- หน้าแรก
- เผยแพร่ให้ก้องโลก ฉันนี่แหละตัวพ่อแห่งโปเกมอนที่แท้จริง
- บทที่ 641 เรื่องราวตำนานที่ควรค่าแก่การเล่าขาน (ฟรี)
บทที่ 641 เรื่องราวตำนานที่ควรค่าแก่การเล่าขาน (ฟรี)
บทที่ 641 เรื่องราวตำนานที่ควรค่าแก่การเล่าขาน (ฟรี)
หมายเหตุ: บทที่ 638 มีปัญหานะครับ ในหน้าสารบัญมีให้เห็นและเข้าอ่านได้ แต่ถ้าคลิกอ่านจากบทถัดไปมันจะข้ามไปเลย ต้องรอแอดมินเว็บมาแก้ไข
...
“ดูท่าคงต้องเริ่มเตรียมเรื่องร่างไดแมกซ์ได้แล้วสินะ”
กู่ซินเหลือบมองไดแมกซ์แบนด์ในระบบ เดิมทีเขากะว่าจะพักเรื่องร่างไดแมกซ์ไว้ก่อน รอปีหน้าค่อยปล่อยออกมา
แต่ในเมื่อตอนนี้มุเก็นไดนาเริ่มมีวี่แววจะโผล่ออกมาแล้ว ก็คงต้องเตรียมตัวกันหน่อย
ปรากฏการณ์ของร่างไดแมกซ์มันเด่นสะดุดตาเกินไป ยังไงคนก็ต้องสงสัยอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอะไร
เพราะตอนนี้ทั่วโลกก็ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งโปเกมอนกันหมดแล้วนี่นา
อีกอย่าง ยิ่งมีความหลากหลายก็ยิ่งดี แต่พูดถึงเรื่องนี้กู่ซินก็ปวดหัวอยู่เหมือนกัน
Z คริสตัลปล่อยออกไปได้ครึ่งปีแล้ว แต่กู่ซินพบว่าคนที่เอา Z คริสตัลไปใช้ได้จริงยังมีไม่มากนัก
ว่ากันตามตรง ในการต่อสู้ที่จังหวะนรกแตกแบบนั้น การจะหาจังหวะใช้ท่าไม้ตาย Z ให้เป๊ะปังมันไม่ใช่เรื่องง่าย แถมการหา Z คริสตัลที่เหมาะสมกับตัวเองก็ยากพอตัว
ขนาดว่าก่อนหน้านี้กู่ซินโปรย Z คริสตัลจำนวนมากกระจายไปตามป่าแล้วนะ
ถ้าเทียบกับท่าไม้ตาย Z แล้ว ร่างไดแมกซ์กับร่างเมก้าน่าจะเป็นระบบที่เหมาะกับการแบทเทิลที่สุดแล้ว
ไม่ได้บอกว่าท่าไม้ตาย Z ไม่โหดนะ แต่ถ้าเทียบกับการบัฟพลังอีกสองแบบ ท่าไม้ตาย Z มันดูใช้งานยากไปหน่อย
“แต่ก็ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นมั้ง”
กู่ซินล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ในเมื่อตอนนี้มุเก็นไดนายังไม่โผล่หัวออกมา ก็แปลว่าเจ้าตัวใหญ่คงกำลังซุ่มชาร์จพลังอยู่ที่ไหนสักแห่งละมั้ง?
กู่ซินไม่ได้คิดจะออกไปตามล่ามุเก็นไดนา ถ้ามุเก็นไดนาสร้างแรงกระเพื่อมให้โลกนี้ได้ กู่ซินยิ่งชอบใจด้วยซ้ำ
ยังไงซะโลกใบนี้ก็ต้องทำความรู้จักกับพวกโปเกมอนในตำนานกันบ้าง มุเก็นไดนาในต้นฉบับถึงกับได้ฉายาว่า ‘โปเกมอนที่แข็งแกร่งและชั่วร้ายที่สุด’ เชียวนะ
แถมยังเป็นตำนานตัวเดียวที่มีค่าเผ่าพันธุ์ทะลุหลักพัน กู่ซินหวังจริงๆ ว่ามุเก็นไดนาจะมี ‘ซีนเปิดตัว’ ที่อลังการในโลกใบนี้
เรื่องราวระดับตำนาน มันก็คุ้มค่าที่จะให้คนเล่าขานต่อกันไปไม่ใช่เหรอ?
