145-148
145-148
บทที่ 145: เตรียมต้อนรับการจุติของ 'เซียน' เถอะ!
กู้อันต้องใช้เวลาแถอยู่พักใหญ่ กว่าจะไล่ลู่หลิงจวินกลับไปได้ แน่นอนว่าอีกเหตุผลคือนางต้องใช้เวลาปรับสมดุลพลังระดับจิตลึกลับด้วย
เขารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี ลู่หลิงจวินที่รู้ความลับเรื่อง 'พานอัน' ของเขา จะยิ่งตามเกาะแกะเขาหนักกว่าเดิมไหมเนี่ย?
เขาจำได้ว่าแม่นางคนนี้ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องหยิบ 'ตำนานสถาปนาเทวดา' มาอ่านทุกที
ในวันต่อมา ชื่อของลู่หลิงจวินก็ดังกระฉ่อนไปทั่วสำนักไท่เสวียน ปลุกขวัญกำลังใจศิษย์ทุกคนจนฮึกเหิม
คำว่า 'ระดับจิตลึกลับ' สามคำนี้ มีค่าพอจะทำให้ขวัญกำลังใจพุ่งทะลุเพดาน!
ข่าวแพร่สะพัดไปยังราชวงศ์ไท่เฉินอย่างรวดเร็ว
ผู้ฝึกตนทุกคนในค่ายหลักของสำนักไท่เสวียนต่างตื่นเต้นยินดี
ช่วงเวลานี้ พวกเขาซึ้งใจดีว่าระดับจิตลึกลับน่ากลัวแค่ไหน พูดได้ไม่อายปากเลยว่า ปัจจัยเดียวที่จะตัดสินแพ้ชนะในสงครามนี้คือระดับจิตลึกลับ!
ต่อให้มีระดับผสานกายเยอะแค่ไหน ก็สู้ระดับจิตลึกลับคนเดียวไม่ได้!
ลวี่ไป่เทียนดีใจหน้าบาน ประกาศก้องว่าลู่หลิงจวินคือคนที่เขาดึงตัวเข้าสำนักด้วยตัวเอง ทำให้เหล่าระดับสูงที่ระแวงที่มาที่ไปของนางถอนหายใจโล่งอก
อยู่ดีๆ มีระดับจิตลึกลับโผล่มากลางวง แถมมาในจังหวะนรกแบบนี้ เป็นใครก็ต้องระแวง
พวกเขาเริ่มเรียกร้องให้ลวี่ไป่เทียนเกณฑ์ลู่หลิงจวินไปร่วมรบ
ลำพังแค่บรรพชนเสวียนเฉวียนคนเดียว บทบาทของสำนักไท่เสวียนในสงครามครั้งนี้ช่างเบาหวิว ในกลุ่มพันธมิตรเก้าราชวงศ์ เสียงของพวกเขาแทบไม่ติดหนึ่งในห้า สำหรับสำนักที่เพิ่งจัดงานชุมนุมรายชื่อทองคำ นี่คือความอัปยศอดสู
ลวี่ไป่เทียนระงับคำขอเหล่านั้นไว้ก่อน เพื่อให้เวลาลู่หลิงจวินได้เสริมสร้างรากฐานพลัง
หลังจากนั้น ภายใต้การนำของสำนักชางเทียน พันธมิตรเก้าราชวงศ์ก็บุกโจมตีป่าว่านจี้เป็นระลอก จอมยุทธ์ระดับสูงเข้าปะทะ พวกระดับกลางหาทางช่วยเชลย ส่วนระดับล่างคอยส่งเสบียง
แต่ไม่ว่าจะบุกตะลุยยังไง ก็ไม่มีใครเจาะผ่าน 'ค่ายกลหกวิถีมหายาน' ของลัทธิถานฮวาเข้าไปได้
ข่าวลือแพร่สะพัดออกไป ทำให้ผู้คนทั่วหล้ารู้ว่ามหาภัยพิบัติเก้าราชวงศ์มาถึงแล้ว นี่คือหายนะของมวลมนุษยชาติ
...
ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน
ลู่หลิงจวินปิดด่านมาหนึ่งเดือนเต็ม ระหว่างนี้กู้อันก็ไม่ได้ไปรบกวนนาง
กู้อันยังคงเทียวไปเทียวมาระหว่างหุบเขาโอสถต่างๆ ตอนนี้ถ้ำเนี่ยนชูก็เข้าที่เข้าทาง เทียนเยาเอ๋อร์ทำงานได้น่าประทับใจขึ้นเรื่อยๆ จนเขาไม่ได้ไปที่นั่นมาหกวันแล้ว
วันนี้
กู่จงมาเยี่ยมกู้อัน ฝากบอกให้ลู่หลิงจวินรีบไปสมทบที่ป่าว่านจี้ทันทีที่ออกจากด่าน กู้อันรับปาก
สถานการณ์ที่ป่าว่านจี้ยิ่งตึงเครียด กู้อันใช้จิตสัมผัสตรวจสอบดู พบว่าการต่อสู้ยังดำเนินอยู่อย่างดุเดือด
ทุกทิศทางมีผู้ฝึกตนหลายแสนคนตั้งค่ายประจันหน้า พลังสะเทือนเลื่อนลั่นจนปราณทั่วราชวงศ์ไท่เฉินไหลไปรวมที่ป่าว่านจี้
สภาพช่างน่าอนาถ!
กู้อันมองดูครู่หนึ่งก็ถอนจิตสัมผัสกลับ
จำนวนเครื่องสังเวยยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แปดเก้าส่วนคงเตรียมไว้ให้ไอ้ตัว 'ระดับมหายาน' นั่นแหละ การตายของนางฟ้าไป๋เสียดูจะไม่กระทบแผนการของมันเลย
กู้อันเดินตรวจตราหุบเขาโอสถที่สามต่อ
กระทั่งพลบค่ำ ลู่หลิงจวินก็เดินออกจากเรือนพักมาหากู้อันที่ศาลากลางน้ำ
กู้อันถ่ายทอดคำขอของกู่จง ส่วนจะไปหรือไม่ไป ก็แล้วแต่นาง ระดับจิตลึกลับใครจะไปบังคับได้
"อืม ข้าได้ยินแล้ว เดี๋ยวจะออกเดินทางเลย" ลู่หลิงจวินพยักหน้า สีหน้าเย็นชา บางทีนี่อาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของนาง
นางคือสุดยอดผู้ฝึกตนจากโลกเบื้องล่าง เมื่อไม่ต้องซ่อนพลัง นิสัยเดิมก็ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป
กู้อันมองนาง สงสัยว่าทำไมยังไม่ไปอีก
ลู่หลิงจวินจ้องเขาเขม็ง "ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายระดับจิตลึกลับมากมายในป่าว่านจี้ แถมยังมีกลิ่นอายหนึ่งที่ทำให้ข้าใจสั่น ไปคราวนี้คงรอดยาก"
ดวงตาของนางงดงาม แต่ก็ลึกล้ำด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา การที่นางจ้องมองกู้อันตรงๆ ทำให้เขารู้สึกร้อนตัวแปลกๆ
กู้อันรับบทศิษย์ผู้นอบน้อม "ทำตามกำลังเถิดขอรับ หากสุดวิสัยจริงๆ ก็รักษาชีวิตตัวเองไว้ก่อน"
ลู่หลิงจวินมุมปากยกขึ้น ยิ้มกล่าว "แน่อยู่แล้ว ข้าไม่คิดจะพลีชีพเพื่อสำนักไท่เสวียนหรอก แต่... ข้ากำลังจะไปเสี่ยงตายในสงคราม ท่านไม่มีอะไรจะพูดกับข้าหน่อยหรือ?"
กู้อันแกล้งไอแก้เก้อ ปรับสีหน้าจริงจัง "แม่นางลู่ เรื่องที่จับมือคราวนั้นข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อย่าเก็บไปคิดมาก ส่วนเรื่องความรักชายหญิง ยิ่งไม่อาจกำหนดส่งเดช คนสองคนต้องมีใจให้กันถึงจะครองคู่ ไม่ใช่แค่แตะมือกันแล้วต้องแต่งงาน"
"อีกอย่าง ข้าจะบอกความจริงกับท่าน... ตำนานสถาปนาเทวดาข้าไม่ได้เขียน ข้าแค่ฟังนักพรตชื่อ 'สวี่จ้งหลิน' เล่ามา"
ลู่หลิงจวินยิ้มขำ "ถ้าคนอื่นเขียนจริง เวลาผ่านไปหลายสิบปี ป่านนี้เขาคงไม่อยู่เฉยให้ท่านพานอันแอบอ้างชื่อเสียงกินเปล่าหรอกกระมัง?"
กู้อันจุก
จะให้บอกได้ไงว่านักเขียนตัวจริงเขาอยู่คนละโลก!
"จริงๆ แล้วตำนานสถาปนาเทวดาจะเป็นท่านเขียนหรือไม่ ก็ไม่สำคัญ ที่อยู่กันมาหลายปี สันดานท่านก็ถือว่าใช้ได้ ถึงจะงกไปหน่อย แต่ก็เป็นการตกลงที่สมยอมทั้งสองฝ่าย ท่านปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างให้เกียรติเสมอ ไม่ถูไถคนรวย ไม่เหยียบย่ำคนจน..." ลู่หลิงจวินร่ายยาวคำชม ทำเอากู้อันเริ่มตัวลอย
นี่ตูเป็นคนดีขนาดนั้นเลยเหรอ?
