- หน้าแรก
- ระบบร่างแยกไร้เทียมทาน
- บทที่ 5 ยิ่งสู้ยิ่งเพิ่ม
บทที่ 5 ยิ่งสู้ยิ่งเพิ่ม
บทที่ 5 ยิ่งสู้ยิ่งเพิ่ม
สองวันต่อมา
ในตอนนี้หลินห่าวได้อัญเชิญร่างแยกออกมาเจ็ดร่างแล้ว จากสองวันที่ผ่านมา หลินห่าวคาดการณ์คร่าวๆ ว่าร่างแยกหนึ่งร่างสามารถขุดหินวิญญาณเจือปนได้ประมาณ 16 ก้อนต่อวัน
ซึ่งเร็วกว่าหลินห่าวอย่างเห็นได้ชัด เพราะร่างแยกไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่จำเป็นต้องพักผ่อน
สองวันนี้หลินห่าวขุดวันละ 15 ชั่วโมง ได้หินวิญญาณเจือปนเพียงวันละสิบก้อน
นอกจากนี้หลินห่าวยังได้ลองฝึกฝนดู พบว่าในสภาพแวดล้อมที่เสียงดัง การเข้าฌานนั้นยากลำบากจริงๆ ซึ่งทำให้เขายิ่งอยากซื้อค่ายกลเก็บเสียงมากขึ้นไปอีก
เจ้าของร่างเดิมฝึกฝนมาสามปีกว่าแล้ว จริงๆ แล้วตอนนี้ก็ใกล้จะถึงระดับสองแล้ว หลินห่าวคาดว่าหากใช้โอสถรวมวิญญาณฝึกฝนทุกวัน ก็ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวันเท่านั้น
แต่หินวิญญาณบริสุทธิ์ 200 ก้อนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ และยังติดหนี้หลู่เหออีกห้าสิบก้อน ตอนนี้หลินห่าวทำได้เพียงเพิ่มจำนวนร่างแยกไปเรื่อยๆ และเลื่อนเวลาการฝึกฝนออกไปก่อน
“หลินห่าว เจ้าไม่ได้อยู่ทั้งคืนอีกแล้วใช่ไหม?”
เมื่ออู๋จั๋วและพวกอีกห้าคนมาถึง ก็ทักทายหลินห่าว โดยเฉพาะอู๋จั๋วร่างเล็ก ที่มักจะมาคุยกับหลินห่าวอยู่บ่อยครั้ง ความตั้งใจที่จะดึงหลินห่าวเข้าร่วมกลุ่มนั้นชัดเจนยิ่งนัก
โดยเฉพาะเมื่อคนรอบข้างหลินห่าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความสนใจในตัวเขาก็ยิ่งมากขึ้น
“ช่วยไม่ได้ เป็นหนี้ท่วมหัว ไม่ขยันก็ไม่ได้”
หลินห่าวไม่ได้ปิดบัง เขาเล่าเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมเป็นหนี้หินวิญญาณให้ฟังทั้งหมด
อู๋จั๋วก็รู้สึกเห็นใจเช่นกัน
ระหว่างการสนทนา หลินห่าวก็ได้รู้ว่าหัวหน้าของอู๋จั๋วชื่ออู๋เทียน พวกเขาทั้งห้าคนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน มาถึงเหมืองศิลามังกรเมื่อสองเดือนก่อน
ตอนนั้นพวกเขาตั้งใจจะไปเสี่ยงโชคที่ตลาดชิงซานซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองหย่ง แต่ระหว่างทางกลับถูกผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานคนหนึ่งบังคับพามาที่เหมืองศิลามังกร
โชคดีที่พวกเขาทั้งห้าคนสามัคคีกันมาก แม้จะถูกข่มขู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าหลินห่าวมาก
“ไอ้พวกเดรัจฉาน รอให้ข้ามีตบะสูงขึ้นเมื่อไหร่ จะต้องทำให้พวกมันได้ลิ้มรสชาติของการถูกปล้นบ้าง” อู๋จั๋วขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เห็นได้ชัดว่าเขานึกถึงวันที่ถูกข่มขู่รีดไถในตอนแรก
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คุมงานในเหมืองถึงไม่สนใจคนงานเหมืองระดับล่าง ปล่อยให้ถูกรังแกข่มเหง ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ส่งมอบหินวิญญาณเจือปนสามร้อยก้อนทุกเดือนเหมือนกัน หรือว่าพวกเราสมควรถูกข่มขู่แล้ว?
