- หน้าแรก
- ปฐมบทวันสิ้นโลก เริ่มต้นจากฝันร้าย
- บทที่ 730 - ไม่มีกฎเกณฑ์แห่ง ‘ความตาย’ เลยสักนิด
บทที่ 730 - ไม่มีกฎเกณฑ์แห่ง ‘ความตาย’ เลยสักนิด
บทที่ 730 - ไม่มีกฎเกณฑ์แห่ง ‘ความตาย’ เลยสักนิด
บทที่ 730 - ไม่มีกฎเกณฑ์แห่ง ‘ความตาย’ เลยสักนิด
หลินโม่ถูกแม่ของเด็กอุ้มกลับมา แถมยังโดนดุอีกชุดใหญ่ สถานการณ์แบบนี้เด็กยังวิ่งเพ่นพ่าน โดนดุก็สมควรแล้ว
หลินโม่เลยไม่ใส่ใจสักนิด
ที่มั่นใจได้คือ การหายตัวไปอย่างลึกลับในรถไฟปิดตายขบวนนี้จะยังคงดำเนินต่อไป
ผู้คนเริ่มแตกตื่น อยากจะหนีไปตู้โดยสารอื่น
พ่อแม่หนุ่มสาวที่เป็นตัวละครหลักเองก็ได้รับผลกระทบจากอารมณ์ตื่นตระหนกนี้ อุ้มหลินโม่เริ่มเดินไปข้างหน้า
หลินโม่ก็อยากรู้เหมือนกันว่า พวกเขาจะไปตู้โดยสารอื่นได้ไหม
ผลคือ เข้าไปได้ราบรื่น แต่ในตู้โดยสารอื่นไม่มีคนเลย
ไม่มีสักคนเดียว
พนักงานต้อนรับบอกว่าตอนพวกเขามายังมีคนอยู่
แน่นอนว่า ต้องมีคนพูดขึ้นมาว่า หรือผู้โดยสารตู้รอื่นจะถูกทำให้ ‘หายสาบสูญ’ ไปแล้ว
คราวนี้ความกลัวพุ่งสูงขึ้นไปอีก
หลินโม่ยากจะบอกทุกคนว่าตื่นกลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ เวลาแบบนี้ห้ามลนลานเด็ดขาด ถ้าเขาอยู่ในบทบาทผู้ใหญ่ คงจะตะโกนเรียกสติ แสดงความเป็นผู้นำไปแล้ว
แต่ตอนนี้เขาเป็นแค่เด็กเปรตห้าขวบ ขืนตะโกนสั่งการ ผลที่ได้คงเป็นโดนฟาดก้นลาย
ต่อจากนั้น ความมืดก็มาเยือนตามนัด ทุกครั้ง จะพาคนไปหนึ่งคน
ในกลุ่มผู้โดยสารเริ่มมีคนที่หัวไว ใจเย็น และมองภาพรวมออก
ตำรวจนายหนึ่งที่กำลังอยู่ในช่วงพักร้อน
ต้องบอกว่าเป็นมืออาชีพ อาศัยสถานะตำรวจ เขาได้รับความไว้วางใจจากทุกคนทันที เริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ จัดระเบียบเพื่อช่วยเหลือตัวเอง
หลักๆ คือหาวิธีแจ้งตำรวจ และติดต่อคนขับรถไฟให้จอดรถ เพื่อให้ทุกคนลงไปหลบภัย
เห็นได้ชัดว่าตำรวจนายนี้ก็ดูออก ว่าเป็นเพราะรถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์ ถึงเกิดเหตุการณ์หายตัวลึกลับ
ตลอดกระบวนการ หลินโม่เป็นแค่ผู้สังเกตการณ์ เด็กห้าขวบอย่างเขาแม้แต่ผู้มีส่วนร่วมยังนับไม่ได้
แน่นอนว่าหลินโม่ไม่ได้อยู่เฉยๆ
เขายังคงสังเกต มองหาคำใบ้ในเกมเพิ่มเติม อยากจะรู้กฎเกณฑ์การหายตัวลึกลับให้ได้
ดูจากตอนนี้ ข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของเขาผิดหมด
คนที่หายไป ไม่เกี่ยวกับที่นั่ง