จู่ๆ ลู่หลิงจวินก็เปลี่ยนโหมด "ท่านดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวที่ระดับพลังห่วยแตกชะมัด ถ้าอยากเป็นคู่บำเพ็ญกับข้า รีบฝึกให้ถึง 'ระดับฝ่าความว่างเปล่า' ซะ ระหว่างนี้ข้าจะจับตาดูท่านไว้ พอท่านถึงระดับนั้นเมื่อไหร่ ข้ามีวิชาพิเศษที่ไม่เคยลองที่ไหนมาก่อน จะมาฝึกร่วมกับท่าน"
ฝึกร่วมกัน?
กู้อันพลันนึกถึงภาพประกอบวาบหวิวใน 'ความลับแห่งไท่เสวียน' ไฟราคะก็ลุกพรึ่บในอก
เดี๋ยวนะ!
นี่คิดจะทำลายตบะข้ารึ?
กู้อันมองลู่หลิงจวินอีกครั้ง รอยยิ้มของนางดูชั่วร้ายพิกล
ป้าสองพันปีคิดจะกินเด็กเจ็ดสิบขวบอย่างข้าเนี่ยนะ?
"งั้นท่านคงต้องผิดหวังแล้ว ชาตินี้ทั้งชาติข้าคงไม่มีปัญญาแตะระดับฝ่าความว่างเปล่าหรอก" กู้อันปฏิเสธเสียงแข็ง
ลู่หลิงจวินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้น นางวางแหวนฝังหยกแดงวงหนึ่งไว้บนโต๊ะ กล่าวว่า "นี่คือ 'แหวนสื่อใจ' จงหลอมรวมมันซะ วันหน้าหากท่านมีภัย ข้าจะรับรู้ได้ทันที เผื่อจะช่วยชีวิตน้อยๆ ของท่านได้"
ไม่รอให้กู้อันตอบรับ นางก็หายวับไปจากห้อง
กู้อันมองแหวนสื่อใจบนโต๊ะ นิ่งเงียบ
เขาเหลือบไปมองกระบี่ชิงหงที่วางอยู่ข้างๆ รู้สึกเดจาวูชอบกล
สวรรค์เฮงซวย จะขยันส่งผู้หญิงมาชอบข้าทำไมนักหนา?
กลัวข้าจะซุ่มเงียบเกินไปหรือไง?
...
หนึ่งคืนผ่านพ้น
เที่ยงวันถัดมา กู้อันไปที่หุบเขาขอบฟ้า พบว่าในหุบเขาเหลือแค่หลัวหุน
เขาถามหาลวี่เซียนกับอี้หลิวอวิ๋น
"พวกเขาติดตามฝ่าบาทไปทำศึกที่ราชวงศ์ไท่เฉินแล้ว ฝ่าบาทตรัสว่าแผ่นดินมีภัย ในฐานะฮ่องเต้ พระองค์ต้องร่วมแรงด้วย" หลัวหุนตอบ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความศรัทธา ถ้าไม่ใช่เพราะหลี่เสวียนเต้าสั่งให้เฝ้าที่นี่ เขาคงตามไปรบแล้ว
กู้อันไม่นึกว่าหลี่เสวียนเต้าจะมีใจนักรบขนาดนี้ เขาไม่ได้วิจารณ์อะไร เพียงพยักหน้าแล้วเดินเข้าสวนสมุนไพร
เช่นนี้ กู้อันก็รอต่อไปอีกครึ่งเดือน
เขายืนอยู่ริมหน้าต่างหอตำราในหุบเขาเสวียนกู่ ส่งจิตสัมผัสไปที่ป่าว่านจี้ เห็นลู่หลิงจวินกำลังซัดกับผู้ฝึกตนระดับจิตลึกลับคนหนึ่ง รอบข้างยังมีคู่ระดับจิตลึกลับอีกหลายคู่กำลังนัวเนียกันฝุ่นตลบ ภูเขารอบๆ พันลี้พังพินาศยับเยิน
มองไปทางไหนก็เจอแต่ซากศพเกลื่อนกลาด น่าสยดสยอง
ไอ้ระดับมหายานนั่นยังไม่โผล่หัวมาอีก!
กู้อันชักจะหมดความอดทน จะซุ่มไปถึงไหนวะ พ่อคุณ!
ถ้ามหาค่ายกลสังเวยนั่นเริ่มทำงาน แล้วมันยังไม่โผล่ กู้อันคงต้องลงมือเอง ขืนปล่อยไว้ ผู้ฝึกตนเก้าราชวงศ์คงตายเกลี้ยง
เพราะหลังจากนี้ยังมี 'มหาภัยพิบัติปีศาจ' รออยู่อีก
กู้อันมองไปทางเส้นทางสู่จิ่วโยว ตรงนั้นกลายเป็นฐานที่มั่นของลัทธิถานฮวา ดอกถานฮวาบานสะพรั่งไปทั่วพันลี้
รอเก็บกวาดประมุขลัทธิเสร็จ ดอกไม้พวกนี้... เสร็จโจรแน่ ได้เวลาเก็บเกี่ยว
ครั้งนี้ต้องถอนรากถอนโคนลัทธิถานฮวาให้สิ้นซาก อย่าได้หวังจะกลับมาผงาดอีก
...
ป่าว่านจี้ ภายในค่ายกลหกวิถีมหายาน
เจ็ดจอมมารลัทธิถานฮวาลืมตาขึ้นพร้อมกัน นัยน์ตาฉายแววอำมหิต ชายชราหน้ากากหัวหน้ากลุ่มกล่าวขึ้นก่อน "ทุกท่าน ฤกษ์งามยามดีมาถึงแล้ว เตรียมเดินเครื่องค่ายกล ต้อนรับท่านประมุข!"
เขาลุกขึ้นยืน อีกหกคนที่เหลือก็ลุกตาม
"ในที่สุดก็ถึงเวลา"
"ลือกันว่าไท่เฉินมีสัตว์เทพ 'งูเฉิน' คุ้มครอง ไม่รู้ว่าการสังเวยครั้งนี้จะปลุกมันตื่นหรือไม่"
"ก็แค่ตำนานหลอกเด็ก คนตายไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ไม่เห็นหัวงูโผล่มาสักตัว"
"พูดถึงจอมกระบี่ฝูเต้า การที่มันไม่โผล่หัวมา ทำให้ข้าโล่งใจไปเยอะ ดูท่ามันคงกลัวพวกเราอยู่เหมือนกัน ที่มันปกป้องไท่เสวียน คงเพราะกลัวตัวเองเดือดร้อนแค่นั้นแหละ"
"ต่อให้ไม่มีพวกเรา เก้าราชวงศ์ก็ต้องเจอกับหายนะอยู่ดี ผู้ยิ่งใหญ่ระดับนั้นแสวงหาความเป็นอมตะ อยากเป็นอมตะก็ต้องมีชีวิตรอด ใครจะเอาตัวมาเสี่ยง"
น้ำเสียงของพวกเขาผ่อนคลาย มั่นใจว่าแผนการกำลังจะสำเร็จ
จากนั้น พวกเขาก็ถอยหลังแยกย้ายกันไปเริ่มร่ายอาคม
ครืนนนน——
พื้นดินใต้เท้าแตกออก รากไม้ขนาดยักษ์พุ่งทะลุขึ้นมาจากใต้ดิน พวกเขาเหยียบรากไม้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
ในขณะเดียวกัน จอมยุทธ์ระดับสูงทุกคนในสนามรบต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น
ลวี่ไป่เทียนหันขวับ คิ้วขมวดเป็นปม เขาเค้นเสียงออกมาสามคำ "ต้นถานฮวา!"
ต้นถานฮวาครั้งนี้ น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าต้นที่เจอในเส้นทางจิ่วโยวหลายเท่านัก!
กลิ่นอายที่เหมือนส่งตรงมาจากนรกจิ่วโยวทำให้ทุกคนหนาวสะท้านถึงกระดูก!
บนพื้นดิน เชลยศึกมนุษย์นับไม่ถ้วนเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว จ้องมองต้นไม้ยักษ์เสียดฟ้าที่กำลังผุดขึ้นมา ตัวพวกเขาเล็กยิ่งกว่าใบไม้ใบเดียวของมันเสียอีก
หมื่นลี้ห่างออกไป
ลู่หลิงจวินถือกระบี่คู่ ผ้าแพรยาวสีทองลอยวนรอบกายดุจมังกร นางหันมองไปสุดขอบฟ้า เห็นเงาทะมึนของ 'ต้นแม่ถานฮวา'
งูตัวเล็กเลื้อยออกมาจากมวยผมของนาง แลบลิ้นแฉก "กลิ่นอายน่ากลัวชะมัด ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะ สู้มาขนาดนี้ถือว่าใช้หนี้หมดแล้ว ชิ่งเถอะ!"
งูน้อยตัวนี้คือ 'จักรพรรดิปีศาจไป๋หลิง' ที่ติดตามนางมาจากโลกเบื้องล่าง พลังระดับผสานกายขั้นแปด!
ห่างออกไปหลายร้อยวา ผู้ฝึกตนระดับจิตลึกลับของลัทธิถานฮวาที่ถูกค่ายกลของลู่หลิงจวินกักขังไว้ หัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่ยังต้องต้านรับค่ายกล "คิดจะหนี? สายไปแล้ว! เตรียมต้อนรับการจุติของ 'เซียน' เถอะ!"
เซียน?
