49-52
49-52
บทที่ 49: เคล็ดวิชามรรคาอนุมาน และคลังสมบัติเสินทง
"ความจริงแล้วข้าเป็นอัจฉริยะ!"
ได้ยินประโยคนี้จากปากอู้ซิน กู้อันแทบจะหลุดขำพรืดออกมา
เขาฝืนยิ้มตอบกลับไป "ในสายตาข้า เจ้าเป็นอัจฉริยะเสมอแหละ ว่าแต่เจ้าจะถ่ายทอดวิชานั้นให้ข้าหรือ?"
อู้ซินพยักหน้าจริงจัง "ที่ข้าบอกว่าเป็นอัจฉริยะ หมายถึงเมื่อเทียบกับคนในหุบเขานี้นะขอรับ แต่ถ้าเทียบกับพี่น้องในตระกูล พรสวรรค์ข้าถือว่าธรรมดามาก วิชาที่ข้าฝึกอยู่มีชื่อว่า 'เคล็ดวิชามรรคาอนุมาน' ได้รับการถ่ายทอดมาจากพระธุดงค์รูปหนึ่ง"
"วิชานี้แปลกประหลาดมาก เมื่อเริ่มฝึก ระดับพลังจะหยุดนิ่ง แต่พลังวัตรจะสะสมพอกพูนไปเรื่อยๆ ข้าตั้งใจว่าจะปลดผนึกพลังตอนใกล้จะสิ้นอายุขัย ถึงตอนนั้นทั้งรากวิญญาณและอายุขัยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่ข้อเสียคือเมื่อปลดผนึกแล้ว วิชานี้จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป"
กู้อันเริ่มสนใจวิชานี้ขึ้นมาตะหงิดๆ
"พระรูปนั้นเก่งกาจระดับไหน?" กู้อันถามด้วยความอยากรู้
อู้ซินส่ายหน้า "ข้าไม่ทราบระดับพลังของท่าน แต่ท่านเรียกตัวเองว่า 'นักพรตแสวงเซียน'"
"เป็นนักพรตแต่ทำไมเจ้าเรียกว่าพระ?"
"ก็ท่านโกนหัวโล้นแถมห่มจีวร จะให้เป็นนักพรตได้ไงขอรับ! ที่ข้าต้องโกนหัวโล้นแบบนี้ก็เพราะเลียนแบบท่านนั่นแหละ ท่านบอกว่าข้ามีวาสนา เลยจับข้าปลงผม แถมรอยแผลเป็นบนหัวนี่ท่านก็เป็นคนทำ จนป่านนี้ผมข้ายังไม่ขึ้นเลย!"
พูดถึงตรงนี้ อู้ซินก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เขาก็อยากหล่อเหลาเอาการแบบกู้อันบ้าง จะได้มีสาวๆ มากรี๊ด
กู้อันเลิกซักไซ้เรื่องพระธุดงค์ ให้เขาลองเล่ารายละเอียดของเคล็ดวิชามรรคาอนุมานให้ฟัง
เขาอยากรู้ว่าวิชานี้มันจะแน่สักแค่ไหน
อู้ซินตั้งใจอธิบายอย่างละเอียดกินเวลากว่าหนึ่งชั่วยาม
วิชานี้ลึกลับซับซ้อนสมราคาคุย โดยเฉพาะวิธีโคจรลมปราณที่พิสดารพันลึก แต่ด้วยระดับความเข้าใจในเต๋าของกู้อัน เขามองเห็นความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในวิชานี้
"ศิษย์พี่ จำได้หมดไหมขอรับ? หรือจะให้ข้าจดใส่กระดาษให้พรุ่งนี้?" อู้ซินถามด้วยความเป็นห่วง
กู้อันยิ้มรับ "ไม่ต้องหรอก ข้าจำได้แล้ว วิชานี้น่าสนใจจริงๆ ขอบใจในความหวังดีของเจ้ามาก ดึกแล้วเจ้ารีบไปพักผ่อนเถอะ"
"ขอบคุณอะไรกัน เราคนกันเองทั้งนั้น" อู้ซินยิ้มกว้าง ดีใจที่ในที่สุดก็ได้ช่วยตอบแทนบุญคุณศิษย์พี่บ้าง
หลังจากอู้ซินกลับไป กู้อันก็เริ่มลองวิชาทันที
ที่จริงเขาจำได้ตั้งแต่ฟังรอบแรกแล้ว แค่ไม่อยากแสดงออกให้อีกฝ่ายตกใจเล่น ระดับความจำของเขาตอนนี้ ต่อให้เป็นคัมภีร์หนาเตอะก็จำได้ทุกตัวอักษร
...
สามวันผ่านไป ในป่าลึก
กู้อันกำลังประลองดาบกับซูหาน
วันนั้นที่โฉวเชียนลี่บุกมา ซูหานกล้าหาญมากที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องอาจารย์ กู้อันซาบซึ้งใจเลยอยากชี้แนะวิชาให้เป็นการตอบแทน
ซูหานไม่ได้คาดหวังอะไรมาก คิดว่าอาจารย์แค่เบื่อเลยหาเพื่อนเล่น แต่พอเริ่มประลอง สถานการณ์กลับพลิกผันไปคนละทางกับที่เขาคิด
กู้อันใช้แค่ดาบไม้ ท่าร่างเรียบง่าย กระบวนท่าธรรมดาๆ แต่กลับรับมือเพลงดาบของเขาได้ทุกกระบวนท่าอย่างง่ายดาย
ซูหานตกตะลึง ภาพลักษณ์ของอาจารย์ในใจเขาพุ่งสูงเสียดฟ้า
ผ่านไปไม่กี่สิบเพลง ดาบในมือซูหานก็ถูกงัดกระเด็นหลุดมือ
ซูหานมองดาบไม้ที่จ่ออยู่ที่คอหอย กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เงยหน้ามองกู้อันด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ
กู้อันเก็บดาบ ยิ้มถาม "เป็นไงบ้าง?"
"สุดยอดมากขอรับ..." ซูหานตอบเสียงอ่อยด้วยความละอาย
"ข้าไม่ได้ให้เจ้าวิจารณ์ข้า ข้าถามว่าเจ้าสัมผัสอะไรได้บ้าง?"
ซูหานชะงัก พยายามทบทวนเหตุการณ์เมื่อครู่
เดี๋ยวนะ!
เหมือนเขาจะนึกอะไรออก สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก "อาจารย์... ท่านใช้เพลงดาบแค้นสวรรค์หรือขอรับ?"
กู้อันพยักหน้า "ใช่ ข้าอาจจะเข้าใจมันไม่ลึกซึ้งเท่าเจ้า แต่เจ้ารู้ไหมว่าทำไมข้าถึงทำลายกระบวนท่าของเจ้าได้?"
"ทำไมขอรับ?"
"เพราะข้าเร็วกว่าเจ้า"
"แต่ว่า..."
"เจ้ารู้สึกว่าข้าช้าใช่ไหม? แต่ทำไมข้าถึงรับมือเจ้าได้สบายๆ?"
"ใช่ขอรับ ข้ารู้สึกว่าท่านช้ามาก แต่ทำไม..."
