันก็คงเพียงพอให้เขาใช้ในทวีปโต้วหลัวแล้วใช่ไหม?
หยางหยวนจึงตัดสินใจพูดขึ้นเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ให้ตัวเอง
"นายพาฉันมาที่โลกนี้และอาศัยอยู่ในตัวฉันมาถึงหกปี"
"ตอนนี้นายจะไปแล้ว อย่างน้อยก็ควรทิ้งอะไรไว้เป็นหลักประกันให้ฉันบ้างสิ?"
ระบบลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาสั้นๆ
"ตกลง!"
"มอบค่าชดเชยให้แล้ว ไปสำรวจเอาเอง"
"ลบล้างกรรมเสร็จสิ้น การยกเลิกผูกมัดระบบสำเร็จ"
เมื่อสิ้นคำพูดประโยคสุดท้าย เสียงของระบบก็ดับวูบไปทันที
วินาทีต่อมา แสงสว่างจ้าพุ่งออกมาจากกลางศีรษะของหยางหยวนและหายวับไปในพริบตา
หยางหยวนสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งหลุดลอยออกจากร่างกายไปอย่างกะทันหัน
แต่ความสนใจของเขาไม่ได้อยู่ที่ระบบที่จากไปแล้ว
เขาสอดส่ายสายตาสำรวจร่างกายตัวเอง เพื่อดูว่าค่าชดเชยที่ระบบให้มาคืออะไรกันแน่
น่าเสียดายที่ผ่านไปพักใหญ่ เขากลับไม่พบสิ่งใดเลย
หยางหยวนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
มันมองไม่เห็นจากภายนอก เป็นไปได้ไหมว่าค่าชดเชยที่ระบบให้มาจะปรากฏขึ้นหลังจากการปลุกวิญญาณยุทธ์เท่านั้น?
ดูเหมือนนี่จะเป็นคำอธิบายเพียงอย่างเดียว
ขณะนั้นเอง เด็กผู้ชายวัยไล่เลี่ยกันก็วิ่งขึ้นมาจากตีนเขา
"หยางหยวน หัวหน้าหมู่บ้านให้ฉันมาตามนายแน่ะ"
"มาแล้ว"
เมื่อได้ยินเสียง หยางหยวนก็หันกลับและวิ่งไปหา
เมื่อนึกถึงค่าชดเชยที่ระบบพูดถึง ความหวังสายหนึ่งก็จุดประกายขึ้นในใจ
ค่าชดเชยของระบบจะเป็นอะไรกันนะ?
...ในฐานะหมู่บ้านที่เคยให้กำเนิดจักรพรรดิวิญญาณ
หมู่บ้านตี้หุนค่อนข้างมีชื่อเสียงในหมู่บ้านละแวกใกล้เคียง เป็นรองก็เพียงหมู่บ้านเซิ่งหุนเท่านั้น
และที่บริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่ใจกลางหมู่บ้านตี้หุน
ปู่เฒ่าเจอร์รี่ ผู้อาวุโสของหมู่บ้าน ได้รวบรวมเด็กวัยหกขวบของหมู่บ้านมาไว้ด้วยกัน
เพราะวันนี้เป็นวันสำคัญยิ่ง
สำนักวิญญาณยุทธ์จะส่งเจ้าหน้าที่มาที่หมู่บ้านตี้หุน เพื่อทำพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์ให้กับเด็กๆ ที่อายุครบหกขวบ
สำหรับเด็กๆ
นี่อาจเป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของพวกเขาได้
เมื่อหยางหยวนมาถึง เด็กทุกคนก็มารวมตัวกันครบแล้ว
ปู่เฒ่าเจอร์รี่เห็นเขาจึงยิ้มและกวักมือเรียก
"เสี่ยวหยวน รีบมานี่สิ"
"ปู่เจอร์รี่"
หยางหยวนรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาทันที
เขาเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตไปหมดแล้ว
ถ้าไม่ได้ปู่เฒ่าเจอร์รี่รับเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด เขาก็คงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้
"วันนี้เป็นวันปลุกวิญญาณยุทธ์ เดี๋ยวอย่าตื่นเต้นไปล่ะ"
"ถ้าหลานปลุกพลังวิญญาณแต่กำเนิดได้ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด"
"แต่ถ้าปลุกพลังวิญญาณแต่กำเนิดไม่ได้ ก็อย่าท้อแท้ไปเลยนะ"
ปู่เฒ่าเจอร์รี่กล่าวอย่างจริงใจ
แม้จะไม่มีสายเลือดเดียวกัน
แต่เขาก็ปฏิบัติกับหยางหยวนราวกับเป็นหลานชายแท้ๆ ของตัวเองมาโดยตลอด
หยางหยวนเป็นเด็กดีและรู้ความมาตั้งแต่เด็ก มีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่
และด้วยเหตุผลนี้เอง ปู่เฒ่าเจอร์รี่จึงเป็นห่วง
ถ้าหยางหยวนไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณแต่กำเนิดขึ้นมาได้ เขาจะรับมือกับความผิดหวังไหวหรือไม่?