การที่โกโลเนียร่างไดแมกซ์โผล่ออกมา ก็ยืนยันได้แล้วว่ามุเก็นไดนาคงใกล้จะปรากฏตัวแล้ว หรือเผลอๆ อาจจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วก็ได้
รอดูกันต่อไปเถอะ
.
.
.
เผลอแป๊บเดียวก็มืดแล้ว
ที่สถานีตำรวจ จงซินเก็บของเสร็จเรียบร้อย การแข่งของเธอจบแล้ว แต่งานยังไม่จบ
คืนนี้เธอยังต้องไปเฝ้าครอบครัวนั้น ตามสายข่าวที่ได้มา องค์กรโลกใหม่อาจจะลงมือเร็วๆ นี้
แต่โจวมี่ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ถ้าเทียบกับโจวมี่ที่ต้องเข้าไปกินข้าวแดงในคุกแน่ๆ แล้ว จงซินเป็นห่วงภรรยากับลูกสาวของโจวมี่มากกว่า
เพราะสองคนนั้นไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย
“ผมดูการแข่งของคุณแล้วนะ เมื่อบ่ายน่าเสียดายมาก”
พอขึ้นรถมา หัวหน้าทีมหลิวก็หันมายิ้มให้จงซินที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ
“คู่ต่อสู้เก่งกว่าฉันค่ะ”
จงซินทำใจได้ เธอส่ายหน้าตอบ
แพ้ก็คือแพ้ คำว่าน่าเสียดายไม่มีประโยชน์อะไร เธอทุ่มเทเต็มที่เพื่อชัยชนะแล้ว
แต่ผลลัพธ์คือเธอแพ้ให้กับเจิ้งซื่อเชียน เพราะเจิ้งซื่อเชียนแข็งแกร่งกว่าเธอจริงๆ ดังนั้นเขาถึงชนะ มันก็เป็นเหตุผลที่ตรงไปตรงมาไม่ใช่เหรอ?
“จริงๆ แล้วการแข่งเมื่อบ่ายถ้าเปลี่ยนคู่ต่อสู้เป็นคนอื่น โอกาสที่เจ้าหน้าที่จงจะเข้ารอบก็มีสูงมากเลยนะ”
หัวหน้าทีมหลิวยังคงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เพราะจงซินเป็นตำรวจ และเป็นตำรวจเพียงคนเดียวที่ฝ่าฟันเข้าไปถึงรอบสิบหกคนสุดท้ายในรายการระดับประเทศ
การแข่งเมื่อบ่ายดันจับคู่ไปเจอกับเจิ้งซื่อเชียนพอดี ไม่อย่างนั้นหัวหน้าทีมหลิวรู้สึกว่าจงซินน่าจะมีโอกาสเข้ารอบสูงมาก
“จะว่าไปการแข่งของคุณก็จบแล้ว จะกลับเซี่ยงไฮ้เลยไหม?”
หัวหน้าทีมหลิวเหลือบมองจงซินแล้วถาม
“ท่านอธิบดีให้ฉันลาพักร้อนค่ะ ให้พักผ่อนสักระยะ”
จงซินลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ หลังจากแข่งจบอธิบดีกรมตำรวจเซี่ยงไฮ้ก็โทรมาหาเธอ บอกว่าจะอนุมัติวันลาพักร้อนให้
“พักผ่อนบ้างก็ดีเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วช่วงนี้คุณก็ไม่ได้ถือว่าหยุดงานเต็มตัวหรอกนะ”
หัวหน้าทีมหลิวยิ้ม เพราะต้องเข้าร่วมการแข่งระดับประเทศ ทางสถานีตำรวจเซี่ยงไฮ้จึงให้จงซินหยุดงานมาตลอด
แต่นั่นก็สมเหตุสมผล เพราะการเข้าร่วมแข่งระดับประเทศก็ถือเป็นการขัดเกลาฝีมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ตำรวจส่วนน้อยเท่านั้นจะได้รับ
แต่เนื่องจากเรื่องขององค์กรโลกใหม่ จริงๆ แล้วจงซินก็มาร่วมงานกับทางสถานีตำรวจเมืองหลงเฉิงตลอด จะเรียกว่าหยุดงานก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก
“ถึงจะดูเสียมารยาทไปหน่อย แต่เจ้าหน้าที่จง ไม่ลองพิจารณาย้ายมาอยู่ที่เมืองหลงเฉิงบ้างเหรอ? สวัสดิการที่นี่ดีกว่าทางเซี่ยงไฮ้แน่นอน เมืองหลงเฉิงเป็นเมืองลูกรักของต้าเซี่ยเลยนะ”
หัวหน้าทีมหลิวเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามจงซินด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
จงซิน: “...”