"เจ้าลองนึกดูดีๆ ข้าช้าเพราะสายตาเจ้าจับจ้องที่ตัวข้า แต่สายตาข้าจับจ้องที่ดาบของเจ้า ก่อนที่เจ้าจะออกดาบ ข้าอ่านวิถีดาบของเจ้าออกหมดแล้ว พอเจ้าเริ่มขยับ ข้าก็ขยับตาม แต่ระยะการป้องกันของข้าสั้นกว่าการโจมตีของเจ้า ดังนั้นแม้ข้าจะช้ากว่า แต่ดาบข้าก็ถึงเป้าหมายก่อน"
กู้อันอธิบายอย่างใจเย็น ซูหานขมวดคิ้วครุ่นคิดตาม
จริงด้วย! ตั้งแต่วินาทีที่เริ่มชักดาบ ผลแพ้ชนะก็ถูกกำหนดไว้แล้ว
ซูหานมองกู้อันด้วยสายตาเทิดทูนบูชา "อาจารย์ ท่านเก่งกาจเกินไปแล้ว อ่านคัมภีร์แค่รอบเดียวก็เหนือกว่าข้าที่ฝึกมาตั้งนาน"
กู้อันก้าวเข้ามาใกล้ ยิ้มกล่าว "ความจริงข้าเคยฝึกดาบมาก่อน เลยเข้าใจหลักการมากกว่าเจ้า แต่เรื่องนี้มีแค่เจ้าที่รู้ ห้ามบอกใครเด็ดขาด ข้ามีศัตรูเก่าเยอะ ไม่อยากให้ใครรู้ว่าข้าเป็นมวย"
ซูหานซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล รีบคุกเข่าสาบาน "ข้าขอสาบานต่อฟ้าดิน จะไม่แพร่งพรายเรื่องที่อาจารย์เป็นยอดฝีมือดาบเด็ดขาด หากผิดคำสาบาน ขอให้ฟ้าผ่าตาย ไร้ญาติขาดมิตรชั่วชีวิต!"
กู้อันรีบดึงตัวลูกศิษย์ขึ้นมา ดุเบาๆ "สาบานอะไรน่ากลัวขนาดนั้น แค่รับปากข้าก็เชื่อแล้ว"
ถึงปากจะบ่น แต่ในใจเขาก็พอใจกับความภักดีของซูหาน
การชี้แนะซูหานครั้งนี้ถือว่าเสี่ยงเหมือนกัน แต่เขาก็อยากช่วยให้เด็กคนนี้เก่งขึ้น
ซูหานเกาหัวยิ้มเขินๆ
กู้อันสอนเคล็ดลับเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย แม้เขาจะไม่ได้ฝึกเพลงดาบแค้นสวรรค์จริงจัง แต่ด้วยพื้นฐานวิชากระบี่ไท่ชางสะท้านเทพ การสอนระดับนี้ถือว่าหมูมาก
ครึ่งชั่วยามต่อมา กู้อันเดินออกมาจากป่า ทิ้งให้ซูหานฝึกต่อ
เมื่อมาถึงปากทางเข้าหุบเขา เขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ที่รั้วไม้ มีหยางหมิ่นคอยดูแลอยู่
เจียงฉยง!
ยัยนี่กล้ามาก บุกมากลางวันแสกๆ เลยเรอะ?
กู้อันบ่นในใจ เขาจับสัมผัสได้ตั้งแต่ตอนอยู่ในป่า เลยรีบชิ่งออกมา
ที่เขาไม่ขัดขวางเพราะเจียงฉยงขี่กระบี่มาแบบเปิดเผย ไม่ได้ซ่อนเร้นอำพรางตัว
กู้อันเดินเข้าไปหา บอกหยางหมิ่นให้ไปทำงานต่อ แล้วหันมาหาเจียงฉยง "ขึ้นไปคุยกันบนห้องเถอะ"
เจียงฉยงไม่ขัดข้อง เดินตามเขาขึ้นไปบนหอพัก
พอเข้าห้องปิดประตู กู้อันถามเสียงเบา "ท่านบรรพชน ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่ กลางวันแสกๆ ด้วย..."
เจียงฉยงนั่งลงที่โต๊ะ สะบัดมือปาผ้ายันต์สี่แผ่นแปะติดประตูหน้าต่าง รินชาให้ตัวเองดื่ม แล้วตอบแบบไม่ยี่หระ "กลัวอะไร? ข้ายังเป็นศิษย์ฝ่ายในอยู่นะ ตอนที่บาดเจ็บข้าไม่ได้เผยร่างจริง ที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เพราะมีศัตรูเก่า แต่ตอนนี้สืบรู้แล้วว่ามันตายไปแล้ว"
กู้อันนั่งลงตรงข้าม "ศัตรูเก่าเป็นคนสำนักไท่เสวียนหรือ?"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ พวกเดียวกับข้านั่นแหละ เป็นสายลับมาร" เจียงฉยงยิ้มมุมปาก เน้นเสียงคำว่าสายลับมารเป็นพิเศษ
กู้อันอยากจะถามต่อ แต่เจียงฉยงโบกมือห้าม "ไม่ต้องรู้มาก ข้าจะขอหลบภัยที่นี่สักพัก รอเรื่องเงียบแล้วค่อยไป ตกลงไหม?"
กู้อันขมวดคิ้ว "เกิดอะไรขึ้น?"
เขาสัมผัสได้ว่านางบาดเจ็บภายในสาหัส แต่แกล้งทำเก่ง
เจียงฉยงแววตาไหววูบ "นังเด็กจีเซียวอวี้นั่นไม่ธรรมดา เพิ่งจะสร้างแก่นทองคำก็หลบการโจมตีข้าได้ จังหวะที่ข้าเสียสมาธิเลยโดนระดับวิญญาณแรกกำเนิดของตระกูลจีซัดเข้าให้"
"ลงมือกันแล้ว?" กู้อันใจเต้นแรง
เจียงฉยงค้อนขวับ "ลืมวิชาเงามายาปีศาจที่ข้าสอนแล้วหรือไง? ข้าไม่ได้ใช้ร่างจริง ไม่ต้องกลัวความแตกหรอก"
กู้อันโล่งอกไปเปราะหนึ่ง
"แล้วยันต์เต๋ากำเนิดฟ้าของจีเซียวอวี้โดนชิงไปไหม?"
"ไม่มีใครทำสำเร็จ บาทากิเลนของนางร้ายกาจมาก ระดับวิญญาณแรกกำเนิดเข้าไม่ถึงตัว ส่วนพวกระดับสูงกว่าก็โดนคนของตระกูลจีกับสำนักไท่เสวียนขวางไว้ พวกผู้เฒ่าของสำนักนี้ตึงมือจริงๆ..." เจียงฉยงเล่าด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
พอกู้อันรู้ว่าจีเซียวอวี้ปลอดภัย เขาก็สบายใจ
รอดทั้งคู่ ถือเป็นฉากจบที่สวยงามที่สุดสำหรับเขา
กู้อันกำลังคิดว่าจะปลอบใจนางยังไงดี เจียงฉยงก็ชิงพูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "นี่เจ้าแอบส่งข่าวให้ตระกูลจีใช่ไหม?"
กู้อันปฏิเสธเสียงแข็ง "จะเป็นไปได้ยังไง! ข้าไม่ใช่คนแบบนั้น!"
"จริงเหรอ?"