เพราะเลขที่นั่งของคนก่อนหน้านี้ไม่มีความเชื่อมโยงกัน ต่อให้เอาเลขที่นั่งมาเรียงสับเปลี่ยนยังไง ก็หากฎเกณฑ์ที่ตรงกันไม่เจอ
ยิ่งตอนนี้ทุกคนยืนกันหมด วิ่งพล่านไปทั่ว ถ้าจะใช้กฎเกณฑ์เรื่องเลขที่นั่งมาจับ ยิ่งเป็นไปไม่ได้
ข้อดีของหลินโม่คือถ้าเจอทางตัน เขาจะเปลี่ยนเส้นทางทันที
“หรือจะเป็นการสุ่มหายตัวจริงๆ? ถ้าออกแบบเกมมาแบบนี้ก็ห่วยแตกเกินไป จะรอดถึงตอนจบต้องพึ่งดวงล้วนๆ เหรอ? เป็นไปไม่ได้ เกมนี้ไม่ง่ายขนาดนั้น คนที่หายไปต้องมีกฎเกณฑ์บางอย่าง”
หลินโม่ใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว
จริงๆ แล้วเขาสามารถหากฎเกณฑ์ด้วยวิธีอื่นได้ เช่น เพศ ชื่อ วันเกิด ของคนที่หายไป เพื่อหาจุดร่วม
แต่ปัญหาคือตอนนี้เขาเป็นเด็ก ข้อมูลพวกนี้เขาหาไม่ได้
แถมไม่มีใครฟังเขา
ถึงบอกว่าฉากเกมนี้ความยากระดับนรกแตก
“ใจเย็น ใจเย็น เมื่อก่อนฉันก็เคยเล่นเกมสยองขวัญเอาตัวรอดที่ตัวเอกเป็นเด็ก จุดเด่นของเกมประเภทนี้คือต้องใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของตัวเอก”
“ลักษณะเฉพาะของเด็กคืออะไร?”
หลินโม่คิดไปหลายอย่าง
แรงน้อย ตัวเล็ก
แล้วมีอะไรอีก
ไม่เป็นที่สนใจ
ใช่แล้ว อันนี้แหละ!
หลินโม่ปิ๊งไอเดีย
จู่ๆ เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
บางทีคนที่หายไปก่อนหน้านี้อาจจะไม่ได้หายไปเพราะกฎเกณฑ์อะไร ตั้งแต่ต้นมันก็ไม่มีกฎเกณฑ์ แต่ก็ไม่ใช่การสุ่มเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะผิดกฎของเกม คือผู้เล่นควบคุมสถานการณ์ไม่ได้เลย
เกมแบบนั้น มันสูญเสียคุณสมบัติพื้นฐานของเกมไปแล้ว
ห้องปิดตายมรณะ แม้จะเป็นเกมสยองขวัญ แต่เรื่องคุณสมบัติพื้นฐานของเกมถือว่าเข้มงวดมาก ไม่มีทางมั่วซั่วแน่
ถ้าอย่างนั้น ก็เหลือความเป็นไปได้เดียว
หลินโม่กวาดตามองผู้โดยสารที่กำลังตื่นตระหนกรอบตัว
ในบรรดาผู้โดยสารเหล่านี้ มี ‘ผี’ ตนหนึ่ง ผีตนนี้เป็นคนกำหนดว่าใครจะหายไป เหมือนการแปะป้าย คนที่ถูกแปะป้ายก็จะหายไปเมื่อความมืดมาเยือนครั้งถัดไป
“งั้น กุญแจสำคัญของฉากเกมนี้ จริงๆ แล้วคือการหา ‘ผี’ ตนนั้นให้เจอ”
‘ผี’ ที่หลินโม่พูดถึง อาจจะไม่ใช่ภูตผีปีศาจจริงๆ แต่เป็นการเปรียบเปรย
อีกฝ่ายอาจจะเป็นคนคนหนึ่ง
เพียงแต่คนคนนี้มีความสามารถในการกำหนดเป้าหมายและแปะป้าย
แม้ทั้งหมดนี้หลินโม่จะเดาเอา แต่ด้วยประสบการณ์ของเกมเมอร์ระดับเซียน หลังจากตัดความเป็นไปได้อื่นๆ ออกไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ต่อให้ดูเป็นไปไม่ได้แค่ไหน มันก็คือความจริง