ลู่หลิงจวินขมวดคิ้ว จักรพรรดิปีศาจไป๋หลิงเองก็ตกใจ มันถามกลับไป "ถ้าพวกเจ้ามีเซียนจริง ป่านนี้ยึดเก้าราชวงศ์ไปนานแล้ว จะรอจนถึงป่านนี้ทำซากอะไร?"
จอมยุทธ์ระดับจิตลึกลับผู้นั้นยิ้มกว้างไม่ตอบคำถาม เอาแต่เร่งพลังทำลายค่ายกล
ในทิศทางอื่น เหล่าระดับจิตลึกลับที่กำลังสู้กันต่างหยุดมือ ผู้ฝึกตนเก้าราชวงศ์มองดูต้นแม่ถานฮวาด้วยความตื่นตระหนก ส่วนฝั่งลัทธิถานฮวาต่างฮึกเหิม ราวกับชัยชนะอยู่ในกำมือ
บทที่ 146: พามันไปกอบกู้โลกซะ
ต้นแม่ถานฮวาพุ่งทะลุผืนดิน แผ่กิ่งก้านสาขามหึมาปกคลุมทั่วป่าว่านจี้ กินอาณาเขตไกลถึงหมื่นลี้ ลำต้นของมันใหญ่โตประหนึ่งขุนเขายักษ์เสียดฟ้า
ใบหน้ามนุษย์ที่ดูสยดสยองปรากฏขึ้นบนลำต้น มีเพียงหู ตา จมูก ปาก มันแสยะยิ้มด้วยความโลภและอำมหิต ทำเอาเหล่าเชลยเบื้องล่างขวัญหนีดีฝ่อจนแทบสิ้นสติ
วินาทีนั้น ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนตกใจจนสลบเหมือด
บนตัวพวกเขาถูกแปะยันต์ผนึกปาก ทำให้ไม่อาจเปล่งเสียงได้ ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวในใจพุ่งทะลุขีดจำกัด
เมื่อเห็นใบหน้ามนุษย์บนต้นแม่ถานฮวา เหล่าจอมยุทธ์จากเก้าราชวงศ์ต่างคลุ้มคลั่ง
"ทุกท่าน! พวกเราไม่มีที่ให้ถอยอีกแล้ว จงนึกถึงลูกหลานและศิษย์ของพวกเรา หากวันนี้พ่ายแพ้ แผ่นดินนี้จะไม่มีที่ยืนให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อีกต่อไป!"
เสียงตะโกนอันห้าวหาญดังกึกก้องสะเทือนฟ้าดินราวกับเสียงฟ้าผ่า
สิ้นเสียงนั้น แสงสีทองเจิดจรัสก็ระเบิดออกที่เส้นขอบฟ้า พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วแสง ยากจะต้านทาน
สี่จอมมารระดับจิตลึกลับของลัทธิถานฮวาปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ประสานมือร่ายเวทหวังสกัดกั้นแสงทองนั้น
ทว่า ในจังหวะที่ปะทะกัน แสงทองกลับแตกตัวออกเป็นลำแสงนับหมื่นสาย พุ่งทะลวงไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ
แม่น้ำสีเขียวมรกตสายมหึมาไหลบ่ามาจากด้านหลัง บนยอดคลื่นมีชายชุดดำยืนตระหง่าน มือถือคทาธรรม พลังปราณอัดแน่นจนเกิดพายุหมุนรอบกาย
ทิศทางอื่นก็มีจอมยุทธ์ระดับสูงดาหน้าเข้ามา แต่ละคนสำแดงอิทธิฤทธิ์ตระการตา
ฝ่ายพันธมิตรเก้าราชวงศ์ ผู้ฝึกตนระดับจิตลึกลับทุกคนเริ่มเปิดฉากบุกทะลวง สาบานว่าจะต้องบุกไปให้ถึงต้นต้นแม่ถานฮวาให้จงได้
ลวี่ไป่เทียนชูธงรบขึ้นเหนือหัว ศิษย์ฝ่ายในนับแสนคนเบื้องล่างเรียกอาวุธวิเศษออกมาพร้อมกัน พวกเขาเคลื่อนขบวนแปรเปลี่ยนค่ายกล มังกรปราณธาตุไฟและธาตุน้ำแข็งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเกี่ยวตระหวัดกัน เสียงมังกรคำรามก้องสะเทือนเลื่อนลั่น
ลู่หลิงจวินเหยียบงูยักษ์สีขาวเหาะเหินเดินอากาศ นางปล่อยกระบี่คู่ แล้วง้างธนูคันใหญ่จนสุดแรง พลังปราณควบแน่นกลายเป็นศรแสง
พลังฟ้าดินไหลมารวมที่ปลายศรจนส่องแสงจ้า แขนขวาที่ง้างสายธนูเปล่งประกายเจิดจ้าบาดตา
อีกด้านหนึ่ง นักพรตเทียนซูจากเขาซานชิงนำทัพนักพรตหลายสิบรูปบินโฉบเข้าสู่ป่าว่านจี้
มหาสงครามที่รุนแรงกว่าครั้งใดๆ ได้ปะทุขึ้นแล้ว!
...
ตูม!
ณ หุบเขาเสวียนกู่ กู้อันยืนอยู่บนยอดเขา หูแว่วเสียงระเบิดกัมปนาทมาจากที่ไกลโพ้น ฉู่จิงเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ใจเต้นระรัว ไม่อาจเก็บอาการสงบนิ่งได้
"เสียงนี้มัน..." ฉู่จิงเฟิงขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ว่าเสียงมาจากที่ไกลมาก ทำให้นึกถึงป่าว่านจี้ในราชวงศ์ไท่เฉิน
ศึกป่าว่านจี้เป็นที่รู้กันทั่วโลกบำเพ็ญเพียร แม้แต่ศิษย์รับใช้ที่ออกไปข้างนอกกลับมาก็ยังพูดถึง
สงครามยืดเยื้อมานาน แต่วันนี้กลับมีเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นขนาดนี้ ยากจะจินตนาการว่าเกิดอะไรขึ้น
เมฆดำทะมึนเริ่มก่อตัวบนท้องฟ้า เคลื่อนตัวมาอย่างดุดันหมายจะกลืนกินนภา
กู้อันมองไปทางทิศนั้น พึมพำเสียงเบา "ชะตากรรมของเก้าราชวงศ์มาถึงจุดตัดสินแล้ว น่าเสียดายที่เจ้าและข้าทำอะไรไม่ได้ ได้แต่สวดอ้อนวอนให้สวรรค์เข้าข้างฝ่ายธรรมะ"
ฉู่จิงเฟิงสูดหายใจลึก กล่าวว่า "เจ้าคิดว่าต้องบำเพ็ญเพียรถึงระดับไหน ถึงจะกอบกู้โลกได้ด้วยตัวคนเดียว?"
กู้อันเหลือบมองเขา ยิ้มถาม "ทำไม? เจ้ามีความฝันยิ่งใหญ่ปานนั้นเชียวหรือ?"
"จอมกระบี่ฝูเต้าช่วยสำนักไท่เสวียนไว้ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยตัวคนเดียว ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ เขาคือเป้าหมายที่ข้าอยากไปให้ถึง แต่ยิ่งฝึกนานวัน ข้ายิ่งรู้สึกว่าพรสวรรค์ของข้านั้นช่างธรรมดาสามัญเหลือเกิน" ฉู่จิงเฟิงมองเหม่อไปไกล แววตาสับสน
กู้อันยิ้มกล่าว "ถ้าเจ้ารู้ตัวเร็ว ก็จงตั้งใจฝึก 'วิชามรรคาอนุมาน' ที่ข้าสอนให้ดี วิชาแม้นี้จะได้มาจากหอพันฤดูสารท ตัวข้าเองฝึกไม่สำเร็จ แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้ หวังว่าเจ้าจะเป็นตัวแทนข้า อยู่ดูโลกมนุษย์ในอีกพันปีข้างหน้า"
ฉู่จิงเฟิงหันขวับ ขมวดคิ้วถาม "เจ้ามักจะบอกให้ข้าอย่าทิ้งความหวัง แล้วทำไมเจ้าถึงตัดพ้อเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากเสียเอง?"
กู้อันหันหลัง ตบไหล่เขาเบาๆ ไม่พูดอะไร แล้วเดินลงเขาไป
ฉู่จิงเฟิงตะโกนไล่หลัง "เจ้าจะไปไหน?"
"หากพรุ่งนี้โลกแตก ข้าก็ขออยู่กับแปลงสมุนไพรสุดที่รักของข้าดีกว่า"
ทิ้งคำพูดเท่ๆ ไว้แล้ว กู้อันก็หายวับเข้าไปในป่า
ฉู่จิงเฟิงยืนอึ้ง ก่อนจะยิ้มขื่น
"เทียบกับเขาแล้ว ข้ามันก็แค่คนฟุ้งซ่าน..." ฉู่จิงเฟิงคิดในใจ แล้วหันกลับไปมองขอบฟ้า
ทันใดนั้น ลมกรรโชกแรงพัดมาวูบหนึ่ง ชายเสื้อสะบัดไหวจนต้องหรี่ตา
ลมเปลี่ยนทิศแล้ว
...
กู้อันเดินวนรอบหุบเขาเสวียนกู่หนึ่งรอบ ก่อนจะกลับเข้าห้องพัก ปิดประตูลงกลอน เปิดใช้งานค่ายกลป้องกัน แล้วส่งจิตสัมผัสพุ่งตรงไปยังป่าว่านจี้
เขาสัมผัสได้ถึงความผันผวนของมิติภายในต้นแม่ถานฮวา มันซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน เหตุที่เขาจับได้เพราะมีกลิ่นอายแปลกปลอมแทรกเข้ามา
ระดับมหายาน!