"สาบานให้ฟ้าผ่าเลยก็ได้!" กู้อันทำหน้าขึงขัง
เจียงฉยงหัวเราะคิกคัก "ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ความจริงข้าตั้งใจให้เจ้าไปบอกพวกนั้นเองแหละ ให้พวกมันเตรียมตัวไว้ จะได้สู้กันสนุกหน่อย"
"เสียดายที่เจ้าซื่อบื้อเกินไป ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมข้า ทำเอาท่านบรรพชนผิดหวังแย่เลย" นางแกล้งตีหน้าเศร้า
กู้อันเงียบกริบ
เจียงฉยงเปลี่ยนอารมณ์ฉับพลัน ยิ้มหวานหยด "แต่นั่นก็พิสูจน์ว่าเจ้าภักดีต่อข้ามากกว่าพวกนั้น นับว่าข้าดูคนไม่ผิด ต่อไปข้าจะเอ็นดูเจ้าให้หนักๆ ยินดีด้วยนะ เจ้าได้ใจข้าไปครองแล้ว"
"ท่านบรรพชน อย่าพูดเล่นสิขอรับ!"
"ฮ่าๆ เจ้าเนี่ยนะ โดนกฎระเบียบฝ่ายธรรมะครอบงำจนทื่อมะลื่อไปหมด แหย่นิดแหย่หน่อยก็ไม่ได้"
เจียงฉยงหัวเราะร่า ก่อนจะล้วงแผ่นทองแดงแผ่นหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ
แผ่นทองแดงสี่เหลี่ยมขอบบิ่น เต็มไปด้วยตัวอักษรจิ๋วสลักแน่นเอียด
แววตาของเจียงฉยงลุกวาว "นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงของข้า 'คลังสมบัติเสินทง' ของตระกูลจี บันทึกหนึ่งในสิบสุดยอดวิชาของตระกูลจีไว้ เป็นของขวัญที่หัวหน้าตระกูลมอบให้จีเซียวอวี้ มันต้องใช้เลือดบริสุทธิ์ของสายเลือดจีถึงจะเปิดได้ หรือไม่ก็ต้องมีพลังเหนือกว่าระดับแปรสภาพเทพถึงจะทำลายผนึกได้"
"ตระกูลจีทุ่มทุนสร้างขนาดนี้ สงสัยกะจะดันนางเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ"
คลังสมบัติเสินทง?
กู้อันจ้องมองแผ่นทองแดงด้วยความสนใจ
เจียงฉยงดันแผ่นทองแดงมาตรงหน้ากู้อัน "ฝากไว้ที่เจ้าก่อน เอาไปซ่อนในถ้ำสวรรค์แปดทิศ รอข้าหาเลือดตระกูลจีได้แล้วจะกลับมาเอา ขืนเก็บไว้กับตัวตอนนี้ ตัวข้าเองจะซวย"
กู้อันมองแผ่นทองแดงตาปริบๆ
บทที่ 50: ปราณเต๋าฟ้าดิน และหุบเขาขอบฟ้า (เทียนหยา)
กู้อันเก็บแผ่นทองแดงเข้าถุงสมบัติ แล้วถามว่า "สิบสุดยอดวิชาของตระกูลจีมันเทพขนาดนั้นเลยหรือ ถึงขนาดทำให้ยอดฝีมือพันปีอย่างท่านน้ำลายหก?"
เจียงฉยงเหลือบมองตู้ไม้ข้างๆ ตอบเสียงเรียบ "เทพมาก และไม่ใช่ใครจะฝึกได้ ในตระกูลจี ใครฝึกสำเร็จสักวิชา ไม่ว่าชาติกำเนิดจะเป็นยังไง ก็จะได้รับการยกย่องและสนับสนุนจากตระกูลหลักทันที"
"ในราชวงศ์ไท่ชาง แม้แต่พรรคมารทั้งหมดรวมกันยังยากจะโค่นล้มสำนักไท่เสวียน พวกตระกูลใหญ่ก็เหมือนกัน ช่องว่างมันมหาศาล มีแค่สามตระกูลใหญ่เท่านั้นที่อยู่เหนือราชอำนาจ หนึ่งในนั้นคือตระกูลจี"
ฟังแล้วกู้อันชักสงสัยว่าลัทธิพันฤดูสารทอาจจะมีไส้ศึกในตระกูลจีด้วยซ้ำ
สมกับเป็นพรรคมาร!
กู้อันถามต่อ "อีกสองตระกูลคือ?"
"โจว และ กู่"
"อ้าว ไม่มีตระกูลหลี่เหรอ?"
"เหอะ ตระกูลหลี่ก็แค่หุ่นเชิด" เจียงฉยงแค่นเสียงดูถูก
ข้อมูลนี้เปิดโลกทัศน์ให้กู้อันไม่น้อย ราชวงศ์ไม่ใช่ที่สุดของห่วงโซ่อาหารสินะ?
มิน่าล่ะ หลี่เสวียนเต้าถึงสู้จีเซียวอวี้ไม่ได้เรื่องอายุขัย
จีเซียวอวี้คือสัตว์ประหลาดที่กู้อันเคยเจอ ส่วนกู่จงก็น่าจะเป็นคนตระกูลกู่ แค่ระดับฝ่าความว่างเปล่าก็การันตีความยิ่งใหญ่ของตระกูลได้แล้ว
กู้อันหลอกถามข้อมูลโลกผู้ฝึกตนจากเจียงฉยงต่ออีกพักใหญ่ จนเจียงฉยงเริ่มรำคาญ
"ถามมากจังวะ! รีบไปจัดห้องให้ข้าได้แล้ว!" เจียงฉยงตวาดแว้ด
นี่เป็นครั้งแรกที่นางหลุดปากด่าแบบบ้านๆ แสดงว่าคงเจ็บแผลน่าดู
กู้อันเลยรีบพาเจียงฉยงไปห้องพัก นางเก็บตัวเงียบรักษาอาการบาดเจ็บไม่ออกมาให้เห็นหน้าอีก
เจินฉิ้นมาเซ้าซี้ถามกู้อันเรื่องตัวตนของเจียงฉยง กู้อันบอกแค่ว่าเป็นศิษย์ฝ่ายใน แค่นั้นก็พอทำให้เจินฉิ้นสงบปากสงบคำได้ ข่าวลือเรื่องศิษย์พี่หญิงคนสวยจากฝ่ายในมาพักที่หุบเขาก็แพร่สะพัดไปทั่ว
ตกดึก กู้อันแอบเข้าถ้ำสวรรค์แปดทิศ เอาแผ่นทองแดงฝังดินไว้
รอเจียงฉยงไปเมื่อไหร่ ค่อยขุดมาส่องดู
...
