- หน้าแรก
- จ้าวกระบี่สะท้านฟ้า
- 151 - ไล่ล่าบ้าคลั่ง
151 - ไล่ล่าบ้าคลั่ง
151 - ไล่ล่าบ้าคลั่ง
151 - ไล่ล่าบ้าคลั่ง
เสียงของซูซินแฝงไว้ด้วยความกร้าวกระด้างและเด็ดเดี่ยว ดังก้องสะท้านไปทั่วทั้งฟ้าดิน
ในนิกายเทียนซิน ศิษย์นับไม่ถ้วน รวมถึงผู้แข็งแกร่งระดับโพซวี ต่างก็เผยสีหน้าตกตะลึงยิ่งเมื่อได้ยินคำกล่าวเหล่านั้น
แม้แต่จ้าวนิกายเทียนซิน เฟิงเต้าหยาง ใบหน้าก็เปลี่ยนสีโดยฉับพลัน
เขาเองก็ไม่คาดคิดว่า ซูซินจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้ ถึงขั้นกล่าวคำสาบานต่อหน้าผู้อื่นว่า ผู้ใดขัดขวางก็เท่ากับเป็นศัตรูที่ต้องสังหาร
นี่คือคำเตือนอย่างเปิดเผย คำขู่โดยตรง
ที่สำคัญ ซูซินก็มีความสามารถพอจะทำตามที่พูดได้จริง
ในฐานะศิษย์ของวังเทียนเหยียน แถมยังสามารถใช้พลังในระดับกลางของโพซวีไล่ล่าผู้แข็งแกร่งระดับไร้เทียมทานเช่นเนี่ยจิ่วโหยวมาตลอดทาง จนกลายเป็นสภาพเช่นนี้ พรสวรรค์เช่นนี้มันเหลือเชื่อเกินไป หากเติบโตขึ้นอีกในภายภาคหน้า...
แววตาเฟิงเต้าหยางพลันส่องประกาย แล้วก็รีบตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
"เจ้าสำนักเนี่ย ข้าขออภัย เรื่องในวันนี้ เกรงว่าข้าคงไม่อาจช่วยเหลือได้" เฟิงเต้าหยางกล่าว
"จ้าวนิกายเฟิง ท่าน..." สีหน้าเนี่ยจิ่วโหยวเปลี่ยนไปทันที
"ยังไม่รีบหนีอีกหรือ?" เฟิงเต้าหยางกล่าวอีกครั้ง
แม้ในใจเนี่ยจิ่วโหยวจะโกรธเกรี้ยว แต่ยังคงรักษาสติไว้ กัดฟันแน่น จากนั้นใช้วิชาเผาผลาญแก่นแท้โลหิตหลบหนีออกไปอย่างบ้าคลั่ง
"สหายน้อยซูซิน เรื่องระหว่างเจ้ากับเนี่ยจิ่วโหยว นิกายเทียนซินของข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว เชิญตามสบายเถิด" เฟิงเต้าหยางพูดจบก็หลีกทางให้ทันที
ซูซินปรายตามองเฟิงเต้าหยางหนึ่งครั้ง แล้วไล่ล่าเนี่ยจิ่วโหยวต่อไปทันที
หลังจากซูซินและเนี่ยจิ่วโหยวจากไป...
"จ้าวนิกาย! ซูซินผู้นี้ช่างโอหังนัก! ถึงกับกล้าข่มขู่ท่านจ้าวนิกายต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ เสมือนมิได้เห็นท่านอยู่ในสายตาเลย!" ผู้เฒ่าระดับโพซวีของนิกายเทียนซินผู้หนึ่งเอ่ยอย่างเดือดดาล
"แม้จะโอหังไปบ้าง แต่เขาก็มีทุนที่จะโอหัง" เฟิงเต้าหยางส่ายหน้า "ในฐานะศิษย์แห่งวังเทียนเหยียน ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าเราจะกล้าลงมือกับเขา ที่สำคัญที่สุดคือพรสวรรค์ของเขาสูงล้ำยิ่ง หากให้เวลาสักหน่อย อนาคตเขาย่อมกลายเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดทั้งในวังเทียนเหยียนหรือแม้แต่ในดินแดนใต้ปกครองของเก้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์"
เฟิงเต้าหยางเข้าใจดี แม้ตอนนี้ซูซินจะยังไม่เป็นภัยต่อเขา แต่ในอนาคตหากซูซินเติบโตขึ้นจริง นิกายเทียนซินก็ไม่มีปัญญาจะไปต่อกรด้วย
"แค่ห้าร้อยผลึกหยวน จะให้ข้าไปขัดแย้งกับอัจฉริยะไร้เทียมทานที่นิกายเทียนซินของข้าไม่อาจแตะต้องได้ แถมยังประกาศว่าจะไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกับข้าอีก มันไม่คุ้มค่าเลยสักนิด" เฟิงเต้าหยางคิดในใจ
ไม่ต้องพูดถึงห้าร้อยเลย ต่อให้ห้าพันผลึกหยวน เขาก็ไม่อยากไปขัดแย้งกับซูซินจริงๆ
นิกายเทียนซิน ในฐานะนิกายใหญ่ที่มีผู้แข็งแกร่งระดับเนี่ยพานประจำการอยู่ ศิษย์มากมาย และยังมีสายสืบจากนิกายต่างๆ แฝงตัวอยู่ไม่น้อย ฉากที่ซูซินไล่ล่าเนี่ยจิ่วโหยวมาจนถึงเหนือประตูเข้านิกาย และเผชิญหน้ากับเฟิงเต้าหยาง ก็ถูกพวกสายสืบเห็นหมดทุกอย่าง
โดยเฉพาะประโยคที่ซูซินกล่าวว่า "ผู้ใดขวาง จะเป็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า" ก็ถูกพวกสายสืบบันทึกไว้หมด
จากนั้นก็ถูกส่งไปยังนิกายและตระกูลใหญ่ทั้งหลายและวังเทียนเหยียนอย่างรวดเร็วที่สุด
ในชั่วพริบตา เหตุการณ์นี้ก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน
...