จงซินมองหัวหน้าทีมหลิวด้วยสายตาแปลกๆ นี่คือ... การซื้อตัว?
ถ้าจำไม่ผิด หัวหน้าทีมหลิวเองก็เป็นรุ่นน้องของท่านอธิบดีที่เซี่ยงไฮ้ไม่ใช่เหรอ ไม่กลัวท่านอธิบดีมาคิดบัญชีทีหลังหรือไง?
“ฮ่าฮ่าฮ่า~ อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นสิ ผมก็แค่ถามแทนเบื้องบน คุณก็รู้ ท่านอธิบดีต่งชอบคุณมาก”
หัวหน้าทีมหลิวตอบแก้เก้อ เขารู้ดีว่าโอกาสเป็นไปได้ยาก แต่ช่วยไม่ได้ อธิบดีต่งวานให้เขามาลองหยั่งเชิงจงซินดู
จงซินมีความสามารถโดดเด่น แถมฝีมือยังเก่งกาจขนาดนี้ ย่อมเป็นที่ต้องการตัวเป็นธรรมดา
“ฉันเติบโตมาได้เพราะท่านอธิบดี ตอนนี้ยังไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ค่ะ”
จงซินตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เธอเข้ามาได้เพราะอธิบดีที่เซี่ยงไฮ้ และท่านก็ดูแลฟูมฟักเธอมาอย่างดีตลอด มีบุญคุณทั้งการให้โอกาสและการเลี้ยงดู
“เข้าใจครับเข้าใจ ผมก็แค่ลองถามดู”
“แต่ว่าเจ้าหน้าที่จง คุณสังเกตไหมว่าเมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งมาเมืองหลงเฉิง คุณเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยนะ”
หัวหน้าทีมหลิวมองจงซินอีกครั้ง
“คะ?” จงซินชะงักไปเมื่อได้ยิน
“จะพูดยังไงดีล่ะ รู้สึกว่าตัวคุณดูสดใสขึ้น ตอนมาใหม่ๆ คนในสถานีเรายังลือกันอยู่เลยว่าคุณดูเย็นชาจนเข้าถึงยาก”
หัวหน้าทีมหลิวพูดด้วยรอยยิ้มตาหยี และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาคิดจริงๆ
ตอนจงซินมาใหม่ๆ บรรยากาศรอบตัวเธอเย็นชาเกินไป เย็นชาจนน่ากลัว
แต่ตอนนี้ ไม่รู้ว่าเธอผ่านกระบวนการทางความคิดอะไรมาบ้าง ถึงได้ไม่เย็นชาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ถึงสีหน้าจะยังดูเรียบเฉย แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกปฏิเสธผู้คนเหมือนแต่ก่อน
“...”
จงซินเงียบไป แววตาไหวระริกเล็กน้อย ถ้าจะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงก็คงมีอยู่จริง ความคิดของเธอเปลี่ยนไปมากเพราะเหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา
แต่เรื่องแบบนี้เธอไม่ถนัดที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนเท่าไหร่
“ถ้าจะให้ผมพูดนะ สาวๆ วัยรุ่นอย่างพวกคุณต้องยิ้มให้เยอะเข้าไว้ เจ้าหน้าที่จงคุณก็หน้าตาดี ถ้าไม่ใช่ว่าลูกผมโตจนวิ่งไปซื้อซีอิ๊วได้แล้วล่ะก็ ผมคง...”
หัวหน้าทีมหลิวเป็นคนคุยเก่ง เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสาย แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ
เปรี้ยง!
สายฟ้าขนาดมหึมาผ่าฟาดลงมากลางท้องฟ้ายามค่ำคืนเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน แสงสว่างวาบฉายชัดบนใบหน้าของหัวหน้าทีมหลิวและจงซิน และสะท้อนความตื่นตระหนกในดวงตาของทั้งคู่
สายฟ้านั่น...
จงซินหรี่ตาลง สายฟ้านั่น... คือเชครอม?!!
แต่แล้วสีหน้าของจงซินก็เปลี่ยนไปทันที ข้างหน้านั่นมันคฤหาสน์ของโจวมี่!
“หัวหน้าทีมหลิว!”