ฤดูหนาวมาเยือน หิมะโปรยปราย
หลังจากพักฟื้นร่วมเดือน เจียงฉยงก็ลาจาก กู้อันมองส่งนางเหาะหายไปทางทิศตรงข้ามกับสำนัก คาดว่าคงจะออกจากเขตอิทธิพลไท่เสวียน
กู้อันหันไปมองเรือนพักของเจินฉิ้น สัมผัสได้ว่านางกำลังฝึกวิชาประหลาดที่เจียงฉยงสอนให้
ก่อนไปเจียงฉยงบอกแล้วว่าเจินฉิ้นตื้อขอเรียนเอง
กู้อันเดินเข้าป่าไปดูฝูงแกะวิญญาณ
เรื่องวุ่นวายจบลงแล้ว ถึงเวลาใช้ชีวิตชาวสวนผู้สงบสุข
แต่กู้อันไม่หลงระเริงกับระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้นที่ 9 เขาต้องการมากกว่านั้น เขาอยากรู้ว่าถ้าอายุขัยแตะหนึ่งล้านปี จะมีฟังก์ชันอะไรปลดล็อกอีก
วันเวลาผ่านไป เขาแวะเวียนไปดูแลแปลงสมุนไพรศิษย์ฝ่ายนอกบ้าง ซื้อเมล็ดพันธุ์หายากบ้างตามโอกาส
หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนโลกกลายเป็นสีขาวโพลน
คืนหนึ่ง กู้อันย่องเข้าถ้ำสวรรค์แปดทิศ
ขุดแผ่นทองแดงขึ้นมา นั่งขัดสมาธิใต้ต้นเถาวัลย์สวรรค์ เจ้ามังกรฮ่าวเข้ามาคลอเคลีย
กู้อันสังเกตว่าเจ้ามังกรเริ่มลงพุง เลยดุไปหนึ่งยก ห้ามกินจุเกินไป เดี๋ยวบินไม่ขึ้น
เล่นกับมังกรฮ่าวสักพัก กู้อันก็เริ่มส่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เจาะเข้าไปในแผ่นทองแดง
เจียงฉยงพูดจริง ผนึกนี้ต้องระดับฝ่าความว่างเปล่าถึงจะทำลายได้
กู้อันวางแผนไว้แล้ว ถ้าวิชานี้เรียนได้คนเดียว เขาเรียนเสร็จจะสอนเจียงฉยงต่อ แต่ถ้าเรียนซ้ำได้ เขาจะแกล้งทำเป็นไม่เคยแตะต้องมัน
ตูม!
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ระดับฝ่าความว่างเปล่า ขั้นที่ 9 กระแทกใส่ผนึกเปรี้ยงเดียวแตกกระจุย ข้อมูลมหาศาลไหลบ่าเข้าสมอง
ข้อมูลสับสนปนเป ยุ่งเหยิงไปหมด เหมือนเป็นการทดสอบสติปัญญาผู้รับสืบทอด
แต่สำหรับกู้อันที่จิตวิญญาณแกร่งกล้า แค่อึดใจเดียวก็เรียบเรียงได้หมด
วิชานี้มีชื่อว่า 'ปราณเต๋าฟ้าดิน'!
...
หิมะตกหนัก กู้อันพาลูกศิษย์กวาดหิมะกันสนุกสนาน ถือเป็นการฝึกกายใจไปในตัว
หิมะตกติดต่อกันครึ่งวัน พอหยุดตก กู้อันก็มายืนชมแปลงสมุนไพร เห็นต้นไม้ใบหญ้ายังอยู่ดีมีสุขก็ยิ้มแก้มปริ
ขณะชมสวน สายตาเหลือบไปเห็นชายสวมหมวกฟางเสื้อกันฝนเดินฝ่าหิมะเข้ามา สะพายหอกยาวห่อผ้าดิบไว้ด้านหลัง
[หลัวหุน (ระดับแก่นทองคำ ขั้นที่ 8): 66/400/2,803]
อายุขัยเกือบสามพันปี!
ไม่ธรรมดา!
กู้อันเดินเข้าไปหา ประสานมือทักทาย ยังไม่ทันอ้าปาก อีกฝ่ายก็ชิงถามก่อน "เจ้าคือกู้อันใช่ไหม?"
เสียงของหลัวหุนฟังดูหนุ่มแน่นแต่หนักแน่นทรงพลัง
"ใช่ ข้าเอง ท่านคือ?"
หลัวหุนเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่มีรอยสักคำว่า 'นักโทษ' บนแก้มซ้าย
"ฝ่าบาทส่งข้ามา ให้เวลาหนึ่งชั่วยามเตรียมตัว แล้วตามข้าไป" หลัวหุนพูดเสียงเรียบ เดินผ่านกู้อันเข้าไปในหุบเขา
กู้อันตาเป็นประกาย
มาแล้ว!
เขาอยากเห็นมานานแล้วว่ายาของจักรพรรดิจะอลังการแค่ไหน
เขารีบไปสั่งงานอู้ซิน มอบอำนาจดูแลหุบเขาให้ชั่วคราว
อู้ซินตื่นเต้นที่จะได้ลองวิชาบริหาร กู้อันกำชับเรื่องห้ามแตะต้องสมุนไพรของเขาเด็ดขาด อู้ซินรับปากแข็งขัน เพราะรู้ดีว่านั่นคืองานอดิเรกสุดหวงของศิษย์พี่
หลัวหุนเดินไปดูเย่เหยียนที่กำลังควงกระบองไม้ฝึกวิชา
เห็นหลัวหุนเดินมา เย่เหยียนก็หยุดกึก ยืนตัวลีบด้วยความเกรงใจ
หลัวหุนหยิบคัมภีร์เล่มหนึ่งโยนให้ "กระดูกเจ้าดี ลองฝึกเล่มนี้ดู"
เย่เหยียนรับมา "แต่ข้าเป็นแค่รากวิญญาณผสม..."
"รากวิญญาณมันแค่ตัวกำหนดความเร็วในการดูดซับพลังปราณ แต่พรสวรรค์คนเรามีหลายด้าน กระดูกเจ้าเหมาะกับการฝึกหอก ฝึกสำเร็จแล้วไปสมัครเป็นทหารที่เมืองชางโจว สร้างผลงานแลกยาวิเศษเปลี่ยนชะตาชีวิตได้"
คำแนะนำของหลัวหุนจุดประกายความหวังให้เย่เหยียน เขาโขกศีรษะขอบคุณยกใหญ่
หลัวหุนเดินสำรวจหุบเขาต่อ จนครบหนึ่งชั่วยาม กู้อันก็มาบอกว่าพร้อมแล้ว
หลัวหุนดึงหอกทองคำอร่ามออกจากห่อผ้า แสงทองส่องประกายจนศิษย์ในหุบเขาแสบตา
ขี้เก๊กชะมัด!
กู้อันแอบนินทา
หลัวหุนกระโดดขึ้นเหยียบหอกทองคำ ลอยตัวกลางอากาศ หันมามองกู้อัน "ขึ้นมาสิ"
กู้อันกระโดดตามขึ้นไปยืนซ้อนท้าย
หลัวหุนเร่งพลัง หอกพุ่งทะยานแหวกอากาศเป็นเส้นแสงสีทองหายลับไปในท้องฟ้าหิมะ
ศิษย์ในหุบเขาจับกลุ่มวิจารณ์ความเท่ของหลัวหุนกันยกใหญ่
บนท้องฟ้า ลมหนาวพัดแรงจนผมกู้อันปลิวไปด้านหลัง เผยใบหน้าเกลี้ยงเกลา
"ใช้ได้ ควบคุมพลังปราณได้ละเอียดอ่อน ยืนได้มั่นคงดี" หลัวหุนชมโดยไม่หันมามอง
"ข้าชอบวิชาเหาะเหินเดินอากาศ เลยฝึกมาบ้างขอรับ" กู้อันตอบถ่อมตัว
"ถึงระดับพลังเจ้าจะต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ฝ่าบาทเลือกเจ้าแสดงว่าต้องมีดี ไปถึงที่นั่นแล้วทำให้เต็มที่ ข้าจะคอยคุ้มกันเจ้าเอง..."