กู้อันดองเค็มตัวเองอยู่ที่ระดับมหายานมานานหลายปี จึงคุ้นเคยกับกลิ่นอายนี้ดี
ในที่สุดก็โผล่หัวมาสักที!
จังหวะนั้นเอง กู้อันสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังเรียกหาเขา เขาตั้งสมาธิฟัง
ไอ้เจ้าเสวียนเมี่ยวอีกแล้ว!
ไอ้หมอนี่ไม่เข็ดหรือไง?
ไกลออกไป ณ เทือกเขาเป่ยไห่ (ทะเลเหนือ) นักพรตเสวียนเมี่ยวกลับมายังป่าที่เคยพบเทพเจ้าขุนเขา เขานั่งคุกเข่า โขกศีรษะกับพื้นไม่หยุด
เวลาผ่านไปนาน
เสวียนเมี่ยวจำไม่ได้แล้วว่าโขกหัวไปกี่ครั้ง จนกระทั่งเสียงของเทพเจ้าขุนเขาดังขึ้น ร่างกายเขาถึงกับแข็งทื่อ
"เฮ้ย เจ้าหนู เจ้าจะมารบกวนข้าทำไมอีก มีของวิเศษมาถวายข้าเยอะนักรึไง?"
เสวียนเมี่ยวเงยหน้าขึ้น เห็นเทพเจ้าขุนเขานั่งยองๆ อยู่บนกิ่งไม้ เอียงคอมองเขา
เขารีบละล่ำละลัก "ดินแดนเก้าราชวงศ์กำลังจะพินาศ หากราษฎรตายหมด ปีศาจบุกยึด ถึงตอนนั้นก็จะไม่มีใครบูชาท่านอีก!"
"ใครบอกว่าต้องเป็นมนุษย์ถึงจะบูชาข้าได้ และใครบอกเจ้าว่าข้าปกป้องแค่มนุษย์?"
เจอคำถามย้อนกลับ เสวียนเมี่ยวถึงกับไปไม่เป็น
กู้อันกล่าวต่อ "อยากให้ข้าลงมือ ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่..."
"แต่อะไร? ท่านต้องการสิ่งใด?" เสวียนเมี่ยวถามสวน สีหน้ามีความหวัง
น้ำเสียงของกู้อันเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที "ข้าต้องการให้เจ้าเป็นทาสข้าชั่วกัลปาวสาน สร้างศาลเจ้าให้ข้า เฝ้าศาลเจ้าให้ข้า หมดอิสรภาพไปตลอดชีวิต!"
เสวียนเมี่ยวหน้าซีดเผือด จมดิ่งสู่ความเงียบ
เหตุที่กู้อันมาปรากฏตัว ก็เพื่อจะใช้ร่างอวตาร 'เทพเจ้าขุนเขา' นี้ไปตบเกรียนระดับมหายานของลัทธิถานฮวา
เดิมทีจะใช้ชื่อ 'จอมกระบี่ฝูเต้า' แต่กลัวจะลากความซวยมาสู่สำนักไท่เสวียนไม่จบไม่สิ้น เลยเปลี่ยนมาใช้ไอดีสำรองอย่างเทพเจ้าขุนเขาดีกว่า
อีกอย่าง คราวนี้คู่ต่อสู้ตึงมือ ระดับพลังเฉียดมหายานขั้นเก้า ไม่ใช่ไก่กาเหมือนที่ผ่านมา
การฆ่ายอดฝีมือระดับนี้ แรงกระเพื่อมมหาศาลแน่นอน!
เทพเจ้าขุนเขาเป็นตัวตนลึกลับ ต่อให้ลัทธิถานฮวามีเบื้องหลังใหญ่ ก็ต้องคิดหนักถ้าจะมาล้างแค้น
กู้อันไม่อยากหาเหาใส่หัว
จอมกระบี่ฝูเต้าพิทักษ์ไท่เสวียน เทพเจ้าขุนเขาพิทักษ์ชาวโลก! แบ่งงานกันชัดเจน!
ส่วนที่รับเสวียนเมี่ยวเป็นทาส หนึ่งคืออยากสั่งสอน สองคืออยากได้คนมาช่วยทำสวน
ระดับที่สองของทำเนียบทองคำ ฝีมือขนาดนี้เอามาเฝ้าสวนสมุนไพรได้สบาย
หลังชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง เสวียนเมี่ยวก็กัดฟันตอบ "ตกลง! ข้ายอมเป็นทาสรับใช้เทพเจ้าขุนเขา ขอเพียงท่านช่วยกอบกู้โลกหล้า!"
กู้อันสะบัดแขนเสื้อ ตุ๊กตาไม้ตัวหนึ่งลอยไปตกในมือเสวียนเมี่ยว
ตุ๊กตาไม้นั้นแกะสลักเป็นรูปกู้อันในร่างเทพเจ้าขุนเขา
เสวียนเมี่ยวรับตุ๊กตาไม้ขึ้นมา เงยหน้ามองอีกที ร่างบนกิ่งไม้ก็หายไปแล้ว
"พามันไปกอบกู้โลกซะ"
เสียงกู้อันดังก้องในป่า พลังบำเพ็ญของเสวียนเมี่ยวเริ่มฟื้นคืนกลับมา ทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้น
วิถีเทพคืนสู่กำเนิด คลาย!
เสวียนเมี่ยวลุกขึ้นทันที พุ่งทะยานสู่ป่าว่านจี้ด้วยความเร็วสูงสุดของระดับแปรสภาพเทพ หายลับไปในพริบตา
...
ครืน! ครืน! ครืน!
เสียงกึกก้องดังระงมรอบทิศทางของค่ายกลหกวิถีมหายาน เจ็ดจอมมารลอยตัวอยู่หน้าต้นแม่ถานฮวา ยืนเรียงหน้ากระดาน คุกเข่าข้างหนึ่งกลางอากาศ
เมื่อมองตามสายตาพวกเขาไป ที่หน้าผากของใบหน้ามนุษย์บนต้นไม้มีรอยแยกสีดำปรากฏขึ้น เปลวเพลิงทมิฬพวยพุ่ง ราวกับมีบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกำลังจะก้าวออกมา
บนพื้นดิน รอบกายเชลยศึกปรากฏรอยอักขระสีเลือดส่องแสงวูบวาบ ก่อตัวเป็นลำแสงสีรุ้งพุ่งขึ้นฟ้า ดูงดงามแต่สยดสยอง
ค่ายกลหกวิถีมหายานกำลังทำงาน!
แรงกดดันมหาศาลจากค่ายกลบีบคั้นจิตใจผู้ฝึกตนเก้าราชวงศ์ที่อยู่รอบนอกจนแทบคลั่ง พวกเขาดาหน้าเข้าใส่ไม่คิดชีวิต และตายตกไปทุกวินาที
ลู่หลิงจวินต่อสู้อย่างถวายหัว แต่ก็ไม่อาจฝ่าด่านป้องกันของกลุ่มระดับจิตลึกลับนับสิบคนเข้าไปได้
ฟ้าดินมืดมิด เมฆฝนคะนอง สายฟ้าฟาดผ่า ราวกับสวรรค์กำลังร้องไห้
จู่ๆ กรงเล็บยักษ์ก็โผล่ทะลุเมฆสายฟ้าลงมาคว้ากิ่งก้านของต้นแม่ถานฮวา หมายจะถอนรากถอนโคน จนต้นไม้ยักษ์สั่นสะเทือน
"สามหาว!"
เจ็ดจอมมารตวาดลั่นพร้อมกัน ระเบิดพลังวิชาประสานโจมตีกรงเล็บยักษ์จนถอยร่นไป
ทันใดนั้น งูแดงขนาดยักษ์ก็ทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า งูตัวนี้มีกรงเล็บ หัวเป็นหน้ามนุษย์ทาแป้งแดงแก้มแดง ผมเผ้ารุงรัง ดูน่าขนลุกท่ามกลางความมืดสลัว
ลำตัวของมันหนาร้อยวา ยาวสุดลูกหูลูกตา
"นั่นมันสัตว์เทพแห่งไท่เฉิน งูเฉิน!"
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งตะโกนก้อง ปลุกขวัญกำลังใจฝ่ายพันธมิตรให้ฮึกเหิม
กลิ่นอายโบราณและยิ่งใหญ่ของงูเฉินเหนือกว่าระดับจิตลึกลับทั่วไปมาก การปรากฏตัวของมันคือความหวังสุดท้าย
งูเฉินอ้าปากกว้าง พ่นลาวาเดือดพล่านดุจกระแสน้ำป่าเข้าใส่ต้นถานฮวา
วินาทีนั้นเอง!
รอยแยกสีดำบนหน้าผากต้นไม้ ยิงลำแสงสีเลือดออกมา ทำลายคลื่นลาวาจนเหือดแห้ง พุ่งผ่านระยะร้อยลี้เจาะทะลุลำคองูเฉินในพริบตา เลือดร้อนๆ สาดกระจาย เสียงร้องโหยหวนดั่งช้างสารดังก้องฟ้า
งูเฉินร่วงหล่น ฝุ่นตลบฟุ้งสูงพันวา แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
แรงกดดันที่เหนือกว่าระดับจิตลึกลับหลายเท่าตัวปกคลุมทั่วราชวงศ์ไท่เฉิน
"แค่เดรัจฉานยุคโบราณ กล้าดีเยี่ยงไรมาอ้างตัวเป็นสัตว์เทพ?"