ดังนั้น ต่อไปสิ่งที่หลินโม่ต้องทำคือหาคนที่ซ่อนตัวอยู่คนนั้นให้เจอ
และอีกอย่าง อีกฝ่ายใช้วิธีไหนในการแปะป้าย
ตอนแรกหลินโม่กังวลว่าผู้โดยสารจะกระจายไปตามตู้ต่างๆ ทำให้ยากต่อการสังเกต เพราะเขาต้องสังเกตทุกคน เพื่อหา ‘ผี’ ตนนั้น
แต่ไม่นานเขาก็พบว่า ความกังวลนี้ไม่จำเป็นเลย
บนรถไฟที่เกิดเหตุการณ์หายตัวลึกลับสยองขวัญขนาดนี้ ใครจะกล้าอยู่คนเดียว คนเรามีพฤติกรรมทำตามกลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อเกิดเรื่องน่ากลัวขึ้น
ทุกคนไม่อยากแตกแถว ดังนั้นไม่นานก็กลับมารวมตัวกัน
ตำรวจนายนั้นยังคงจัดระเบียบให้ทุกคนช่วยกันเอง
แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล
โทรศัพท์ของทุกคนไม่มีสัญญาณ โทรออกไม่ได้ เรื่องนี้หลินโม่ไม่แปลกใจเลย นี่เป็นเรื่องพื้นฐานในหนังผีเกมผีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ คนขับรถไฟก็ติดต่อไม่ได้
นี่ก็ปกติ ถ้าติดต่อได้ จอดรถได้จริง แล้วความสยองจะไปต่อยังไง?
และเกมนี้ชื่อว่า ‘ห้องปิดตายมรณะ’ โดยพื้นฐานเหตุการณ์สยองขวัญจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างปิดตาย เหมือนที่หลินโม่เคยเจอมา ไม่ว่าจะเป็นห้องปิดตาย หรือโถงทางเดินปิดตาย
ครั้งนี้เป็นตู้รถไฟปิดตาย
ถ้าจอดรถได้จริง วิ่งออกไปข้างนอกได้ นั่นก็ไม่ใช่ห้องปิดตายมรณะแล้ว
ดังนั้นแค่จุดนี้ หลินโม่ก็รู้แล้วว่าต่อให้คนในตู้นี้ตายหมด ก็ไม่มีทางติดต่อคนขับรถไฟได้แน่นอน
แน่นอนคำพูดพวกนี้หลินโม่พูดออกไปไม่ได้ พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ
เมื่อกี้มีช่วงว่างหลายนาทีที่ไม่มีคนหายไป นั่นเพราะรถไฟวิ่งพ้นอุโมงค์ก่อนหน้านี้ แต่ไม่นาน ก็จะเจออุโมงค์ที่สาม
ได้ยินว่าอุโมงค์ช่วงนี้ยาวที่สุด
ตั้งแต่เข้าจนออก กินเวลาเจ็ดนาทีขึ้นไป
เจ็ดนาที เกิดเรื่องน่ากลัวได้ตั้งมากมาย
โดยเฉพาะเมื่อหลินโม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดอาจจะมี ‘ผี’ ตนหนึ่งบงการอยู่เบื้องหลัง กฎเกณฑ์ที่เขาสังเกตมาก่อนหน้านี้อาจจะถูกล้มล้างทั้งหมด
ทุกครั้งที่หายไป อาจจะไม่ใช่แค่คนเดียว
และระยะห่างระหว่างแต่ละครั้ง อาจจะสั้นลง
ตอนนี้หลินโม่ค้นพบข้อดีของสถานะเด็กแล้ว นั่นคือไม่ดึงดูดความสนใจ
เพราะไม่นานหลินโม่ก็รู้แล้วว่า ผลของการเป็นจุดสนใจคืออะไร
หลังจากรถไฟเข้าสู่อุโมงค์อีกครั้ง ความมืดมาเยือน ครั้งนี้คนที่หายไป คือตำรวจที่ออกมาจัดระเบียบคนนั้น