หลัวหุนเริ่มบรรยายสรรพคุณของ 'หุบเขาขอบฟ้า' (เทียนหยา)
สถานที่แห่งนั้นสำคัญต่อหลี่เสวียนเต้ามาก เขาต้องการใช้มันเพาะบ่มอัจฉริยะรุ่นใหม่ไว้ใช้งาน ถ้ากู้อันทำผลงานดีก็จะได้ส่วนแบ่งสมุนไพรหายากด้วย
กู้อันสัมผัสได้ถึงความจงรักภักดีของหลัวหุนที่มีต่อจักรพรรดิ และเริ่มสงสัยที่มาของรอยสักบนหน้านั้น
หุบเขาเทียนหยาตั้งอยู่ห่างจากเสวียนกู่หลายพันลี้ ในเทือกเขาลึกที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูร
กู้อันเสนอให้สร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายเชื่อมต่อกัน แต่หลัวหุนปฏิเสธทันควัน บอกว่าที่นี่ต้องเป็นความลับสุดยอด ห้ามให้สำนักไท่เสวียนรู้
กู้อันอยากจะตะโกนใส่หน้า
มาสร้างอยู่ใต้จมูกเขาเนี่ยนะ จะปิดมิดเรอะ?
แต่พอนึกถึงถ้ำสวรรค์แปดทิศ ก็คิดว่าหลี่เสวียนเต้าคงมีของดีซ่อนอยู่
หลัวหุนบินช้าๆ เพื่อรอให้กู้อันปรับตัว จนฟ้ามืดก็ยังไม่ถึง
ระหว่างทางมีกลิ่นอายปีศาจโชยมาเตะจมูก
นั่นไง!
นกยักษ์ระดับ 3 พุ่งเข้ามาโจมตี แต่หลัวหุนแค่ปล่อยหมัดเดียว พลังปราณรูปหอกสีทองก็ฉีกร่างนกยักษ์เป็นชิ้นๆ แถมยังคว้าแก่นปีศาจมาได้แบบชิลล์ๆ
หลังจากนั้นก็ไม่มีตัวอะไรกล้ามาแหยมอีก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น กู้อันก็มองเห็นหุบเขาเทียนหยา
เทือกเขาปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ตรงกลางมีแอ่งกระทะที่มีหมอกขาวหมุนวนเหมือนพายุ นกกระเรียนบินว่อน งดงามราวกับแดนสวรรค์
กู้อันมองทะลุหมอกเข้าไป เห็นสภาพภายในแล้วหน้าเหวอ
พื้นที่กว้างกว่าเสวียนกู่สองเท่าจริง มีเสาหินค่ายกลปักอยู่รอบทิศ แต่ยังไม่ทำงาน
ปัญหาคือ... หญ้ารกท่วมหัว! นี่มันป่าดงดิบชัดๆ!
สรุปคือ เขาต้องมาบุกเบิกใหม่หมด!
"มีแค่เราสองคนเหรอขอรับ?" กู้อันถามเสียงอ่อย
หลัวหุนบังคับหอกร่อนลง ตอบอย่างใจเย็น "ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวข้าไปจับปีศาจแถวนี้มาช่วยงาน ที่นี่ห้ามคนนอกเข้า ต้องรอฝ่าบาทส่งคนมาเพิ่ม"
บทที่ 51: โจวทงโยว ผู้ไร้เทียมทานในรอบร้อยปี
จับปีศาจมาใช้งาน?
กู้อันได้ยินแล้วก็หูผึ่ง เริ่มสนใจขึ้นมาทันที
ขณะที่พวกเขาร่อนลงต่ำ ทัศนียภาพของหุบเขาเทียนหยา (ขอบฟ้า) ก็ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นท่ามกลางหมอกหิมะ มองจากมุมสูง มันดูเหมือนทะเลสีเขียวมรกตอันกว้างใหญ่ไพศาล มีลำธารสายเล็กๆ ไหลรินจากภูเขารอบทิศลงสู่หุบเขา และที่ขอบหุบเขายังมีแม่น้ำสองสายไหลมุดลงไปใต้ดินอย่างน่าอัศจรรย์
ไม่นานนัก หลัวหุนก็พากู้อันร่อนลงแตะพื้น เขารีบเอาผ้ามาห่อหอกคู่ใจเก็บไว้อย่างทะนุถนอม
"ตั้งแต่นี้ไป ท่านคือเจ้าหุบเขา ท่านมีสิทธิ์ขาดทุกอย่าง สั่งข้าได้ทุกเมื่อ" หลัวหุนประกาศเสียงเข้ม
กู้อันพยักหน้ารับ เขาชักกระบี่เทียนซู่ (ดาวสวรรค์) ออกมาจากฝักอย่างจงใจ
"งั้นเจ้าไปสร้างเรือนพักสักสองสามหลังเถอะ ข้าจะถางหญ้าเอง"
ทันทีที่สายตาของหลัวหุนปะทะเข้ากับฝักกระบี่เทียนซู่ รูม่านตาของเขาก็ขยายกว้าง เขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งทันที ประสานมือคำนับ
"ขุนพลหลัวหุน คารวะผู้ถือครองกระบี่เทียนซู่!"
กู้อันแอบยิ้มในใจ
ได้ผลชะงัดนัก!
เขาตั้งใจเอากระบี่ออกมาแสดงอำนาจเพื่อให้หลัวหุนเกรงใจ จะได้ไม่กล้าหือ
"ท่านทำอะไรเนี่ย ลุกขึ้นเถอะ!" กู้อันแสร้งทำท่าตกใจ รีบเข้าไปประคองหลัวหุนให้ลุกขึ้น
หลัวหุนลุกขึ้นยืน มองกู้อันด้วยสายตาซับซ้อน พึมพำเสียงเบา "ไม่นึกเลยว่าฝ่าบาทจะมอบกระบี่เทียนซู่ให้ท่าน..."
"ทำไมท่านถึงดูตกใจขนาดนั้น?" กู้อันถามหน้าซื่อ
"ราชวงศ์ไท่ชางมีสามกระบี่จักรพรรดิ ผู้ถือกระบี่เปรียบเสมือนตัวแทนจักรพรรดิ ได้แก่ เทียนเวิ่น (ถามสวรรค์), เทียนซู่ (ดาวสวรรค์), และ เทียนฝา (ทัณฑ์สวรรค์) ฝ่าบาทถือครองเทียนฝา ส่วนเทียนเวิ่นอยู่ที่องค์รัชทายาท หากฝ่าบาทไม่อนุญาต ไม่มีใครกล้าครอบครองกระบี่เหล่านี้ ดังนั้นการเห็นกระบี่ก็เหมือนเห็นพระองค์"
กู้อันฟังแล้วก็เริ่มวิเคราะห์ หลี่หยามีศักดิ์ศรีเทียบเท่ารัชทายาทในสายตาหลี่เสวียนเต้าเลยหรือนี่?
ถ้าหลี่เสวียนเต้าไม่ไฟเขียว หลี่หยาคงไม่มีวันได้กระบี่เล่มนี้มา
แต่ตอนนี้กระบี่มาตกอยู่ในมือเขา หลี่เสวียนเต้าคงไม่ได้วางแผนอะไรซับซ้อนไว้หรอกนะ?