ในลานกว้างแห่งหนึ่ง
"ฮ่าๆๆ เจ้านี่มันบ้าบิ่นจริงๆ!"
"ข้าแค่ให้เขาแสดงฝีมือตัวเองสักหน่อย เพื่อให้ทูตตรวจการณ์ที่ยังอยู่ในวังเทียนเหยียนหันมาสนใจเขาบ้าง เขากลับบ้าคลั่งยิ่งกว่านั้น ไปไล่ล่าผู้แข็งแกร่งระดับโพซวีไร้เทียมทานซะแล้ว แถมดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะถูกเขาไล่ล่าจนไม่มีทางเอาชีวิตรอดได้อีกด้วย!"
ปรมาจารย์เต๋าจิ่วเฉินผู้มีเส้นผมยาวสยาย นั่งอยู่ในสวนพลางอ่านข่าวสารที่เพิ่งได้รับก่อนจะหัวเราะเสียงดัง
"แค่ใช้พลังระดับกลางของอาณาจักรโพซวี ก็สามารถต่อกรกับผู้แข็งแกร่งระดับไร้เทียมทานได้แล้ว ทั้งยังไล่ล่าฝ่ายตรงข้ามหัวซุกหัวซุน หากเขาฆ่าเนี่ยจิ่วโหยวได้จริงๆ นั่นจะทำให้ชื่อเสียงของเขาสั่นสะเทือนไปทั้งแผ่นดินอย่างแน่นอน"
"ต่อให้เป็นเก้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ที่ปกครองอาณาเขตกว้างใหญ่มากมาย มีหลายอาณาจักรอยู่ภายใต้ อาจไม่เคยมีใครที่ทำได้ถึงเพียงนี้"
ปรมาจารย์เต๋าจิ่วเฉินหัวเราะต่อไป ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง
...
วังเทียนเหยียน
"เจ้าว่าอะไรนะ?"
"ซูซินกำลังไล่ล่าเนี่ยจิ่วโหยวหรือ?"
จ้าวตำหนักตี้เยว่เผยสีหน้าตกตะลึง ขณะฟังรายงานจากเจ้าหน้าที่ของวังเทียนเหยียน
นางเพิ่งออกเดินทางไปทำธุระเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ได้อยู่ในวังเทียนเหยียน เพิ่งกลับมาในเช้าวันนี้
พอกลับมาก็ได้รับรายงานจากศาลาภารกิจว่าซูซินรับภารกิจสังหารเนี่ยจิ่วโหยว จ้าวตำหนักตี้เยว่ถึงกับตกใจ คิดว่าซูซินบุ่มบ่ามเกินไป คนที่อยู่แค่กลางโพซวีกลับกล้าปฏิบัติภารกิจลอบสังหารเนี่ยจิ่วโหยว
นางกำลังจะสั่งการให้คนไปตามซูซินกลับมา
แต่ใครจะคิดว่า…
"เหลือเชื่อ!"
"เจ้าหนูนั่น เพิ่งเข้าร่วมการล่าครั้งใหญ่เมื่อปีกลาย เพิ่งเข้ามาอยู่ในวังเทียนเหยียนของข้าได้เพียงหนึ่งปีสี่เดือนเท่านั้น เวลาสั้นเพียงนี้ เขากลับสามารถไล่ล่าผู้แข็งแกร่งระดับไร้เทียมทานแห่งอาณาจักรโพซวีได้แล้วหรือ?"
"เขาฝึกฝนมาอย่างไรกันแน่?"