เสียงของจิ่งถูเซียนดังขึ้น เย็นยะเยือก เปี่ยมด้วยจิตสังหาร ราวกับเสียงกระซิบจากจอมมารแห่งนรก ใครได้ยินเป็นต้องหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ
ลู่หลิงจวินที่กำลังสู้อยู่หันขวับ ใบหน้าซีดเผือด ไม่อยากเชื่อสายตา
ภายใต้แรงกดดันนี้ พลังปราณของนางเหมือนถูกกดทับ
ระดับพลังของอีกฝ่าย... เหนือกว่าจิตลึกลับแน่นอน!
"เซียนแห่งลัทธิถานฮวาจุติแล้ว! พวกเจ้ายังไม่รีบคุกเข่ารอรับความเมตตาจากท่านอีกหรือ!" จอมมารคนหนึ่งหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
แต่เหล่าจอมยุทธ์ระดับจิตลึกลับของเก้าราชวงศ์ไม่มีกะจิตกะใจจะฟังคำเย้ยหยัน ทุกสายตาจ้องมองต้นแม่ถานฮวาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
บทที่ 147: สวรรค์เบิกเนตร! พลังแห่งฟ้าดิน!
"นี่มัน... ระดับอะไรกัน..."
ใต้เงาเมฆทะมึน ลวี่ไป่เทียนยืนอยู่บนอาวุธวิเศษ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความกลัว จ้องมองต้นแม่ถานฮวาพลางพึมพำกับตัวเอง
ขนาดเขาระดับผสานกายขั้นเก้ายังสภาพนี้ พวกระดับต่ำกว่าไม่ต้องพูดถึง
ศิษย์สำนักไท่เสวียนเบื้องล่างรู้สึกเหมือนโดนภูเขาทับ ร่างร่วงดิ่งลงสู่พื้น ค่ายกลที่ต่อตัวกันไว้แตกกระเจิง
"เรากำลังเจอกับตัวอะไรกันแน่..."
"เป็นไปไม่ได้... เป็นไปไม่ได้... ลัทธิถานฮวามีเซียนจริงๆ หรือ?"
"ทำยังไงดี... หรือว่าจะไม่มีทางชนะแล้ว?"
"เรายังมีจอมกระบี่ฝูเต้า! รอท่านผู้เฒ่ามาถึง อาจจะพอมีหวัง..."
ในขณะที่ศิษย์ไท่เสวียนยังพอมีความหวังริบหรี่ สำนักอื่นกลับสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
นักพรตเทียนซูจากเขาซานชิงมองต้นไม้ปีศาจ หน้าซีดไร้สีเลือด นิ้วมือขยับคำนวณชะตาถี่รัว แต่ไม่ว่าจะคำนวณกี่รอบ ก็มองไม่เห็นทางรอด
"คราวเคราะห์ที่เลี่ยงไม่ได้..."
เทียนซูพึมพำ ไอแห่งความเที่ยงธรรมในตัวเริ่มสลายไป
เมื่อกลิ่นอายอันน่าสะพรึงของจิ่งถูเซียนครอบคลุมราชวงศ์ไท่เฉิน ขวัญกำลังใจของฝ่ายพันธมิตรก็แตกพ่ายยับเยิน
แต่ก็ยังมีคนไม่ยอมแพ้ ระดับจิตลึกลับของสำนักชางเทียนยังคงสู้ตาย แสดงความเป็นผู้นำของพันธมิตร
อันฮ่าวกับอู่เจวี๋ยบินฝ่าอากาศมาด้วยความเร็ว แม้พลังจะน้อยนิดแต่ไม่มีใครมาขวาง พวกเขาพุ่งเข้าป่าว่านจี้หวังช่วยคน แต่พอเท้าแตะพื้น ไอสีเลือดก็พุ่งขึ้นมารัดขา
ไม่ทันตั้งตัว อักขระใต้เท้าก็ระเบิดแสงสีเลือด กวาดไปทั่วราชวงศ์ไท่เฉินด้วยความเร็วสูง สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในอาณาเขตถูกตรึงร่าง! ไม่เว้นแม้แต่ยอดฝีมือกลางเวหา
พวกระดับจิตลึกลับก็โดนกดดันจนขยับตัวได้เชื่องช้าประหนึ่งใบไม้ร่วง ความช้านี้ทำให้พวกเขาที่คิดจะหนีต้องสิ้นหวัง
จู่ๆ ราชวงศ์ไท่เฉินก็ดูว้างใหญ่ไพศาลจนน่าใจหาย!
บนหน้าผาแห่งหนึ่ง หลี่เสวียนเต้า ลวี่เซียน อี้หลิวอวิ๋น และขุนพลคนอื่นๆ ถูกตรึงแข็งทื่อ
"นี่มันอะไรกัน?" จอมยุทธ์คนหนึ่งมองเส้นเลือดที่รัดขา ร้องเสียงหลง
เขาพยายามดิ้น แต่ไร้ผล ที่น่ากลัวที่สุดคือเขารู้สึกว่ากำลังสูญเสียการควบคุมร่างกายไปทีละน้อย
ลวี่เซียนก้มมองด้วยสายตาตื่นตระหนก
หลี่เสวียนเต้ามองไปข้างหน้า สีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่เกรงกลัวหายนะตรงหน้า
"นี่คือค่ายกลหกวิถีมหายาน ต้องใช้พลังระดับมหายานจึงจะขับเคลื่อนได้ พวกเจ้าจักได้รู้ซึ้งว่าอะไรคือระดับมหายาน!"
เสียงของจิ่งถูเซียนดังก้อง ทำให้โลกเย็นเฉียบ
หลี่เสวียนเต้าได้ยินคำว่า 'ระดับมหายาน' แววตาก็ไหววูบ
อีกด้านหนึ่ง
ลู่หลิงจวินลอยอยู่กลางอากาศ นางก็โดนเส้นเลือดประหลาดรัดไว้เช่นกัน
จักรพรรดิปีศาจไป๋หลิงใต้เท้านางร้องโหยหวน "จบเห่แล้วงานนี้!"
ลู่หลิงจวินมองไปยังรอยแยกมิติบนต้นไม้ เห็นร่างหนึ่งกำลังก้าวออกมา
จิ่งถูเซียน!
ชุดคลุมสีดำสะบัดไหว ชายเสื้อและแขนเสื้อขาดวิ่นดูเหมือนเปลวเพลิง ใบหน้าซีดขาวแสยะยิ้มอำมหิต มองดูสรรพสัตว์ประหนึ่งมองมดปลวก บนหน้าผากมีรอยสักรูปปีศาจสองตนนูนออกมา เหมือนจะกระโจนออกมาขย้ำเหยื่อ
ครืนนนน——
แผ่นดินสั่นสะเทือน ม่านแสงสีเลือดพุ่งขึ้นจากป่าว่านจี้ ทำให้ต้นไม้ดูเล็กจ้อยราววัชพืช
สาวกลัทธิถานฮวาร่อนลงพื้น คุกเข่ากราบไหว้จิ่งถูเซียนอย่างบ้าคลั่ง
"จอมกระบี่ฝูเต้าแห่งไท่เสวียน ไยไม่ปรากฏกาย?"
"นักพรตจอมอมตะแห่งซานชิง ท่านมัวสวดมนต์อยู่ที่ใด?"
"สำนักชางเทียนที่ว่าแน่ จะมาถล่มลัทธิข้าไม่ใช่หรือ?"
"ทำไมพวกเจ้าไม่โผล่หัวมา! หากยังไม่มา สรรพสัตว์นับล้านนี้จะต้องเข้าสู่วิถีทั้งหก ส่งข้าขึ้นเป็นเซียน!"
เสียงจิ่งถูเซียนเย้ยหยันไม่ขาดปาก ทุกคำพูดเหมือนน้ำเย็นราดรดหัวใจฝ่ายธรรมะ ความสิ้นหวังกัดกินไปทั่ว
ดวงตาสีเลือดของเขาสะท้อนภาพดอกถานฮวา ปากของใบหน้ามนุษย์บนต้นไม้คายดอกถานฮวายักษ์ออกมารองรับเท้าพาเขาลอยขึ้นฟ้า
ยิ่งเขาลอยสูง พลังชีวิตของผู้คนในราชวงศ์ไท่เฉินก็ยิ่งถูกดูดกลืน ความรู้สึกนี้ยิ่งตอกย้ำความสิ้นหวัง
ไกลออกไปที่หุบเขาเสวียนกู่ กู้อันลอบตกใจ
ไอ้หมอนี่ของจริง!
พลังปราณเกือบจะแตะระดับมหายานขั้นเก้าแล้ว!
โชคดีที่ข้าชิงยกระดับตัวเองล่วงหน้า ตอนนี้ข้าอยู่ 'ระดับนิพพาน' ขั้นเก้า ห่างกันคนละชั้น
กู้อันล็อกเป้าไปที่เสวียนเมี่ยว
ด้วยพลังที่กู้อันอัดฉีดให้ เสวียนเมี่ยวพุ่งตัวเร็วปานสายฟ้าแลบ ใกล้ถึงเขตราชวงศ์ไท่เฉินแล้ว
เสวียนเมี่ยวได้ยินเสียงจิ่งถูเซียนก็ร้อนรน ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองบินช้าขนาดนี้มาก่อน
"ท่านเทพเจ้าขุนเขา! จะไม่ทันแล้วนะขอรับ!"