หยางหยวนมองความคิดของปู่เฒ่าเจอร์รี่ออกอย่างเป็นธรรมชาติ
เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"ผมเข้าใจครับ ปู่เจอร์รี่"
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน จู่ๆ เสียงกีบเท้าม้าก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ
ร่างเพรียวบางบนหลังม้าฝีเท้าจัดควบตะบึงมาแต่ไกล
"เจ้าหน้าที่จากสำนักวิญญาณยุทธ์มาถึงแล้ว"
"เสี่ยวหยวน ยืนอยู่ตรงนี้อย่าขยับไปไหนล่ะ"
ปู่เฒ่าเจอร์รี่บอก ก่อนจะเดินออกไปต้อนรับ
"ท่านมหาวิญญาณาจารย์ซูอวิ๋นเทา ครั้งนี้ต้องรบกวนท่านอีกแล้ว"
ซูอวิ๋นเทาพยักหน้าเล็กน้อยให้ปู่เฒ่าเจอร์รี่ ท่าทางดูเย็นชาอยู่บ้าง
แต่ปู่เฒ่าเจอร์รี่ชินกับท่าทีของซูอวิ๋นเทาเสียแล้ว
เขารู้ด้วยว่าแม้ซูอวิ๋นเทาจะดูเย็นชา แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน
"ปู่เจอร์รี่ ฉันมีเวลาไม่มากนัก เรามาเริ่มกันเลยเถอะ"
ปู่เฒ่าเจอร์รี่ตอบพร้อมรอยยิ้ม "ตามที่ท่านต้องการครับ"
พูดจบ เขาก็วางเรียกเด็กๆ ให้มายืนเข้าแถว
ปีนี้มีเด็กอายุครบหกขวบในหมู่บ้านตี้หุนเพียงสิบเอ็ดคนเท่านั้น
หยางหยวนยืนเป็นคนแรกของแถว
เขาลอบสังเกตซูอวิ๋นเทามาตลอดในขณะที่ปู่เฒ่าเจอร์รี่กำลังคุยอยู่กับอีกฝ่าย
ท้ายที่สุดแล้ว ใครบ้างจะไม่รู้ว่า หากมีคำประกาศว่าเป็นขยะจากปากของพี่เทา ราชันเทพอีกองค์ก็เตรียมถือกำเนิดขึ้นมาได้เลย?
เขาแค่สงสัยว่าตัวเองจะกลายเป็นวิญญาณยุทธ์ขยะจากคำพูดของพี่เทาด้วยหรือเปล่า
ขณะที่หยางหยวนกำลังจมอยู่ในภวังค์
ปู่เฒ่าเจอร์รี่และซูอวิ๋นเทาก็เดินเข้ามา นำพาเด็กๆ เข้าไปในบ้านหลังใหญ่กลางหมู่บ้าน
บ้านหลังใหญ่นี้คือสภาวิญญาณยุทธ์ประจำหมู่บ้าน
และเป็นสถานที่ที่เด็กๆ จะใช้ทำพิธีปลุกวิญญาณยุทธ์
หลังจากเข้ามาในสภาวิญญาณยุทธ์ประจำหมู่บ้าน ซูอวิ๋นเทาก็แนะนำตัวเองเป็นอันดับแรก:
"ฉันชื่อซูอวิ๋นเทา เป็นมหาวิญญาณาจารย์ระดับยี่สิบหก และจะเป็นผู้นำทางให้กับพวกเธอ"
"ตอนนี้ฉันจะปลุกวิญญาณยุทธ์ให้พวกเธอทีละคน"
พูดจบ เขาก็วางหินสีดำหกก้อนลงบนพื้น และมองไปยังหยางหยวนที่ยืนอยู่หน้าสุดของเด็กๆ ด้วยสายตาเป็นเชิงสั่ง
"เข้ามาตรงกลางค่ายกล ไม่ต้องตื่นเต้น"
น้ำเสียงของซูอวิ๋นเทาตอนที่พูดกับหยางหยวน ไม่ได้เย็นชาเหมือนตอนที่พูดกับปู่เฒ่าเจอร์รี่
แน่นอนว่าคำพูดของเขาเป็นเรื่องเกินความจำเป็น
หยางหยวนไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากระตือรือร้นที่จะลองดูเสียด้วยซ้ำ
เขาอยากรู้จริงๆ
ว่าค่าชดเชยที่ระบบทิ้งไว้ให้ก่อนจากไปคืออะไรกันแน่?