ด้วยนิสัยขี้ระแวง กู้อันมักจะมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน จิตใจจักรพรรดิยากแท้หยั่งถึงจริงๆ
"อ๋อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง งั้นเรามาเริ่มงานกันเถอะ" กู้อันตัดบท
หลัวหุนพยักหน้า แต่สายตายังคงลอบมองกระบี่เทียนซู่เป็นระยะ
เมื่อเห็นกู้อันเอากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ระดับจักรพรรดิมาใช้ฟันหญ้า หลัวหุนก็ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงคอ แล้วเดินหันหลังไปทำงานของตัว
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
เสาหินค่ายกลรอบหุบเขาเทียนหยาเริ่มทำงาน ลำแสงสีฟ้าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ประสานกันเป็นโดมแสงครอบคลุมทั่วหุบเขา ก่อนจะเลือนหายไปจนมองไม่เห็น
เมื่อค่ายกลทำงาน หลัวหุนก็เริ่มลงมือสร้างบ้าน
พอถึงเที่ยงวัน กู้อันก็ถางหญ้าจนเกลี้ยงหุบเขา ประสิทธิภาพการทำงานสูงลิ่ว นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องแกล้งกาก เขาแค่กระทืบเท้าทีเดียวหญ้าพวกนี้ก็กลายเป็นปุ๋ยไปหมดแล้ว
สามวันต่อมา
กู้อันหว่านเมล็ดพันธุ์เสร็จเรียบร้อย หลัวหุนเตรียมเมล็ดพันธุ์สมุนไพรหายากมาเพียบ กระเป๋าโดราเอมอนชัดๆ
ในสามวันนี้ หลัวหุนสร้างเรือนพักเสร็จไปห้าหลัง แถมยังไปจับลิงปีศาจมาได้สามตัว
ลิงพวกนี้เป็นสัตว์อสูรระดับ 2 เดินสองขาได้ หน้าตาคล้ายคน แค่มีขนรุงรัง
หลัวหุนให้กู้อันตั้งชื่อ กู้อันเลยจัดให้แบบสิ้นคิดตามระดับพลัง ซุนต้า (ใหญ่), ซุนเอ้อ (รอง), ซุนซาน (สาม) เล่นเอาหลัวหุนยืนนิ่งอึ้งไปพักใหญ่
แต่พวกเจ้าลิงกลับชอบใจชื่อแซ่ซุนนี้มาก
กู้อันพาลิงสามตัวเดินทัวร์สวน สั่งงานประจำวัน
พวกมันพูดภาษามนุษย์ได้ ฉลาดเป็นกรด สื่อสารง่ายหายห่วง แถมหลัวหุนยังร่ายคาถาควบคุมไว้ ชีวิตพวกมันอยู่ในกำมือ ไม่ต้องกลัวว่าจะก่อเรื่อง
อีกด้านหนึ่ง หลัวหุนนอนเอกเขนกอยู่บนระเบียงบ้าน หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาอ่าน หน้าปกเขียนหราว่า 'ตำนานสถาปนาเทวดา'
ที่แท้หมอนี่ก็เป็นแฟนคลับนิยายเหมือนกัน ตอนกู้อันชวนคุยเรื่องนี้ หมอนี่ตื่นเต้นจนหลุดมาดขรึมไปเลย
ตกเย็น กู้อันบอกลาหลัวหุนจะกลับเสวียนกู่
หลัวหุนเป็นห่วงกลัวเขาโดนปีศาจคาบไปกิน แต่กู้อันยืนยันจะกลับ
"ข้าระวังตัวได้น่า"
หลัวหุนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบยันต์สิบแผ่นออกมา "นี่คือยันต์ล่องหน แค่อัดพลังปราณเข้าไป เจ้าจะหายตัวและลบกลิ่นอายได้หมดจด เว้นแต่จะเจอระดับ 3 หรือแก่นทองคำขึ้นไปถึงจะจับได้ แผ่นหนึ่งอยู่ได้ห้าชั่วยาม ใช้ประหยัดๆ ล่ะ เจ้าต้องกลับมาอีกนะ"
กู้อันรับมาแล้วขอบคุณ
หลัวหุนยังไม่วางใจ "หรือจะสร้างรากฐานก่อนดี? ข้ามีเม็ดยาสร้างรากฐานนะ"
กู้อันส่ายหน้า "ข้ามีของข้าเอง ไม่ต้องห่วง ข้าจำทางได้ ยาเพิ่มพลังก็มีเพียบ"
พูดจบ เขาก็ขี่กระบี่เหาะจากไป
การออกจากหุบเขาเทียนหยาทำได้ง่าย แต่ขาเข้าต้องผ่านค่ายกล
หลัวหุนมองตามหลังกู้อันไป ถอนหายใจเฮือกใหญ่
หลี่เสวียนเต้าสั่งไว้ว่าถ้ากู้อันตาย ก็แค่หาคนใหม่มาแทน หน้าที่ของเขาคือปกป้องหุบเขา ไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็ก
...
พ้นระยะร้อยลี้ กู้อันก็เร่งความเร็วเต็มกำลัง กลับถึงเสวียนกู่ก่อนฟ้ามืด
การมีหุบเขาเทียนหยาเพิ่มมาอีกแห่ง ชีวิตเขาคงวุ่นวายน่าดู ต้องวิ่งรอกดูแลทั้งของตัวเอง ของศิษย์ฝ่ายนอก และของจักรพรรดิ
แต่เขากลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด ยิ่งงานเยอะ อายุขัยยิ่งแยะ!
อีกไม่กี่ปี ตัวเลขในบัญชีอายุขัยคงพุ่งกระฉูด
ยิ่งนึกถึงข้อเสนอของกู่จงที่จะให้หุบเขาที่สาม เป้าหมายอายุขัยหนึ่งล้านปีก็ดูไม่ไกลเกินเอื้อม
กู้อันเริ่มวางแผนจะศึกษาวิชาหุ่นเชิด จะได้สร้างตัวตายตัวแทนไปเฝ้าสวนแต่ละแห่งแทนลิง
แต่ก่อนอื่น เขาต้องยกระดับ 'ระดับพลังเปลือกนอก' ซะก่อน
ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ 9 มันเริ่มไม่สะดวกแล้ว จะเดินทางไปมาก็ลำบาก
สิบห้าวันต่อมา
กู้อันไปเยือนหอตำราฝ่ายนอก เข้าพบผู้อาวุโสหลิวฉาง
เขารู้สึกว่าตาแก่นี่มีอำนาจมากกว่าจูชิงลู่แห่งหอโอสถเสียอีก
ในห้องส่วนตัว หลิวฉางกำลังอ่าน 'ตำนานสถาปนาเทวดา' เล่มล่าสุดอย่างเมามัน "เยี่ยม! เขียนได้มันส์หยดติ๋ง อ่านแล้ววางไม่ลงเลย!"
กู้อันทำท่าอึกอัก "ผู้อาวุโสหลิว ข้ามีเรื่องรบกวนหน่อยขอรับ"
หลิวฉางถามโดยไม่เงยหน้า "ว่ามา"
"ข้าจะสร้างรากฐานแล้ว แต่ไม่อยากเป็นศิษย์ฝ่ายนอก ข้าอยากเป็นเจ้าหุบเขาเสวียนกู่ต่อไป จะได้มีเวลาเขียนหนังสือ ขืนเป็นศิษย์ฝ่ายนอกต้องออกไปทำภารกิจ ข้ากลัวตาย..."