เขาหายไปแล้ว
นี่เป็นการเจาะจงเป้าหมายอย่างชัดเจน
และยิ่งพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของหลินโม่ ว่านี่เป็นฝีมือมนุษย์
ทุกคนในที่นี้ล้วนน่าสงสัย ชัดเจนว่า ‘ผี’ ตนนั้นต้องซ่อนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้
หลินโม่เข้าใจแล้ว ข้อสันนิษฐานของเขาผิดไปจุดหนึ่ง
นั่นคือภารกิจสูงสุดของฉากเกมนี้
อาจจะไม่ใช่การเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย เพราะถ้าไม่ทำอะไรเลย ไม่มีทางเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายได้ เพราะ ‘ผี’ ตนนั้นไม่มีทางฆ่าตัวตาย
ดังนั้นฝ่ายนั้นต่างหากคือผู้รอดชีวิตคนสุดท้าย
ถึงตอนนั้นตัวต้นเหตุคงไม่รู้จักคำว่าถนอมบุปผา หรือเคารพคนแก่รักเด็ก ต่อให้ตอนนี้เขาเป็นเด็กห้าขวบ อีกฝ่ายคงฆ่าทิ้งไม่เลี้ยง
“ดังนั้น ฉันจะมัวแต่ซ่อนไม่ได้ เป็นเต่าหดหัวไม่ได้ ต้องเป็นฝ่ายรุก ไม่งั้นสุดท้ายก็ตายอยู่ดี”
“เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ!”
หลินโม่ลูบคางตามความเคยชิน
เขาเป็นเด็ก
จะรอจนนาทีสุดท้ายไม่ได้แน่ เพราะต่อให้ดวงดี รอจนเหลือไม่กี่คน ถึงตอนนั้นต่อให้หาเจอว่าใครคือ ‘ผี’ ที่แฝงตัวอยู่ ก็สู้มันไม่ได้อยู่ดี
ลำพังร่างกายเด็กห้าขวบนี่นะ?
ตลกตายล่ะ
“เข้าใจแล้ว ฉันต้องรีบหาตัวมันให้เจอ ยิ่งเร็วยิ่งดี และต้องหาวิธีทำให้ทุกคนเชื่อว่าคนคนนั้นคือ ‘ผี’ ยืมมือผู้ใหญ่จัดการมัน”
“นี่ถึงจะเป็นภารกิจสูงสุดของฉากลับในครั้งนี้”
หลินโม่สันนิษฐานจากเบาะแสที่มีอยู่
ในความคิดเขา ความเป็นไปได้นี้ถ้าไม่เก้าส่วน ก็ต้องมีเจ็ดแปดส่วน อาจมีรายละเอียดคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ภาพรวมน่าจะประมาณนี้
พอได้ข้อสรุปพื้นฐานของเกม หลินโม่เริ่มสังเกตทุกคน
ชายวัยกลางคนตรงนั้นดูมืดมน ร่างกายกำยำ แต่ดูแล้วก็แค่คนธรรมดา; ยังมีผู้ชายตัวสูงตรงนั้น เมื่อกี้ช่วยงานตำรวจอยู่ พอตำรวจหายตัวไป หมอนั่นก็ปอดแหก ดูเหมือนจะรู้ตัว เริ่มถอยไปหลบข้างหลัง
ยังมีมนุษย์ป้าสองสามคนที่เอาแต่แหกปาก เสียงดังมาก
ไม่ใช่ว่าคิดว่าพวกป้าเป็นผีนะ แต่รู้สึกว่าถ้าขืนยังโวยวายกันแบบนี้ รายต่อไปที่หายตัวคงเป็นใครสักคนในกลุ่มป้านี่แหละ
ผลคือหลินโม่พบว่า เขาปากพระร่วงจริงๆ
ไฟดับแล้วติด
ป้าคนที่เสียงดังที่สุดหายไปแล้ว
ป้าคนที่เหลือเอ๋อรับประทานทันที ความกลัวทำให้พวกแกตัวสั่นงันงก อาจเพราะกลัวจนขวัญหาย เลยเลิกโวยวาย