อู๋จั๋วระบายความทุกข์อย่างต่อเนื่อง หลินห่าวก็คอยเออออตามไป สุดท้ายอู๋จั๋วก็มองไปที่ชายฉกรรจ์เจ็ดคนที่อยู่ข้างๆ หลินห่าว และแสดงความต้องการที่จะร่วมมือกันอีกครั้ง
หลังจากที่หลินห่าวปฏิเสธอย่างเคย อู๋จั๋วก็กลับไปที่กลุ่มของตนเอง
ชีวิตการขุดเหมืองในแต่ละวันเริ่มต้นขึ้น ไม่นานนัก กลุ่มของอู๋เทียนก็ค่อยๆ รวบรวมคนงานเหมืองได้สิบกว่าคน
เสียงขุดเหมือง ‘ก๊อง ก๊อง ก๊อง’ ดังกว่าสองสามวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่มีใครรู้ว่าพายุฝนกำลังจะมาถึง
ในขณะเดียวกัน
ชายฉกรรจ์หัวล้านกำลังรวบรวมลูกน้องของตน มีระดับรวมปราณขั้นที่สองห้าคน และระดับรวมปราณขั้นที่หนึ่งอีกสิบสองคน คนงานเหมืองร่างเล็กก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย คนเหล่านี้ล้วนเป็นพี่น้องที่เคยร่วมสู้รบกับชายฉกรรจ์หัวล้านเพื่อยึดครองดินแดนแห่งนี้ ความจงรักภักดีนั้นไม่ต้องพูดถึง
ชายฉกรรจ์หัวล้านและลูกน้องระดับสองอีกห้าคนถือดาบวิญญาณคนละเล่ม ส่วนระดับหนึ่งอีกสิบสองคนถือจอบวิญญาณ เดินทางมาทางหลินห่าวอย่างยิ่งใหญ่
เหตุผลที่รวบรวมลูกน้องมามากมายขนาดนี้ ก็เพราะชายหัวล้านต้องการจะปล้นให้สิ้นซากด้วยความเร็วสูงสุด ไม่ให้ใครหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
ห้านาทีต่อมา
หลินห่าวที่กำลังขุดเหมืองอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังสับสนอลหม่าน
หลินห่าวรีบมองตามเสียงไปทันที พลันรู้สึกขนหัวลุก เขาเห็นชายหัวล้านหน้าตาดุดัน ในมือกำดาบวิญญาณ ด้านหลังมีคนงานเหมืองสิบกว่าคนตามมา กำลังเดินมาอย่างองอาจ
หลินห่าวคิดในใจ “แย่แล้ว!”
ด้วยท่าทีเช่นนี้ แม้แต่คนโง่ก็ดูออกว่าต้องมาเพื่อข่มขู่รีดไถอย่างแน่นอน
“เจ้าคืออู๋เทียนรึ?”
ชายหัวล้านเดินมาอยู่ตรงหน้าอู๋เทียน สีหน้าเต็มไปด้วยความขบขัน
หลายวันนี้เขาส่งคนมาสืบสวนแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกใจกับอู๋เทียน
ชายหัวล้านไม่รอให้อู๋เทียนตอบ และพูดต่อว่า: “ข้าจะนับถึงสาม ให้คนของเจ้าเปิดถุงมิติและส่งมอบหินวิญญาณทั้งหมดมาทันที มิฉะนั้นอย่าหาว่าดาบวิญญาณของข้าไร้ปรานี!”