"แค่นี้?"
"ผู้อาวุโสช่วยได้ไหมขอรับ?"
"สบายมาก! ฮ่าๆ เดี๋ยวข้าไปคุยกับกู่หยูให้ พ่อหนุ่มนั่นฝากฝังเจ้าไว้กับข้า บอกให้ดูแลดีๆ เจ้าขออะไรให้จัดให้หมด"
หลิวฉางยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกเฒ่า
กู้อันรีบขอบคุณ
หลิวฉางวางหนังสือลง "เจ้าถือเป็นบุคลากรทรงคุณค่าของสำนักไปแล้ว ผลผลิตสมุนไพรของเจ้าติดสามอันดับแรกของฝ่ายนอก แถมหนังสือของเจ้ายังช่วยดึงดูดคนมาสมัครเข้าสำนักเพิ่มขึ้นตั้ง 50% ประโยชน์ของเจ้ามันมากกว่าศิษย์ฝ่ายนอกทั่วไปโข"
"วางใจเถอะ ต่อให้เจ้าสร้างแก่นทองคำได้ ข้าก็จะไม่ให้ใครส่งเจ้าไปตายข้างนอก"
พูดจบแกก็ขำเอง
ระดับกลั่นลมปราณจะไปสร้างแก่นทองคำได้ไง ฝันไปเถอะ
กู้อันโล่งอก ปัญหาจบไปหนึ่งเปราะ
ทีนี้เขาก็ไม่ต้องแกล้งทำเป็นกากตลอดเวลา ค่อยๆ เผยระดับพลังออกมาบ้าง จะได้ทำงานสะดวกขึ้น
หลิวฉางนึกขึ้นได้ "ช่วงนี้โจวทงโยว อัจฉริยะจากสำนักเจว๋ซานจะมาท้าประลองยอดฝีมือรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่าร้อยปีในสำนักเรา น่าจะดุเดือด เจ้าลองไปสืบข่าวดูสิ เผื่อได้ไอเดียไปเขียนเล่มหน้า อย่าลืมเขียนเชียร์สำนักไท่เสวียนด้วยล่ะ"
กู้อันพยักหน้า "โจวทงโยวเก่งมากเหรอขอรับ?"
"เก่งสิ! หมอนั่นมีรากวิญญาณคู่ แถมยังมี 'กายาทองคำปราบมาร' ที่ตระกูลโจวทุ่มทุนสร้างมาเป็นพันปี ในรุ่นเดียวกันไม่มีใครสู้ได้ เคยใช้พลังระดับสร้างรากฐานขั้นที่ 9 ฆ่าระดับแก่นทองคำขั้นที่ 3 มาแล้ว ดังกระฉ่อนไปทั่ววงการ เขาว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะที่เก่งที่สุดในรอบร้อยปีของยุทธภพไท่ชางเลยนะ"
หลิวฉางเล่าด้วยความทึ่ง
สำหรับกู้อัน คนที่ข้ามรุ่นไปตบคนที่เก่งกว่าได้นี่คือพวกพระเอกชัดๆ
แต่เขาขอบาย
เขาชอบใช้พลังที่เหนือกว่ามากๆ ไปตบเด็กมากกว่า ปลอดภัยกว่าเยอะ
ครึ่งชั่วยามต่อมา กู้อันเดินออกมาจากหอตำรา
เขาแวะซื้อของในเมือง แล้วกลับเสวียนกู่
เช้าวันรุ่งขึ้น กู้อันประกาศข่าวดีว่าเขา 'สร้างรากฐาน' สำเร็จแล้ว ท่ามกลางเสียงเฮของลูกศิษย์
อู้ซินดีใจ แต่ก็ใจหาย
ศิษย์พี่สร้างรากฐานแล้ว ต้องย้ายไปฝ่ายในแน่ๆ ตำแหน่งเจ้าหุบเขาก็จะตกเป็นของเขา!
"อาจารย์... ท่านจะทิ้งพวกเราไปแล้วเหรอคะ?" เจินฉิ้นถามเสียงเครือ ทำหน้าตาน่าสงสาร
คนอื่นๆ ก็มองกู้อันตาละห้อย อู้ซินรีบปั้นหน้าเศร้าตามน้ำ
กู้อันถอนหายใจยาว "เฮ้อ... ใช่..."
บรรยากาศในลานฝึกเงียบกริบ อู้ซินใจเต้นตึกตั้ก
เสี่ยวชวนหน้าเศร้าสุด เพราะเขารู้ตัวว่าคงไม่ได้สร้างรากฐานชาตินี้ ถ้ากู้อันไม่อยู่ ใครจะเข้าใจคนรักสัตว์อย่างเขา
"แต่ว่า... เพราะผลงานเราดี ข้าเลยขออนุญาตสำนักอยู่ดูแลที่นี่ต่อ และเขาก็อนุมัติแล้ว!"
กู้อันหักมุมดื้อๆ
ลูกศิษย์อึ้งไปวิหนึ่ง ก่อนจะกรีดร้องด้วยความดีใจ วิ่งเข้ามารุมล้อมกู้อัน
อู้ซินยืนแข็งทื่อเป็นหิน สมองประมวลผลไม่ทัน ก่อนจะค่อยๆ ฝืนยิ้มออกมา
คนที่ดีใจที่สุดคือเสี่ยวชวน เขาแทบจะกระโดดกอดขาอาจารย์
ความสุขกลับคืนสู่เสวียนกู่ อู้ซินต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะทำใจได้
กู้อันเห็นแววตาของอู้ซิน เลยดึงตัวมาปลอบใจ บอกความลับว่าเขากำลังจะมีหุบเขาใหม่อีกแห่ง ต่อไปอู้ซินจะได้ดูแลเสวียนกู่เต็มตัว มีอำนาจเหมือนเจ้าหุบเขาจริงๆ
อู้ซินฟังแล้วตาวาว ความหวังกลับมาลุกโชนอีกครั้ง!
...
วันเวลาผ่านไป กู้อันวิ่งรอกดูแลสามงาน ทั้งเสวียนกู่ หุบเขาศิษย์ฝ่ายนอก และเทียนหยา
พอรู้ว่ากู้อันสร้างรากฐานแล้ว หลัวหุนก็วางใจ ปล่อยให้เขาเดินทางไปมาเองได้
กู้อันเอา 'บันทึกจอมยุทธ์เสื้อเขียวท่องหล้า' ไปฝากหลัวหุน
แต่แปลกที่หลังจากนั้น พอไปเทียนหยาอีกที หลัวหุนไม่ยอมอ่านหนังสืออีกเลย
ไม่ชอบเหรอ?
งั้นเลิกให้!
แต่ทำไม 'ตำนานสถาปนาเทวดา' ก็ไม่อ่านแล้วล่ะ? หรืออ่านจบแล้ว?
บทที่ 52: ความวุ่นวายภายใน และหุบเขาที่สาม
ฤดูหนาวผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิหวนคืน เทศกาลตรุษจีนเวียนมาถึงอีกครั้ง
เสวียนกู่คึกคักไปด้วยการเตรียมงานฉลอง กู้อันอุ้มเจ้าหนูวิญญาณขาวเดินตรวจงานอย่างสบายอารมณ์
เจ้าหนูหลับปุ๋ยคาอกเขา มีความสุขจนน่าหมั่นไส้
เสียงแหวกอากาศดังขึ้น เย่หลานร่อนลงจอดข้างกู้อัน เก็บกระบี่เข้าฝัก ยิ้มหวานหยด
"ศิษย์พี่ ข้ากลับมาฉลองด้วยคน ไม่รังเกียจใช่ไหมคะ?"