ทุกคนต่างถามกันว่าจะทำยังไง
แต่ไม่มีใครรู้ว่าควรทำยังไง
แน่นอนว่าทุกคนไม่ได้โง่ ตำรวจที่เป็นแกนนำเมื่อกี้ กับป้าที่โวยวายเสียงดังที่สุด ต่างก็หายไปแล้ว
ดูเหมือนว่าใครทำตัวเด่น ใครก็จะหายไปเป็นรายต่อไป
ดังนั้นคราวนี้ไม่มีใครกล้าส่งเสียง
ในตู้โดยสารเงียบกริบทันที ทั้งที่มีคนอยู่สี่ห้าสิบคน แต่ตอนนี้นอกจากเด็กไม่กี่คนที่ถามพ่อแม่ว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยความไม่รู้ ก็ไม่มีเสียงอื่นใด
หลินโม่ใช้เวลานี้สังเกตการณ์ต่อไป
พูดตามตรง ถ้าในบรรดาผู้โดยสารมีผีจริง หลินโม่ขอมอบรางวัลออสการ์สาขาการแสดงให้เลย
ดูไม่ออกเลยว่ามีพิรุธตรงไหน
ทุกคนแสดงออกเป็นปกติมาก
จนหลินโม่เริ่มสงสัยว่า ข้อสันนิษฐานเรื่องมี ‘ผี’ ของเขา ตกลงถูกหรือผิดกันแน่
แต่การที่ทุกคนสงบเสงี่ยมจะหยุดยั้งความมืดและการหายตัวไปของผู้โดยสารได้ไหม?
เห็นได้ชัดว่าไม่ได้
ไฟดับอีกแล้ว
ในความมืดคราวนี้ ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ด้วยความหวาดกลัวชัดเจน มีคนพึมพำเบาๆ ว่า “ฉันไม่อยากหายไป ฉันกลัว”
ไฟติด
คนหายไปอีกหนึ่ง
นี่คือการทรมานจิตใจที่โหดร้ายและป่าเถื่อนที่สุด
ไม่พูดถึงว่าคนที่หายไปจะเป็นตายร้ายดียังไง อย่างน้อยคนที่เหลืออยู่ตอนนี้กลัวจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
จำได้ว่ามีคนเคยพูดไว้ ความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ตายแล้วก็ไม่รับรู้อะไร เลยไม่มีคำว่ากลัว; ที่น่ากลัวจริงๆ คือช่วงเวลารอความตาย นั่นคือแรงกดดันทางจิตใจที่จินตนาการไม่ออก จิตหลุด ร้องห่มร้องไห้ ฉี่ราด
คนปกติจะจิตหลุดฉี่ราดในสถานการณ์ไหน?
ถ้าไม่ใช่ความกลัวสุดขีด คนเราไม่มีทางเป็นแบบนี้
ตอนนี้ผู้โดยสารในตู้รถไฟก็เหมือนนักโทษประหารที่รอการลงทัณฑ์ คนขวัญอ่อนก็ร้องไห้สติแตก แน่นอนว่าอาจมีคนฉี่ราดกางเกงไปแล้วแต่ไม่พูด
“พ่อมัน ฉันกลัว” หลินโม่ได้ยินเสียงแม่ของตัวละครสั่นเครือปนเสียงสะอื้น
พ่อเด็กก็ไม่รู้จะปลอบภรรยายังไง ได้แต่กอดเธอไว้แน่น
แน่นอน หลินโม่ถูกเบียดอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสอง
อึดอัดชะมัด!
ตอนนี้ยังดูไม่ออกว่าใครมีปัญหา
หลินโม่คิดว่าเขายังขาดคำใบ้
ในเมื่อเล่นเกม จะขาดคำใบ้ได้ยังไง ต่อให้เป็นเกมสยองขวัญโรคจิตอย่างห้องปิดตายมรณะ ก็ยังมีกลไกคำใบ้
นั่นคือ เครื่องทำนายโชคชะตาตัวตลก
แต่ไอ้เครื่องทำนายบ้านี่จะไปอยู่ที่ไหนล่ะ?