เสวียนเมี่ยวตะโกนก้องในใจ กำตุ๊กตาไม้แน่นจนมือสั่น
"ถ้ารู้ว่าไม่ทัน ก็ขว้างมันออกไป" เสียงกู้อันกระซิบข้างหู
ได้ยินดังนั้น เสวียนเมี่ยวก็ง้างแขนขว้างตุ๊กตาไม้ไปข้างหน้าสุดแรงเกิด
ตุ๊กตาไม้หลุดจากมือไปไม่ถึงสองลมหายใจ มันก็ระเบิดความเร็วสูงสุด กลายเป็นลำแสงสีเขียวพุ่งทะลวงอากาศ มุ่งหน้าสู่ป่าว่านจี้อย่างบ้าคลั่ง
แทบจะในวินาทีเดียวกัน จิ่งถูเซียนสัมผัสได้ หันขวับไปมองขอบฟ้า
ลู่หลิงจวินบังเอิญอยู่ในทิศทางนั้นพอดี นางใจหายวาบเมื่อสบตากับจอมมาร จักรพรรดิปีศาจไป๋หลิงสั่นเป็นเจ้าเข้า
ชั่วขณะหนึ่ง เวลาเหมือนหยุดเดิน หางตานางเหลือบเห็นลำแสงสีเขียว ภายในแสงนั้นมีตุ๊กตาตัวจิ๋ว
อันฮ่าวที่กำลังดิ้นรน เงยหน้าเห็นแสงเขียวพาดผ่านหัวไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เสวียนเต้าบนหน้าผาก็มองเห็นแสงเขียวพุ่งผ่านเส้นขอบฟ้าจนตาพร่า
ท่ามกลางสายตาสิ้นหวังของเครื่องสังเวยนับล้าน ลำแสงสีเขียวกรีดผ่านท้องฟ้ามืดมิด นำแสงสว่างมาสู่ดวงตาของพวกเขา
ปฏิกิริยาของจิ่งถูเซียนเร็วกว่าใคร เขาชูมือขึ้น พลังดำทมิฬก่อตัวเป็นกรงเล็บปีศาจ ตะปบใส่ลำแสงสีเขียวหมายจะบดขยี้
"ระดับมหายาน? แกเป็นใคร!" จิ่งถูเซียนคำรามเสียงต่ำ
ภายในแสงสีเขียว ตุ๊กตาไม้พลิกตัว หันหน้าเข้าหาจิ่งถูเซียน
นิ้วเล็กๆ ของมันชี้ไปที่หน้าจิ่งถูเซียน
จิ่งถูเซียนตาเบิกโพลง เขากำหมัดขวา พลังปีศาจมหาศาลบีบอัดหมายจะทำลายตุ๊กตาให้แหลก
เปรี้ยง!
ลำแสงสีเขียวขนาดยักษ์พุ่งมาจากเส้นขอบฟ้าด้านหลังตุ๊กตาไม้ ด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ กลืนร่างจิ่งถูเซียนหายไปในพริบตา
เร็วเกินไป!
จอมมารระดับมหายานขั้นสูงสุดอย่างเขา ไม่มีแม้แต่โอกาสจะตอบโต้!
ต้นแม่ถานฮวาอันมหึมาถูกลำแสงสีเขียวเจาะทะลุ ลำต้นสลายกลายเป็นเถ้าธุลี เมฆดำบนฟ้าถูกเป่ากระเจิง ท้องฟ้ากลับมาสดใสสว่างจ้าในบัดดล จนผู้คนต้องหลับตาหนีแสง
แสงสีเขียวรอบตัวตุ๊กตาไม้สลายไป
สรรพสิ่งตกอยู่ในความเงียบงัน
เหล่าจอมยุทธ์ทั้งสองฝ่ายต่างอ้าปากค้าง จ้องมองไปยังทิศที่เคยมีต้นไม้ปีศาจ เห็นเพียงความว่างเปล่า สมองของพวกเขาขาวโพลนไปหมด
ตุ๊กตาไม้หมุนตัวกลับ ร่างสั่นระริกเล็กน้อย
ทันใดนั้น เสียงคำรามของปฐพีก็ดังสนั่น!
พื้นดินแตกออก ต้นไม้นับล้านต้นพุ่งขึ้นมา โจมตีใส่สาวกลัทธิถานฮวาอย่างบ้าคลั่ง พวกระดับจิตลึกลับจะหนี แต่ก็ถูกรากไม้พันธนาการไว้ในเสี้ยววินาที
ภายนอกค่ายกล กำแพงต้นไม้สูงเสียดฟ้าผุดขึ้นมารอบทิศทาง ขังศัตรูไว้
สาวกลัทธิถานฮวาหน้าถอดสี พยายามบินหนี แต่พอลอยตัวขึ้น ก็โดนเถาวัลย์ลากลงไปกินโต๊ะข้างล่าง
"ม่ายยยยย!"
"นี่มันตัวอะไร! ฝีมือใครกัน!"
"ท่านประมุขช่วยด้วย!"
"ไว้ชีวิตข้าด้วย! อ๊ากกก!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนระงมไปทั่ว เปลี่ยนป่าว่านจี้ให้กลายเป็นนรกของฝ่ายอธรรม
ฝ่ายพันธมิตรต่างพากันหลบหนีจ้าละหวั่น แต่ไม่นานพวกเขาก็พบว่า ต้นไม้พวกนี้หลบหลีกพวกเขาอย่างน่าอัศจรรย์ เล่นงานแต่คนของลัทธิถานฮวา
นักพรตเทียนซูลอยตัวมองลงมา ฝุ่นตลบเหมือนทะเลคลั่งปกคลุมโลก ต้นไม้ยักษ์เลื้อยพันเหมือนมังกรเขียว ฉากนี้สั่นสะเทือนจิตใจและโลกทัศน์ของระดับจิตลึกลับอย่างเขาจนแทบแตกสลาย
เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่านี่คือพลังของใคร
ราวกับโลกทั้งใบกำลังลงทัณฑ์ลัทธิถานฮวา!
ไม่ใช่แค่เขา ทุกคนต่างจ้องมองทะเลต้นไม้อันไร้ขอบเขตนี้อย่างตกตะลึง
ลู่หลิงจวินยืนนิ่งงัน ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
"พลังแห่งฟ้าดิน... สวรรค์เบิกเนตรแล้วโว้ย!" จักรพรรดิปีศาจไป๋หลิงตะโกนอย่างดีใจ เส้นเลือดที่รัดตัวมันหายไปแล้ว มันกลับมาขยับตัวได้อีกครั้ง
ณ ยอดเขาแห่งหนึ่งในเทือกเขาเป่ยไห่ กู้อันยืนเอามือไพล่หลังบนหน้าผา เสื้อผ้าปลิวไสวดูราวกับเซียน
ตุ๊กตาไม้ที่ให้เสวียนเมี่ยวไป เป็นแค่ตัวล่อให้จิ่งถูเซียนคิดว่าศัตรูอยู่ตรงหน้า กู้อันใช้ตุ๊กตาเป็นตัวระบุพิกัด แล้วยิงทักษะไม้ตายระยะไกลใส่เป้าหมาย
ในใจก็แอบลุ้น แต่ผลลัพธ์จบไวมาก!
ข้อความแจ้งเตือนเด้งรัวๆ ตรงหน้ากู้อัน เขาขยับเท้าขวานิดหน่อย
แสนลี้ห่างออกไป ในราชวงศ์ไท่เฉิน ทะเลต้นไม้หยุดการเคลื่อนไหว แนวสันเขาต้นไม้ยักษ์ตั้งตระหง่านท้าสายตาชาวโลก
กู้อันหมุนตัว สายลมพัดเส้นผมปลิวไสว เขาเดินหายเข้าไปในป่าเงียบๆ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนี้
อีกด้านหนึ่ง
เสวียนเมี่ยวยังคงบินมาด้วยความเร็วสูง
พอเข้าเขตราชวงศ์ไท่เฉิน ความเร็วเขาก็ลดลง ดวงตาเบิกโพลง ตกตะลึงกับต้นไม้รูปร่างประหลาดที่สูงกว่าภูเขา
"นี่หรือคือ... พลังของท่านเทพเจ้าขุนเขา?"
เสวียนเมี่ยวร่อนลงบนหน้าผา ยืนริมขอบผาเหมือนที่กู้อันยืนเมื่อครู่ สายลมปะทะใบหน้า
ต่างจากความสงบของกู้อัน ใบหน้าของเสวียนเมี่ยวเต็มไปด้วยความช็อก
แววตามีทั้งความปิติและความยำเกรง
และตามมาด้วยความหวาดกลัวจับใจ
เขาเคยล่วงเกินตัวตนระดับนี้ไป... ท่านเทพเจ้าขุนเขาช่างเมตตาที่ไว้ชีวิตเขา
ภาพตุ๊กตาไม้ตัวจิ๋ว ตัดกับภาพความวินาศสันตะโรตรงหน้า กระแทกใจเขาอย่างจัง
เขาค่อยๆ คุกเข่าลง ห่างจากขอบผาไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ
"ได้เป็นทาสรับใช้ผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้... คือเกียรติยศสูงสุดของข้า..."