"หอคุมกฎไม่ยุ่งเหรอ?" กู้อันถามยิ้มๆ
"ยุ่งแค่ไหนก็ต้องพักบ้างสิคะ ศิษย์พี่สอนเองนี่นา" เย่หลานตอบเสียงใส
ทั้งคู่เดินคุยกันไปที่หอพัก
"ไปที่ห้องท่านกันเถอะ ข้ามีของดีจะให้ดู" เย่หลานชวน
กู้อันปล่อยหนูลงพื้น เดินตามนางขึ้นไป
พอเข้าห้อง เย่หลานไม่ปิดประตู กู้อันค่อยโล่งใจหน่อย
นางหยิบกล่องผ้าไหมออกมาจากถุงสมบัติ ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "นี่ของขวัญฉลองสร้างรากฐานของท่านค่ะ"
"ลำบากเจ้าแย่ ตอนเจ้าสร้างรากฐานข้าไม่ได้ให้อะไรเลย"
"ถ้าไม่ได้ยาของศิษย์พี่ ข้าคงไม่ได้เป็นศิษย์ฝ่ายในหรอกค่ะ"
กู้อันเดินเข้าไปดูของในกล่อง
มันคือรากไม้รูปร่างคล้ายคน ถ้าไม่สังเกตดีๆ แทบไม่รู้สึกถึงพลังวิญญาณ
[ต้นไม้หน้าคน (สถานะฟื้นตัว): 0/600/22,000]
อายุขัยสองหมื่นสองพันปี!
กู้อันตาโต นี่มันของแรร์!
"นี่คือรากของต้นวิญญาณระดับ 6 ฝังดินไว้ไม่กี่ปีมันจะงอกใหม่ ช่วยเพิ่มพลังปราณในพื้นที่ได้ด้วยนะคะ" เย่หลานอธิบาย
"ไปเอาของแพงแบบนี้มาจากไหน?"
"ยึดมาจากพวกสายลับพันฤดูสารทค่ะ ไม่ได้ส่งเข้าคลัง" นางขยิบตา
"จะดีเหรอ?"
"ใครๆ เขาก็ทำกันค่ะ แค่อย่าโลภมากเกินไป ข้างบนเขาไม่ว่าหรอก"
กู้อันรับไว้ด้วยความยินดี "ขอบใจมากนะ ถ้าเจ้าขาดเหลือสมุนไพรอะไรบอกข้าได้เลย เดี๋ยวข้าจะมีหุบเขาใหม่เพิ่มอีกที่ ช่วยกันทำมาหากิน"
"ได้เลยค่ะ งั้นข้าไปแจกของขวัญคนอื่นก่อนนะ"
เย่หลานเดินจากไป ทิ้งให้กู้อันคิดหนักว่าจะเอาต้นไม้หน้าคนไปปลูกที่ไหนดี
หุบเขาที่สามนี่แหละเหมาะสุด! เสวียนกู่มีดีอยู่แล้ว เทียนหยาเป็นของหลวง อย่าไปลงทุนเยอะ ของดีต้องเก็บไว้ที่ส่วนตัวสิ
ตกเย็น งานเลี้ยงเริ่มขึ้น เย่หลานเล่าประสบการณ์ปราบผีดิบให้ฟัง ทำเอาพวกเด็กๆ กลัวจนตัวสั่นแต่ก็อยากฟัง
กู้อันมองดูศิษย์น้องที่เคยวิ่งตามต้อยๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาได้ ก็ยิ้มไม่หุบ
คืนนั้น ก่อนเย่หลานกลับ กู้อันมอบคัมภีร์ 'บาทาวายุคลั่งไร้เงา' ให้นางไปฝึก
เย่หลานรับไว้แล้วเตือนกู้อันเรื่องลู่จิ่วเจี่ย
"ระวังลู่จิ่วเจี่ยไว้หน่อยนะคะ เขาไปเข้ากับพวกผู้อาวุโสที่เป็นปฏิปักษ์กับเจ้าสำนัก เพื่อหวังความก้าวหน้า ตอนนี้ภายในสำนักกำลังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายรุนแรง ถ้าฝ่ายเจ้าสำนักชนะ พวกกบฏโดนกวาดล้างแน่ ข้ากลัวท่านจะโดนหางเลขถ้าไปยุ่งกับเขา"
กู้อันนิ่งฟัง
ทุกคนมีทางเลือกของตัวเอง เขาไปตัดสินใครไม่ได้
ที่เขาไม่แก่งแย่ง เพราะเขามีทางลัด อยู่แล้ว
...
ฤดูร้อนมาเยือน
กู้อันยืนมองท้องฟ้า รอคอยการมาของกู่หยู
เลยกำหนดครึ่งปีมาแล้ว ทำไมยังไม่มา?
เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?
ช่วงนี้บรรยากาศในฝ่ายนอกตึงเครียด มีกลุ่ม 'หอปราบมาร' ที่ขึ้นตรงต่อมหาผู้อาวุโสเดินตรวจตราเข้มงวด กู้อันเริ่มรำคาญ
อย่ามาขวางทางทำมาหากินของข้านะเว้ย!
ทันใดนั้น เขาก็ยิ้มออก
มาแล้ว!
กู่หยูร่อนลงกลางหุบเขา ตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดัง
กู้อันเชิญขึ้นห้อง
กู่หยูหยิบหนังสือปึกใหญ่กับป้ายคำสั่งออกมาวาง
"นี่ป้ายเจ้าหุบเขาของเจ้า หุบเขาใหม่อยู่ระหว่างฝ่ายนอกกับฝ่ายใน ห่างไปแค่ร้อยลี้ เหมาะกับเจ้ามาก ส่วนนี่คือบันทึกชีวิตท่านพ่อ เอาไปอ่านประกอบการเขียน หรือจะแต่งใหม่เลยก็ได้"
กู่หยูยิ้มกรุ้มกริ่ม "แต่อย่าลืมนะ ใส่บทโจวทงโยวเข้าไปด้วย เขียนให้มันเป็นลูกน้องข้า บูชาข้าสุดหัวใจ"
กู้อันหน้ากระตุก "จะดีเหรอ? ข้ากลัวโดนตีน"
"ข้าจ่ายไม่อั้น! หินวิญญาณระดับสูงร้อยก้อน!"
"ไม่ใช่เรื่องเงิน..."
"พันก้อน! หมดหน้าตัก!"
"งั้น... ขอใช้ชื่อพ้องเสียงได้ไหม?"
"ได้! ขอแค่เปลี่ยนตัวอักษรเดียว!"
"ตกลง!"
กู้อันรับงาน ถึงจะเสี่ยงโดนโจวทงโยวตามคิดบัญชี แต่เงินมันหอมหวาน แถมเขียนให้เป็นพี่น้องรักกันก็น่าจะรอด
พักผ่อนกันสักครู่ ทั้งสองก็ขี่กระบี่มุ่งหน้าสู่หุบเขาแห่งใหม่