“ถึงแล้ว”
สีหน้าของหัวหน้าทีมหลิวเคร่งขรึมลงทันที เขารีบจอดรถ ทั้งสองรีบลงจากรถแล้ววิ่งตรงไปข้างหน้า
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือคฤหาสน์ที่กำลังถูกเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ นี่คือบ้านของโจวมี่
ดวงตาของจงซินสะท้อนภาพเปลวไฟที่ลุกโชน รูม่านตาของเธอสั่นระริก
“คนล่ะ? คนอยู่ข้างในหรือเปล่า?”
หัวหน้าทีมหลิวหน้าถอดสี หันไปถามตำรวจนอกเครื่องแบบที่อยู่ข้างๆ
บ้าเอ๊ย! สายข่าวบอกชัดเจนว่าไม่ใช่เสร็จวันนี้ไม่ใช่เหรอ! นี่ลงมือล่วงหน้า? หรือหัวหน้าองค์กรโลกใหม่รู้ตัวอยู่แล้วว่ามีหนอนบ่อนไส้เลยจงใจปล่อยข่าวลวง?
แต่ประเด็นสำคัญที่สุดตอนนี้คือ ใครอยู่ในคฤหาสน์บ้าง!
“ครอบครัวของโจวมี่อยู่ข้างในกันหมดครับ...”
ได้ยินคำตอบจากตำรวจนอกเครื่องแบบ สีหน้าของหัวหน้าทีมหลิวก็ยิ่งมืดมนลง จงซินที่อยู่ข้างๆ ก็เงียบกริบ
โจวมี่ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย แม้หัวหน้าทีมหลิวจะรู้ว่าในฐานะตำรวจเขาไม่ควรคิดแบบนี้
แต่ความจริงก็คือแบบนั้น เพราะทางสถานีตำรวจเมืองหลงเฉิงรวบรวมหลักฐานความผิดของโจวมี่ได้เกือบครบแล้ว ต่อให้ไม่มีองค์กรโลกใหม่ โจวมี่ก็ต้องโดนจับเข้าคุกอยู่ดี
แต่ครอบครัวของโจวมี่บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อเสี่ยวชี ที่มักจะเรียกเขาด้วยเสียงใสซื่อว่า ‘คุณลุงตำรวจ’ ทุกครั้งที่เขามาที่นี่
สีหน้าของหัวหน้าทีมหลิวยิ่งดูแย่ลงไปอีก
“โลกใหม่...”
จงซินเม้มริมฝีปากแน่น จ้องมองเปลวไฟที่ลุกโชน
โลกใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางสายฟ้าแห่งการทำลายล้างอย่างนั้นเหรอ?
โดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากล่างของจงซินมีเลือดสีแดงซึมออกมา ผิดแล้ว มันผิดชัดๆ!
ถ้าแม้แต่ผู้บริสุทธิ์ยังไม่ละเว้น แล้วสิ่งที่เรียกว่าโลกใหม่นั่นมันคืออะไรกันแน่?
“เจ้าหน้าที่จง?!”
หัวหน้าทีมหลิวสะดุ้งโหยง เมื่อเห็นจงซินปล่อยเฮลการ์ออกมาแล้ววิ่งตรงไปยังทิศทางหนึ่ง
แต่จงซินทำราวกับไม่ได้ยิน เธอเพียงแค่วิ่งตามหลังเฮลการ์ไปติดๆ จมูกของเฮลการ์ไวมาก มันได้กลิ่นของคนคนนั้น!
สายฟ้าเพิ่งจะผ่าลงมา คนคนนั้นต้องยังไปได้ไม่ไกลแน่
เธอรับไม่ได้ เธอเคยสับสนเพราะคำพูดของคนคนนั้น เพราะมันเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ
‘ประเทศชาติรอได้ ห้าปี สิบปี... แต่ประชาชนรอไม่ได้ พวกเขาต้องการความยุติธรรม’
นั่นคืออุดมการณ์ของคนคนนั้น เขาต้องการทวงความยุติธรรมให้กับผู้คนที่ถูกกดขี่และทนทุกข์ทรมาน ใช้เชครอมเพื่อสร้างอาณาจักรในอุดมคติ เพื่อให้ต้าเซี่ยดียิ่งขึ้น
แต่ถ้าแม้แต่คนบริสุทธิ์ยังไม่ละเว้น อุดมการณ์ที่ว่านั่นก็เป็นเพียงความผิดพลาดเท่านั้น