"หมาป่าเดียวดาย สถิตร่าง!"
ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ซูอวิ๋นเทาก็ส่งเสียงตะโกนเบาๆ
เขาประทับร่างวิญญาณยุทธ์เสร็จสิ้นทันที ท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของเด็กๆ
เมื่อสิ้นเสียง ร่างกายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นทันที
มีขนสีเทางอกออกมาจากมือ
ดูราวกับมนุษย์หมาป่าที่เดินสองขา
เด็กๆ รอบข้างพากันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวทันที
"ไม่ต้องกลัว นี่คือวิญญาณยุทธ์ของฉัน"
ซูอวิ๋นเทากล่าวอย่างเรียบเฉย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อาการตื่นตระหนกของเด็กๆ ก็ทุเลาลงบ้าง
จากนั้นซูอวิ๋นเทาก็มมองไปที่หยางหยวน ซึ่งยืนอยู่กลางค่ายกล
เขาพบว่าหยางหยวนยังคงนิ่งเฉย แม้ในขณะที่เขากำลังประทับร่างวิญญาณยุทธ์ แววตาประหลาดใจจึงปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา
น่าสนใจทีเดียว
เขาชักอยากรู้แล้วว่าหยางหยวนจะปลุกวิญญาณยุทธ์แบบไหนออกมา
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูอวิ๋นเทาก็ตบมืออย่างรวดเร็ว
แสงสีเขียวหกสายพุ่งเข้าไปในหินสีดำทั้งหกก้อนทันที
ชั่วพริบตา แสงสีทองจางๆ ก็เข้าปกคลุมร่างของหยางหยวน
ภายในแสงสีทองนั้น หยางหยวนรู้สึกราวกับว่าบางสิ่งภายในร่างกายเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ความรู้สึกปวดบวมแล่นปราดมาจากดวงตาอย่างกะทันหัน
ความปวดบวมนั้นทำให้หยางหยวนหลับตาลงตามสัญชาตญาณ
ทว่า
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขากลับกลายเป็นเนตรคู่ไปเสียแล้ว
เนตรคู่นี้เปล่งประกายด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ สะท้อนภาพอักขระที่อัดแน่น
รางเลือนว่าภายในเนตรคู่นั้น มีการจำลองการก่อกำเนิดและการดับสูญของโลก หมุนเวียนไปมาระหว่างพลังชีวิตอันไร้ขีดจำกัดและการทำลายล้าง
แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกมาจากร่างของหยางหยวนในวินาทีที่เนตรคู่ปรากฏขึ้น
แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด
หยางหยวนยังสัมผัสได้ถึงพลังงานอีกสายหนึ่งที่กำลังรวมตัวกันอยู่ที่หน้าอก
เขาสามารถมองเห็นกระดูกชิ้นพิเศษในหน้าอกของตนผ่านเนตรคู่นั้นได้
กระดูกชิ้นนั้นเปล่งประกายด้วยแสงที่ไหลเวียน ส่องสว่างไปด้วยอักขระอันไร้ที่สิ้นสุด
หยางหยวนเข้าใจในทันที
ค่าชดเชยที่ระบบมอบให้เขาก็คือเนตรคู่และกระดูกสูงสุดนี่เอง
แม้ว่าเนตรคู่และกระดูกสูงสุดที่ระบบมอบให้ จะถือว่าเป็นเพียงเวอร์ชันพื้นฐานที่สุดของที่สุดก็ตาม
แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความแข็งแกร่งของเนตรคู่และกระดูกสูงสุดลงเลย
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านภายในร่างกาย หยางหยวนก็รู้สึกถึงอิสระอันไร้ขอบเขตในทันที
ดังคำกล่าวที่ว่า ลำพังเนตรคู่ก็เป็นวิถีไร้เทียมทานอยู่แล้ว ยิ่งมีกระดูก ก็ยิ่งมีหนทาง