ในฐานะหนึ่งในจ้าวตำหนักเทียนเหยียน นางเองก็ไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าซูซินมีพลังแข็งแกร่งขึ้นได้ถึงเพียงนี้ในเวลาอันสั้นได้อย่างไร
มันเกินขอบเขตของคำว่าอัจฉริยะไปแล้ว
ในกลุ่มอัจฉริยะที่เข้าวังพร้อมกับซูซิน ผู้ที่ตามเขามาติดๆ อย่างเซี่ยหมาง เมื่อทะลวงถึงระดับกลางของโพซวี ก็แค่สามารถต่อกรกับผู้ที่อยู่ในขอบเขตจุดสูงสุดของโพซวีเท่านั้น แต่ซูซินกลับสามารถไล่ล่าผู้ไร้เทียมทานในระดับเดียวกันได้?
หลังจากตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ จ้าวตำหนักตี้เยว่ก็สงบใจลง
"แจ้งเจดีย์อัคคีมังกรแดง ให้จับตาความเคลื่อนไหวของซูซินไว้ตลอดเวลา"
"นอกจากนี้ สั่งให้ผู้แข็งแกร่งในเส้นทางที่ซูซินเดินทางผ่าน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของวังเทียนเหยียนหรือเจดีย์อัคคีมังกรแดง คอยดูแลความปลอดภัยของซูซินให้ถึงที่สุด หากเป็นไปได้ ควรมีคนคอยติดตามเขาตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้แข็งแกร่งหรืออิทธิพลอื่นแอบลอบโจมตี"
จ้าวตำหนักตี้เยว่สั่งการต่อเนื่อง
...
ในห้องมืดสลัว ฉีอ๋องกำลังฟังรายงานจากชายชราผู้สวมเสื้อคลุมสีเทาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสนใจ
"ฮ่าๆ ช่างน่าสนใจจริงๆ! สนุกเกินไปแล้ว!"
ฉีอ๋องแววตาพลันเปล่งแสงประหลาดออกมา ก่อนจะหัวเราะแล้วกล่าวว่า "เจ้าซูซินผู้นี้ ตั้งแต่คราวก่อนที่โดนลอบโจมตี ก็เก็บตัวเงียบอยู่ในวังเทียนเหยียนมาโดยตลอด ไม่เคยเผยพลังสักนิด แต่ใครจะคิด ว่าพอลงมือครั้งแรกก็สร้างเรื่องใหญ่ถึงขนาดนี้ ใช้พลังเพียงระดับกลางของโพซวี กลับไปไล่ฆ่าผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานระดับเดียวกันได้!"
"ยังกล้าพูดออกมาว่า ใครขัดขวางเขาคือศัตรูไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า!"
"มือใหญ่ใจถึงจริงๆ และพรสวรรค์ของเขาก็น่าตกตะลึงจริงๆ"
"น่าเสียดาย ที่ข้ากับเขาได้กลายเป็นศัตรูกันอย่างสิ้นเชิงไปแล้ว ไม่อย่างนั้น..."
คำพูดต่อจากนั้น ฉีอ๋องก็ไม่เอ่ยออกมาอีก
"ท่านอ๋อง ตอนนี้ซูซินกำลังไล่ล่าเนี่ยจิ่วโหยวอยู่ตลอดทาง ความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเราตลอดเวลา เราจะลงมือเลยหรือไม่?" ชายชราในชุดเทากล่าวถาม
"ไม่ต้อง ไม่ต้อง" ฉีอ๋องโบกมือทันที "เรื่องใหญ่ขนาดนี้ผู้คนในราชสำนักและวังเทียนเหยียนต่างก็จับตาอยู่ พี่ชายของข้าก็เช่นกัน หากลงมือเวลานี้ก็เหมือนเอาตัวเข้าไปตาย"
"อีกอย่าง ตอนนี้ข้าก็เริ่มเสียดายที่จะฆ่าเจ้าหนูนั่นเสียแล้ว อัจฉริยะสะท้านฟ้าเช่นนี้ หากถูกฆ่าตายเร็วเกินไปก็น่าเสียดายจริงๆ"
"ปล่อยให้เขาเติบโตไปเรื่อยๆ ข้าเองก็อยากดูว่าเขาจะไปได้ถึงขั้นไหน และมีโอกาสหรือไม่ที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเก้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์"
ฉีอ๋องกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
ขณะที่ชายชราในชุดเทากลับขมวดคิ้วแน่น
ไม่คิดจะแตะต้องซูซิน ปล่อยให้เขาเติบโตขึ้นหรือ?
ถึงขนาดรอให้เขาขึ้นสู่จุดสูงสุดของเก้าภูเขาศักดิ์สิทธิ์?
หากถึงจุดนั้นจริงๆ ซูซินจะไว้ชีวิตพวกเราหรือ?
ใจของเจ้านายผู้นี้ ช่างกว้างขวางเกินไปแล้วกระมัง?
……..