ชายหัวล้านพูดจบ ก็หันไปพูดกับลูกน้องระดับรวมปราณขั้นที่สองข้างๆ พลางชี้ไปทางหลินห่าว “เจียงหยาง เจ้าพาคนไปล้อมพวกมันไว้ อย่าให้หินวิญญาณตกหล่นแม้แต่ก้อนเดียว”
เจียงหยางได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า โบกมือครั้งหนึ่ง คนงานเหมืองระดับรวมปราณขั้นที่หนึ่งสิบคนก็รีบวิ่งไปทางหลินห่าวทันที
“เซียวเฟยไป๋ เจ้าหักหลังพวกเรา!!!” เมื่อเห็นคนงานเหมืองร่างเล็กยืนอยู่ข้างๆ ชายฉกรรจ์หัวล้าน อู๋เทียนจะไ่มรู้ได้อย่างไรว่าตนเองถูกหักหลัง สีหน้าของเขาน่าเกลียดอย่างยิ่ง
เซียวเฟยไป๋ยิ้มกว้าง “หักหลังรึ? ข้าเป็นคนของหัวหน้าหลิวอยู่แล้ว จะโทษก็ต้องโทษพวกเจ้าที่ซื่อเกินไป ไม่มีความระแวงเลยแม้แต่น้อย”
“หัวหน้า จะทำอย่างไรดี?” อู๋จั๋วที่อยู่ข้างๆ จ้องมองเซียวเฟยไป๋เขม็ง พยายามข่มความอยากที่จะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายคาที่
"ทุกคนส่งหินวิญญาณออกไปให้หมด" อู๋เทียนไม่อาจมองทะลุตบะของชายหัวล้านได้ จึงรู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าตนมาก ในใจเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คำพูดแต่ละคำราวกับถูกเค้นออกมาจากซอกฟัน
ส่วนคนงานเหมืองที่อู๋เทียนเชิญมา ก็รู้ดีว่าชายหัวล้านไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งด้วย พวกเขาได้ส่งมอบหินวิญญาณเจือปนไปเกือบหมดแล้ว หินวิญญาณที่ติดตัวก็มีไม่มากนัก ดังนั้นจึงไม่รอให้ชายหัวล้านพูดอะไรมาก รีบนำหินวิญญาณออกมาทันที
ในขณะเดียวกัน
หลินห่าวและร่างแยก ถูกเจียงหยางและลูกน้องล้อมไว้หมดแล้ว
จริงๆ แล้ว สำหรับสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้ หลินห่าวได้ซ้อมรับมือในใจมาหลายครั้งแล้ว
แผนการรับมือก็มีอยู่หลายแบบ
ก่อนหน้านี้หลินห่าวได้ทิ้งหินวิญญาณเจือปนไว้กับร่างแยกแต่ละตัวหนึ่งถึงสองก้อน
หากอีกฝ่ายมีพลังเหนือกว่าตนเองอย่างเห็นได้ชัด ก็จะไม่ต่อต้านอย่างไร้ประโยชน์
นำหินวิญญาณเจือปนออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายที่ปล้นหินวิญญาณไม่ได้แม้แต่ก้อนเดียว โกรธจนหน้ามืดและก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น
ดังนั้นเมื่อเจียงหยางมาถึง หลินห่าวจึงสั่งให้ร่างแยกนำหินวิญญาณเจือปนออกมาทันที
“พี่น้องทุกท่าน พวกเราส่งมอบหินวิญญาณเจือปนไปหมดแล้ว ตอนนี้มีอยู่เท่านี้”
หลินห่าวพูดไปพลาง เปิดถุงมิติออกให้พวกเขาตรวจสอบไปพลาง
จากนั้นก็ยืนอยู่ข้างๆ ในใจคิดว่า หวังว่าพวกเขาจะยอมหยุดเพียงเท่านี้ มิฉะนั้นคงต้องสู้ตาย
เจียงหยางให้ลูกน้องไปค้นหา และก็ไม่พบหินวิญญาณอีกแม้แต่ก้อนเดียวจริงๆ ใบหน้าของเขาแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะที่เขากำลังจะระเบิดอารมณ์ ทันใดนั้นก็มีเสียงที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและขุ่นเคืองดังขึ้น
“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เหลืออีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น สวรรค์ ท่านช่างไม่ยุติธรรมกับพวกเราเลย!!!”