บทที่ 148: ตำนานเทพเจ้าขุนเขา ศาลเจ้าทั่วหล้า
ใต้แสงตะวัน ฝุ่นควันที่คละคลุ้งไปทั่วฟ้าดินยังคงไม่จางหาย เหล่าเจ้าสำนักและผู้นำนิกายแห่งเก้าราชวงศ์รวมตัวกัน ยืนอยู่บนรากไม้ขนาดยักษ์ที่โผล่พ้นดิน มองดูภาพความวินาศสันตะโรเบื้องหน้า ต่างฝ่ายต่างพูดไม่ออก
ลวี่ไป่เทียนเองก็เช่นกัน แม้ระดับสูงของลัทธิถานฮวาจะตายตกไปพักใหญ่แล้ว แต่ความตื่นตระหนกในใจเขายังคงไม่จางหาย
พวกเขาต่อสู้ยืดเยื้อมาตั้งนาน ยังไม่อาจเจาะแนวป้องกันของศัตรูได้ แต่เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ประมุขลัทธิถานฮวาและผู้ฝึกตนระดับจิตลึกลับทั้งหมดกลับตายเรียบ?
มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
บุคคลระดับจุดสูงสุดของวงการบำเพ็ญเพียรในเก้าราชวงศ์ ต่างตกอยู่ในอารมณ์ที่ซับซ้อนและหวาดหวั่น
การรอดชีวิตจากหายนะทำให้พวกเขาดีใจ แต่เมื่อความตื่นเต้นผ่านพ้น ความหวาดกลัวก็เข้ามาแทนที่
พลังลึกลับที่กวาดล้างลัทธิถานฮวาได้อย่างง่ายดาย จะกวาดล้างพวกเขาด้วยหรือไม่?
เหลียงชางไห่ ประมุขสำนักชางเทียน หันไปถามนักพรตเทียนซูแห่งเขาซานชิง "สหายเทียนซู พอจะทราบหรือไม่ว่าพลังนี้คือสิ่งใด?"
ทุกสายตาจับจ้องไปที่นักพรตเทียนซูด้วยความคาดหวัง
ในฐานะนิกายที่เก่าแก่ที่สุดในเก้าราชวงศ์ เขาซานชิงย่อมมีความรู้เรื่องฟ้าดินเหนือกว่าใคร
นักพรตเทียนซูสีหน้าเคร่งเครียด สูดหายใจลึกก่อนตอบ "อาตมาก็ไม่ทราบว่าตัวตนใดเป็นผู้ลงมือ บางทีอาจเป็นผืนฟ้าและผืนดินที่ลงทัณฑ์ลัทธิถานฮวา"
ฟ้าดินลงทัณฑ์?
สีหน้าของเหล่าเจ้าสำนักแปรเปลี่ยนไปมา
จงอู๋จิ้น ประมุขสำนักเจวี๋ยซานแห่งราชวงศ์ไท่ชาง มองไปยังที่ไกลโพ้นพลางทอดถอนใจ "หากฟ้าดินมีจิตวิญญาณจริง ไยต้องรอให้คนตายไปตั้งมากมายถึงค่อยลงมือ?"
เมื่อมองตามสายตาเขาไป เหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ กำลังช่วยเหลือเชลยศึกที่ถูกจับมาเป็นเครื่องสังเวย ร่างของพวกเขามากมายดุจดวงดาว แต่เมื่อเทียบกับทะเลต้นไม้อันกว้างใหญ่ กลับดูเล็กจ้อยราวมดปลวก
ไม่มีใครตอบคำถามของจงอู๋จิ้น ศึกครั้งนี้ทำลายความเย่อหยิ่งในใจพวกเขาจนหมดสิ้น
หลังจากได้เห็นพลังที่น่าสะพรึงกลัวระดับนั้น พวกเขาถึงได้ตระหนักว่าระดับผสานกายนั้นไร้ค่าเพียงใด และระดับจิตลึกลับก็เป็นเพียงมดปลวกที่ตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อยเท่านั้น
เหล่าจอมยุทธ์ระดับจิตลึกลับของลัทธิถานฮวาตายโดยไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ ภาพความสิ้นหวังก่อนตายของคนเหล่านั้นยังคงติดตาพวกเขาไม่ลืมเลือน
"เทพเจ้าขุนเขา! เป็นฝีมือของเทพเจ้าขุนเขา!"
เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้น เรียกให้ทุกคนหันขวับไปมอง เห็นนักพรตเสวียนเมี่ยวกำลังเหาะเข้ามาด้วยความเร็วสูง
ลวี่ไป่เทียนจำคนผู้นี้ได้ อัจฉริยะอันดับสองของทำเนียบทองคำ ผู้เดียวที่ทำให้อันฮ่าวต้องเอาจริง
เสวียนเมี่ยวร่อนลงตรงหน้านักพรตเทียนซู ประสานมือคารวะ
นักพรตชราท่านหนึ่งของเขาซานชิงรีบถาม "เสวียนเมี่ยว เทพเจ้าขุนเขาคืออะไร? เจ้ารู้อะไรมา?"
เสวียนเมี่ยวสูดหายใจลึก กวาดตามองเหล่าเจ้าสำนักแล้วประกาศก้อง "ผู้ที่ลงมือทำลายล้างลัทธิถานฮวาคือเทพเจ้าขุนเขา ท่านซ่อนกายอยู่ในหุบเขาลึก ยากจะพบพาน ข้ามีวาสนาได้พบท่าน ก่อนหน้านี้ท่านมอบตุ๊กตาไม้ให้ข้า สั่งให้ข้านำมันมากอบกู้โลก เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากตุ๊กตาไม้ตัวนั้น"
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยำเกรง
เหล่าเจ้าสำนักต่างรุมซักถามจนบรรยากาศเซ็งแซ่
เหลียงชางไห่ ประมุขสำนักชางเทียนฉุกคิดบางอย่างได้ รีบกวักมือเรียกศิษย์คนหนึ่งที่บินเข้ามาพร้อมกับกำตุ๊กตาไม้ไว้ในมือ
เหลียงชางไห่ใช้พลังดูดตุ๊กตาไม้มาถือไว้ แล้วถามเสวียนเมี่ยว "สหายตัวน้อย ใช่ตุ๊กตาตัวนี้หรือไม่?"
เสวียนเมี่ยวพยักหน้าทันที "นี่คือรูปแกะสลักของท่านเทพเจ้าขุนเขา พวกท่านระวังอย่าได้ลบหลู่"
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ตุ๊กตาไม้ในมือเหลียงชางไห่ ทำเอาเขารู้สึกเหมือนถือของร้อน
ยังมีคนสงสัยในคำพูดของเสวียนเมี่ยว นักพรตเทียนซูจึงใช้วิชาตรึงร่างเสวียนเมี่ยว แล้วสะบัดแส้ปัดรังควานไปที่หน้าผากศิษย์ ดึงเอาภาพความทรงจำออกมา
ทุกคนได้เห็นภาพเสวียนเมี่ยวนั่งคุกเข่าในป่า บนกิ่งไม้เบื้องหน้ามีคนตัวเล็กชุดขาวนั่งยองๆ อยู่
พอเห็นคนตัวเล็กชุดขาว เหลียงชางไห่ตกใจจนเผลอปล่อยตุ๊กตาไม้หลุดมือ
เหมือนกันเปี๊ยบ!
การที่เทพเจ้าขุนเขามีรูปลักษณ์เล็กจ้อยเช่นนี้ กลับยิ่งทำให้ทุกคนปักใจเชื่อว่านี่คือเทพเจ้าตัวจริง
"ดินแดนเก้าราชวงศ์กำลังจะพินาศ หากราษฎรตายหมด ปีศาจบุกยึด ถึงตอนนั้นก็จะไม่มีใครบูชาท่านอีก!"
"ใครบอกว่าต้องเป็นมนุษย์ถึงจะบูชาข้าได้ และใครบอกเจ้าว่าข้าปกป้องแค่มนุษย์?"
"อยากให้ข้าลงมือ ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่..."
"แต่อะไร? ท่านต้องการสิ่งใด?"
"ข้าต้องการให้เจ้าเป็นทาสข้าชั่วกัลปาวสาน สร้างศาลเจ้าให้ข้า เฝ้าศาลเจ้าให้ข้า หมดอิสรภาพไปตลอดชีวิต!"
เมื่อได้ยินวาจาของเทพเจ้าขุนเขา ทุกคนต่างรู้สึกหนาวสันหลังวาบ
บทสนทนาช่วงแรกทำให้เดาใจท่านไม่ออก แต่ประโยคหลังนั้นแสดงถึงความน่ากลัวและอารมณ์ที่แปรปรวนยากหยั่งถึง
การทำพันธสัญญากับเซียนเทพ ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนที่หนักหนาสาหัส
ท่ามกลางความตึงเครียดของผู้ชม เสวียนเมี่ยวในภาพความทรงจำเงยหน้าขึ้น กล่าววาจาที่สั่นสะเทือนจิตใจทุกคน
"ตกลง! ข้ายอมเป็นทาสรับใช้เทพเจ้าขุนเขา ขอเพียงท่านช่วยกอบกู้โลกหล้า!"