เมื่อกี้หลินโม่ถูกอุ้มเดินผ่านไปสองตู้ ก็ไม่เห็น
ในฉากลับพิเศษนี้ ทรัพย์สมบัติที่หลินโม่สะสมมาจากฉากก่อนๆ นอกจากเหรียญแล้ว ไอเทมอื่นใช้ไม่ได้เลย
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ฉากที่ผ่านด่านได้ด้วยการต่อสู้
ในเมื่อยังเก็บเหรียญไว้ได้ แสดงว่าต้องมีที่ให้ใช้เหรียญ
ต้องไปหาที่อื่น
สำหรับหลินโม่ จะปลีกตัวออกไปยังไงคือปัญหา
“แม่ฮะ ผมปวดอึ๊ จะอึ๊”
หลินโม่คิดวิธีออกทันที
เข้าห้องน้ำคือวิธีที่ดีที่สุด และเป็นวิธีเดียว ไม่อย่างนั้นถูกพ่อแม่หนุ่มสาวกอดไว้แน่นขนาดนี้ ไม่มีทางแยกตัวไปได้แน่
พ่อแม่คู่นี้สำหรับหลินโม่ เป็นทั้งเกราะป้องกัน และตัวถ่วง
มองในมุมหนึ่ง เกมห้องปิดตายมรณะนี้ออกแบบมาดีจริงๆ ระดับปรมาจารย์ ถ้ามีระบบให้คะแนน หลินโม่จะให้ห้าดาวบวกๆ เลย
สุดท้าย แม่เด็กก็พาหลินโม่ไปเข้าห้องน้ำอึ๊
นี่เป็นสิ่งที่หลินโม่เรียกร้องอย่างหนัก
เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงมีการตอบสนองช้ากว่าผู้ชาย โอกาสหนีรอดง่ายกว่า
ถ้าพ่อเด็กตามมา แผนของหลินโม่คงล่มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ห้องน้ำอยู่ไม่ไกล หลินโม่ดูทางหนีทีไล่ แล้วเดินเข้าไป
เขาไม่ได้จะอึ๊จริงๆ
แต่จะฉวยโอกาสตอนไฟดับครั้งต่อไป หนีให้พ้นสายตาทุกคน คือมุ่งหน้าสำรวจตู้ขบวนข้างหน้า เพื่อหาเครื่องทำนายโชคชะตาตัวตลก
ไม่อย่างนั้นตามสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าจะให้ระบุตัว ‘ผี’ ที่ทำร้ายคนล่วงหน้า แทบจะเป็นไปไม่ได้
เพราะไม่รู้วิธีการแปะป้ายของ ‘ผี’
อาจจะเป็นการสัมผัส หรือ ไม่ต้องสัมผัส แค่ความคิด แค่สายตาก็ทำได้ ถ้าแบบนั้นต่อให้เป็นเทวดาก็หาเบาะแสไม่เจอ
ดังนั้นหลินโม่ต้องการคำใบ้จากเครื่องทำนาย
ไม่อย่างนั้น ฉากเกมนี้เขาไม่มีทางผ่านด่าน
ในห้องน้ำ หลินโม่รออย่างสงบ
วินาทีต่อมา ไฟดับ
หลินโม่รู้ว่า เขามีเวลาแค่สามวินาที
ดังนั้นแทบจะพร้อมกัน เขาเปิดประตูเดินออกไป แล้วปิดประตูลง
ส่วนเรื่องเสียง
ไม่ต้องห่วง ทุกครั้งที่ไฟดับ ผู้โดยสารข้างนอกจะกรีดร้องโวยวายด้วยความตื่นตระหนกกันอยู่แล้ว
สามวินาทีต่อมา ไฟติด
หลินโม่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดตรงรอยต่อระหว่างตู้ขบวน จริงๆ แล้วแม่เด็กแค่เดินมาข้างหน้าสองก้าวก็เห็นเขาแล้ว ดังนั้นจะหนีรอดหรือไม่ ต้องวัดดวงกันหน่อยแล้ว
[จบแล้ว]