เสียงนี้หลินห่าวคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นเสียงของอู๋จั๋วร่างเล็กที่มักจะมาพูดคุยกับตนเองอยู่บ่อยครั้ง
“เกิดอะไรขึ้น?” หลินห่าวตกใจอย่างยิ่ง ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมอู๋จั๋วถึงร้องออกมาด้วยความโศกเศร้าเช่นนี้
หลินห่าวรีบมองไปทันที ก็เห็นอู๋เทียนและพวกอีกห้าคน ทุกคนมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นราวกับจะกินคน
และไม่ไกลจากพวกเขา ชายฉกรรจ์หัวล้านกำลังถือยาเม็ดสีแดงที่หลินห่าวไม่รู้จักอยู่เม็ดหนึ่ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดีใจอย่างสุดขีด
“เป็นเช่นนี้นี่เอง เป็นเช่นนี้นี่เอง!!! ไม่น่าแปลกใจที่พวกเจ้ามีระดับรวมปราณขั้นที่หนึ่งเท่านั้น แต่กลับคิดจะไปแย่งชิงพื้นที่ในแหล่งที่มีหินวิญญาณเจือปนสูง ฮ่าๆๆๆ สวรรค์เข้าข้างข้าจริงๆ!!”
ชายฉกรรจ์หัวล้านหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นใบหน้าก็ปรากฏแววโหดเหี้ยม: “ฆ่าให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว”
เมื่อชายหัวล้านออกคำสั่ง คนงานเหมืองต่างก็แสดงสีหน้ากระหายเลือด ยกดาบวิญญาณและจอบวิญญาณขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าสังหารอู๋เทียนและพวก
ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลินห่าวยังไม่ทันเข้าใจว่าทำไม แต่ก็รู้สึกได้ลางๆ ว่าเกี่ยวข้องกับโอสถสีแดงเม็ดนั้น
นี่คือการฆ่าคนปิดปาก!!!
ในใจของหลินห่าวพลันรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ความคิดแรกของเขาคือหนี ต้องหนีเดี๋ยวนี้
หลินห่าวสั่งให้ร่างแยกทั้งหมดล้อมรอบตนเองทันที และฉวยโอกาสที่เจียงหยางยังไม่ลงมือ วิ่งหนีไปยังทางออกของเหมืองอย่างบ้าคลั่ง
แต่เพิ่งวิ่งไปได้ไม่ถึงร้อยเมตร ก็ถูกเจียงหยางที่รู้ตัวทันตามมาทัน
และหลินหกกับหลินเจ็ดที่วิ่งอยู่ท้ายสุด ก็ถูกคนงานเหมืองหลายคนรั้งไว้ พวกเขาไม่สามารถต้านทานได้เลย ทำได้เพียงนอนราบกับพื้นเพื่อป้องกันตันเถียน เพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างกายก็ถูกจอบวิญญาณหลายอันฟาดจนเละเทะ สภาพน่าสังเวชอย่างยิ่ง
“ทำอย่างไรดี? หนีไม่พ้นแล้ว”
แม้ว่าจะสามารถเรียกคืนร่างแยกกลับสู่พื้นที่ระบบได้ แต่ถ้าร่างแยกได้รับบาดเจ็บที่มือและเท้า ก็จะสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไป สุดท้ายตนเองก็คงไม่รอดเช่นกัน
“ใจเย็นๆ ถ้าข้าสติแตกไปด้วย ร่างแยกก็จะไม่มีพลังต่อสู้เลย”
หลินห่าวต้านทานการโจมตีของคนงานเหมืองไปพลาง สมองก็ทำงานอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ศัตรูมีจำนวนมาก เรามีน้อย แม้ร่างแยกจะไม่กลัวตาย แต่หากเวลาผ่านไปนานเข้า สุดท้ายก็...