"พามันไปกอบกู้โลกซะ"
เทพเจ้าขุนเขาโยนตุ๊กตาไม้ให้เสวียนเมี่ยว จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นคารวะและจากไป
ภาพความทรงจำตัดจบเพียงเท่านี้
นักพรตเทียนซูสีหน้าเปลี่ยนฉับพลัน กระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือด
เสวียนเมี่ยวหลุดจากการตรึงร่าง ขมวดคิ้วมองอาจารย์ปู่
สายตาที่เหล่าเจ้าสำนักมองมาที่เสวียนเมี่ยวเปลี่ยนไป เป็นความซับซ้อนระคนนับถือ
จิตวิญญาณที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อมวลมนุษย์ของเสวียนเมี่ยว ทำให้พวกเขานับถือจากใจ สมกับเป็นทายาทสายไท่ชิงแห่งเขาซานชิง
เมื่อรู้ว่ามีตัวตนระดับเทพเจ้าขุนเขาอยู่ พวกเขาก็โล่งใจ
เทียบกับพลังฟ้าดินที่จับต้องไม่ได้ การมีอยู่ของเทพเจ้าขุนเขายังพอจะอุ่นใจกว่า
และดูจากคำพูด ท่านดูจะไม่สนโลกทางโลกีย์เท่าไรนัก
"เทพเจ้าขุนเขา... มิอาจคาดเดา..."
นักพรตเทียนซูเอ่ยขึ้นขณะที่ศิษย์ช่วยประคอง
เหลียงชางไห่สูดหายใจลึก กล่าวว่า "ทุกท่าน เราห้ามล่วงเกินเทพเจ้าขุนเขาเด็ดขาด มิเช่นนั้นเก้าราชวงศ์อาจวิบัติ แต่เราก็ไม่อาจลืมบุญคุณท่านได้ ทุกคนจงจดจำรูปลักษณ์ของท่านไว้ กลับไปสร้างศาลเจ้าและรูปปั้นบูชาท่านในสำนัก และสรรเสริญคุณงามความดีของท่านให้ขจรขจายไปทั่วหล้า!"
สิ้นคำ ทุกคนพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน
เสวียนเมี่ยวเดินไปหาเหลียงชางไห่ คว้าตุ๊กตาไม้ที่ลอยอยู่กลางอากาศกลับมา
เขาหันไปทางกลุ่มคนของเขาซานชิง ประสานมือคารวะ "ท่านลุง ท่านอา โปรดนำความไปบอกอาจารย์ข้าด้วย นับจากนี้ ข้าไม่ใช่ทายาทไท่ชิงแห่งเขาซานชิงอีกต่อไป และข้าจะไม่กลับไปอีก ขอให้สำนักอภัยในความดื้อรั้นของข้าด้วย"
นักพรตเทียนซูและเหล่านักพรตถอนหายใจ แต่ไม่มีใครห้าม
"คนไร้สัจจะ ย่อมไม่อาจยืนหยัดในโลกหล้า การรับใช้เทพเจ้าขุนเขาอาจไม่ใช่การลงโทษเสมอไป เสวียนเมี่ยว จำไว้ว่าไม่ว่าเขาซานชิงจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามเจ้าขัดประสงค์ของเทพเจ้าขุนเขาเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?" นักพรตเทียนซูสอนสั่งด้วยความห่วงใย
เสวียนเมี่ยวพยักหน้า แล้วหันหลังเดินจากไป
เจ้าสำนักบางคนลังเลว่าควรส่งคนสะกดรอยตามเสวียนเมี่ยวดีหรือไม่ แต่เมื่อมองสภาพแวดล้อมที่พังพินาศรอบตัว สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิด
เวลานี้ อย่าไปแหย่หนวดเสือจะดีกว่า!
ไกลออกไป
ลู่หลิงจวินยืนอยู่บนกิ่งไม้ยักษ์ จักรพรรดิปีศาจไป๋หลิงย่อส่วนเกาะอยู่บนไหล่นาง
"เทพเจ้าขุนเขา... สมกับเป็นโลกเทียนหลิง มีเซียนเทพอยู่จริงๆ ด้วย!" จักรพรรดิปีศาจไป๋หลิงตื่นเต้น
พวกนางมองเห็นการสนทนาของเหล่าเจ้าสำนักจากระยะไกล รวมถึงภาพนิมิตที่เทียนซูฉายออกมา
ไม่ใช่แค่นาง ผู้ฝึกตนระดับจิตลึกลับคนอื่นๆ ก็เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่เช่นกัน
การมีอยู่ของเทพเจ้าขุนเขา กระแทกใจและสั่นคลอนโลกทัศน์ของพวกเขาทุกคน
ส่วนลู่หลิงจวิน กำลังหวนนึกถึงภาพคนตัวเล็กชุดขาวในนิมิตนั้น
...
หุบเขาเสวียนกู่ ในเรือนพัก
กู้อันอารมณ์ดีสุดๆ การลงมือครั้งนี้ฟันกำไรอายุขัยมาได้ถึงหนึ่งล้านสองแสนเจ็ดหมื่นปี!
เฉพาะจิ่งถูเซียนระดับมหายานขั้นเก้า ให้มา 649 ปี ส่วนต้นแม่ถานฮวาระดับแปด ให้มาจุกๆ 7,500 ปี
สาวกลัทธิถานฮวาคนอื่นๆ ให้คนละหลายสิบปี พวกระดับจิตลึกลับส่วนใหญ่ให้ไม่เกินสี่สิบปี
ครั้งนี้เขาเชือดสาวกไปเกือบสามหมื่น แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของลัทธิ แต่ก็เป็นระดับหัวกะทิ หลังจบศึกนี้ ลัทธิถานฮวาคงต้องยุบวงแน่นอน
ลำพังระดับจิตลึกลับที่เขาเก็บไปก็ปาไป 72 ศพแล้ว!
กู้อันมองตัวเลขอายุขัยรวมที่ทะลุ 3.3 ล้านปีแล้วยิ้มแก้มปริ เขาหยิบ 'บันทึกจอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' ออกมาอ่านเพื่อยกระดับจิตใจ
ลัทธิถานฮวาล่มสลาย โลกคงสงบสุขไปได้อีกหลายสิบปี
ไม่รู้ว่าก่อนมหาภัยพิบัติปีศาจจะมาถึง อายุขัยเขาจะทะลุสิบล้านปีไหมนะ
ข่าวจากป่าว่านจี้ยังมาไม่ถึงสำนัก ไท่เสวียนจึงยังคงตึงเครียด
จนกระทั่งมืดค่ำ กู้อันเริ่มปฏิบัติการออกไปเก็บเกี่ยวดอกถานฮวา
เหมือนเดิม ดอกพวกนี้ให้แค่ปีเดียว แต่เขาก็ไม่เกี่ยง งกไว้ก่อนพ่อสอนไว้
สามวันต่อมา
สำนักไท่เสวียนสั่นสะเทือน!
ข่าวลัทธิถานฮวาล่มสลายแพร่สะพัดไปทั่วโลกบำเพ็ญเพียร
เที่ยงวัน เย่หลานแวะมาหากู้อัน เล่าเรื่องสงครามป่าว่านจี้ให้ฟัง ในฐานะศิษย์หอปราบมาร นางรู้ลึกรู้จริง แถมยังพูดถึงเรื่องเทพเจ้าขุนเขาด้วย
"พลังของเทพเจ้าขุนเขานั้นทำลายล้างโลกได้จริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะเทียบติด ลัทธิถานฮวาว่าแน่ เจอท่านตบทีเดียวหายเกลี้ยง! จุ๊ๆๆ เทพเจ้าขุนเขาเก่งขนาดนี้ ในนิทานบอกแค่รักษาผืนดิน แต่ท่านนี้ข้าว่าระดับเซียนบนสวรรค์ชัดๆ!" เย่หลานตื่นเต้นจนลืมวางมาดขรึม
สำหรับผู้ฝึกตน การมีอยู่ของเทพเจ้าขุนเขาคือข่าวดีที่ทำให้ใจชื้น
โลกนี้มีเทพจริงๆ!
กู้อันแกล้งทำเป็นตื่นเต้น ถามซักไซ้ให้นางเล่าต่อ สนองนี๊ดความอยากเล่าของนาง
เรื่องที่เสวียนเมี่ยวเอาตำนานไปเผยแพร่ กู้อันเตรียมใจไว้แล้ว เสวียนเมี่ยวแค่ไม่บอกพิกัดของเขา แต่เรื่องอวยนี่งานถนัด
ตอนที่นักพรตเทียนซูส่องความทรงจำเสวียนเมี่ยว กู้อันก็รู้ตัว
นี่แหละความน่ากลัวของวิถีเซียน!
เขาเลยใช้จิตสัมผัสกระแทกกลับไปเบาๆ เป็นการสั่งสอนและเตือนสติพวกเจ้าสำนัก
นักพรตเทียนซูไม่รู้ว่าโดนเล่นงาน นึกว่าโดนวิชาสะท้อนกลับ เลยยิ่งเกรงกลัวเทพเจ้าขุนเขาเข้าไปใหญ่
คุยกันสองชั่วโมงเต็ม เย่หลานถึงกลับไป
ไฟในการฝึกตนของนางลุกโชน โลกนี้มีเทพเจ้า เรื่องอื่นก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
แต่กู้อันประเมินอิทธิพลของเทพเจ้าขุนเขาต่ำไปหน่อย
ช่วงต่อมา เวลาเขาไปเมืองศิษย์ฝ่ายนอก จะได้ยินคนคุยเรื่องเทพเจ้าขุนเขาตลอด ในเมืองถึงกับสร้างศาลเจ้า มีคนกราบไหว้จุดธูปกันคึกคัก
ขณะเดียวกัน สำนักต่างๆ ก็ระดมกำลังกวาดล้างดอกถานฮวาทั่วแผ่นดิน
ไม่ถึงเดือน ดอกถานฮวาเก้าในสิบส่วนก็หายไป เหลือแค่ที่ประปราย กู้อันขี้เกียจตามเก็บ
ถึงอย่างนั้น ผลประกอบการของเขาก็มหาศาล!