เดี๋ยวก่อน ไม่กลัวตาย
อาจเป็นเพราะภัยคุกคามถึงชีวิต สมองของหลินห่าวจึงทำงานเร็วกว่าปกติมาก
เขานึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมาทันที----รวบรวมกำลังพลที่เหนือกว่าเพื่อทำลายล้างศัตรูทีละคน
ดวงตาของหลินห่าวพลันสว่างวาบ หากรวบรวมร่างแยก ใช้ประโยชน์จากความไม่กลัวตายของร่างแยก แม้จะได้รับบาดเจ็บก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด ก็จะสามารถทำลายล้างพวกเขาได้ทีละคน
เมื่อฝ่ายหนึ่งอ่อนแอลง อีกฝ่ายก็จะแข็งแกร่งขึ้น บางทีอาจจะสามารถพลิกสถานการณ์การต่อสู้ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินห่าวก็ออกคำสั่งทันที สั่งให้หลินสี่ หลินห้า และหลินหกยื้อเจียงหยางไว้ให้ได้ จากนั้นก็รวบรวมร่างแยกสี่ตัว และมอบดาบวิญญาณเล่มเดียวที่มีให้หลินอี ให้หลินอีนำร่างแยกพุ่งเข้าสังหารคนงานเหมืองร่างเล็กคนหนึ่ง
หลินอีมีใบหน้าเรียบเฉย และไม่จำเป็นต้องแสดงสีหน้าใดๆ ปล่อยให้คนงานเหมืองหลายคนใช้จอบวิญญาณฟาดใส่ร่างกายตนเอง ราวกับกระทิงป่า พุ่งเข้าใส่คนงานเหมืองร่างเล็กอย่างรวดเร็ว ฟันดาบลงบนร่างของเขา ตามมาด้วยร่างแยกอีกสี่ตัวที่เหวี่ยงจอบวิญญาณฟาดเข้าที่ศีรษะของเขาอย่างแรง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนคนงานเหมืองต่างก็ตะลึงไปชั่วขณะ: “พวกเจ้ามีความแค้นอะไรกับต้าหลินรึ?”
เมื่อมองดูคนงานเหมืองร่างเล็กที่ตอนนี้ใบหน้าเละจนจำไม่ได้แล้ว ในที่สุดคนงานเหมืองก็รู้ตัว และต่างก็ยกจอบวิญญาณขึ้นมาโจมตีหลินอีและพวกทั้งสี่
“เร็วเข้า เร็วเข้า หลินอี เก็บถุงมิติของเขาเข้าพื้นที่ระบบ”
เมื่อความคิดเปิดกว้าง มันก็พรั่งพรูออกมาดั่งสายน้ำ เมื่อมองไปยังคนงานเหมืองร่างผอมแห้งที่สิ้นลมไปแล้ว หลินห่าวก็คิดขึ้นมาได้ทันทีว่าในถุงมิติของเขาอาจจะมีหินวิญญาณ และถ้ามีหินวิญญาณเพียงพอ เขาก็จะสามารถอัญเชิญร่างแยกได้อีกครั้ง
หลินอีที่ได้รับคำสั่งก็รีบเก็บถุงมิติเข้ามิติทันที จากนั้นก็พุ่งเข้าฟันคนงานเหมืองอีกคน
วิธีการต่อสู้ที่ไม่สนใจความเสียหายเช่นนี้ ทำให้คนงานเหมืองรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย และในตอนนี้พวกเขาก็สังเกตเห็นว่า ทั้งๆ ที่หลินอีได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายแห่ง แต่ทำไมพลังต่อสู้ถึงไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย?
ไม่ต้องพูดถึงพวกเขาเลย ในตอนนี้เจียงหยางเองก็อยู่ในสภาพงุนงงเช่นกัน
เขาต่อสู้กับร่างแยกสามร่าง เขาฟันอีกฝ่ายไปสิบกว่าดาบ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
หรือว่าดาบวิญญาณของข้าขึ้นสนิม หรือว่าดาบวิญญาณที่ข้าซื้อมาเป็นของปลอม?
ในขณะนี้ หลินห่าวที่ได้ถุงมิติมา ก็รีบเทของข้างในออกมาทั้งหมด แวบเดียวก็เห็นหินวิญญาณบริสุทธิ์ถึง 15 ก้อน
หลินห่าวรีบเติมเงิน อัญเชิญ หลินปาปรากฏตัว
หลินห่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงจำลองร่างแยกที่แปดให้มีลักษณะเหมือนคนงานเหมืองร่างผอมแห้งคนก่อน เพื่อสร้างความประหลาดใจ
หลินปามาถึงด้านหลังของคนงานเหมืองคนหนึ่ง เตรียมลอบโจมตี
เพิ่งจะยกจอบวิญญาณขึ้น คนงานเหมืองคนนั้นก็หันกลับมาทันที เมื่อเห็นหลินปาก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด: “เอ๊ะ ต้าหลิน เมื่อกี้นี้เจ้าไม่ใช่ว่า...”
คนงานเหมืองมองดูต้าหลินที่นอนอยู่บนพื้น แล้วก็มองดูหลินปา สมองของเขาเกิดอาการช็อตไปชั่วขณะ
“หันกลับไป มองไปข้างหน้า” หลินปากล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“อะไรนะ?” คนงานเหมืองหันกลับไปมองข้างหน้าตามสัญชาตญาณ ในหัวยังคงคิดว่า มองข้างหน้าทำไม เหมือนจะไม่มีอะไรเลยนี่นา แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเสียง ‘ตูม’ จอบวิญญาณฟาดเข้าที่ศีรษะของเขาโดยตรง คนงานเหมืองล้มลงกับพื้น ร่างกายกระตุกไม่หยุด ไม่นานก็สิ้นลมหายใจ ดวงตาเบิกกว้าง ตายตาไม่หลับ
หลินปาเก็บถุงมิติไปอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางลื่นไหลราวกับสายน้ำ
จากนั้นหลินปาก็เข้าร่วมทีมของหลินอี
ไม่นานพวกเขาก็สังหารไปอีกคน หลินห่าวก็ได้ถุงมิติมาอีกสองใบ และได้รับหินวิญญาณอีก 15 ก้อน หลินจิ่วและหลินสือจึงถือกำเนิดขึ้น
หลินห่าวผู้มีร่างแยกสิบตัว สถานการณ์การต่อสู้พลิกผันในทันที
ไม่นานนัก ร่างแยกทั้งหมดที่เป็นระดับรวมปราณขั้นที่หนึ่งก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น ไม่มีใครหนีรอดไปได้
หลินห่าวรวบรวมหินวิญญาณบริสุทธิ์ได้อีกกว่าเจ็ดสิบก้อน และเพิ่มร่างแยกอีกเจ็ดร่าง แต่ก็มีร่างแยกสามร่างที่กระดูกแขนทั้งสองข้างถูกฟันขาด ทำให้สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปมาก
เจียงหยางเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา ในตอนนี้ร่างกายของเขาเย็นเยียบไปทั้งตัว หมดสิ้นซึ่งเจตจำนงในการต่อสู้แล้ว เขาตะโกนออกมาว่า: “ผี!!!”
เพราะทุกครั้งที่หลินห่าวอัญเชิญร่างแยกออกมา เขาจะจำลองให้มีลักษณะเหมือนคนงานเหมือง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชายคนนั้นร้องตะโกนว่าผีหลอก หากไม่ถูกร่างแยกพันธนาการไว้ เขาคงหนีไปนานแล้ว
ในขณะนี้ เขาถูกร่างแยกกว่าสิบตัวล้อมไว้หมดแล้ว ร่างแยกแต่ละตัวฟาดจอบลงมาคนละที ไม่กี่ลมหายใจต่อมา เจียงหยางก็กลายเป็นกองเนื้อเละๆ