- หน้าแรก
- จ้าวกระบี่สะท้านฟ้า
- 125 - ความวุ่นวายในอาณาจักร
125 - ความวุ่นวายในอาณาจักร
125 - ความวุ่นวายในอาณาจักร
125 - ความวุ่นวายในอาณาจักร
"ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตนี้มีมูลค่าสูงขนาดนี้ คุณประโยชน์ของมันย่อมต้องไม่เล็กเช่นกัน อีกอย่าง ตอนนี้ข้าเองก็ยังไม่รีบร้อนใช้แต้มไฟ อย่างนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ" ซูซินคิดแล้วก็นำผลไม้นั้นเก็บกลับเข้าสู่แหวนมิติ จากนั้นก็ออกจากศาลาร้อยสมบัติ มุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของตน
ทว่าซูซินไม่รู้เลยว่า ในขณะที่เขาเพิ่งประเมินผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตเสร็จสิ้นนั้น…
ในวังเทียนเหยียน ภายในเรือนหลังงามที่มีคนกำลังดื่มชาอย่างสบายใจ สีหน้าของจ้าวตำหนักตี้เยว่พลันเปลี่ยนไปทันที จากนั้นก็รีบตรงไปยังศาลาร้อยสมบัติ
จ้าวตำหนักชิงหยางไปถึงที่นั่นก่อนจ้าวตำหนักตี้เยู่อีก
"ตี้เยว่ เจ้าก็รู้เรื่องแล้วหรือ?" จ้าวตำหนักชิงหยางมองมา
"อืม" จ้าวตำหนักตี้เยว่พยักหน้า
"ข้าเพิ่งสอบถามมาแล้ว เป็นซูซินผู้นั้นไม่รู้ได้มาจากไหน เอาผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตมาประเมินในศาลาร้อยสมบัติเมื่อครู่นี้ แต่สุดท้ายเขาไม่ได้แลกผลไม้นั้นเป็นแต้มไฟ" จ้าวตำหนักชิงหยางกล่าว
"ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิต…นิกายบัวโลหิต!" สีหน้าของจ้าวตำหนักตี้เยว่เย็นเยียบ แววตาปรากฏประกายเย็นเฉียบ
"ตี้เยว่ แล้วเจ้าคิดจะจัดการซูซินผู้นั้นอย่างไร?" จ้าวตำหนักชิงหยางถาม
"ไม่ต้องรีบ รอให้อีกคนมาถึงก่อนค่อยว่ากัน" จ้าวตำหนักตี้เยว่กล่าว
ทั้งสองรออยู่ไม่นาน ชายวัยกลางคนที่สวมชุดเต๋าเรียบง่ายคนหนึ่งก็มาถึง
"คำนับจ้าวตำหนักหลงซิง"
จ้าวตำหนักชิงหยางและจ้าวตำหนักตี้เยว่ล้วนโค้งเล็กน้อยอย่างเคารพ
ในวังเทียนเหยียน มีจ้าวตำหนักอยู่ทั้งหมดสามคน
ทั้งสามมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกัน ดูเหมือนจะมีสถานะเท่าเทียมกัน
แต่แท้จริงแล้ว ในบรรดาจ้าวตำหนักทั้งสามนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด มีสถานะสูงที่สุดก็คือจ้าวตำหนักหลงซิงผู้นี้ อำนาจในวังเทียนเหยียนก็สูงสุดเช่นกัน อย่างจ้าวตำหนักตี้เยว่กับจ้าวตำหนักชิงหยาง แม้จะเป็นจ้าวตำหนัก แต่ในยามปกติกลับต้องเชื่อฟังคำสั่งของจ้าวตำหนักหลงซิงผู้นี้อย่างเคร่งครัด
"เรื่องทั้งหมด ข้าทราบแล้ว"
จ้าวตำหนักหลงซิงประสานมือไว้ด้านหลัง มองอีกสองคนอย่างเย็นชา "ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตเกี่ยวพันใหญ่หลวง เพียงพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว วังเทียนเหยียนของเรา อาจถึงคราวพังพินาศ!"
จ้าวตำหนักตี้เยว่กับจ้าวตำหนักชิงหยางถึงกับตกใจภายในใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
เพราะผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตนั้น มีเบื้องหลังที่เกี่ยวพันใหญ่โตจริงๆ
หากจัดการผิดพลาดไปแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่วังเทียนเหยียนเลย ต่อให้เป็นราชสำนักเทียนเหยียนทั้งราชวงศ์ ก็คงหนีไม่พ้นหายนะล่มสลาย
"ตี้เยว่ เจ้าไปหาหนุ่มน้อยผู้นั้นก่อน ถามให้แน่ชัดว่าเขาได้ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตมาจากไหน หากว่าเขาชิงมาจากผู้อื่นก็ยังพอรับได้ แต่หากว่าเขาได้มันมาด้วยการบูชายัญด้วยตนเอง…" แววตาของจ้าวตำหนักหลงซิงเย็นเฉียบขึ้นมาในฉับพลัน "เจ้าก็น่าจะรู้ว่าควรทำอย่างไร"
"รับทราบ" จ้าวตำหนักตี้เยว่พยักหน้า จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปทางด้านข้าง
วังเทียนเหยียน ที่พำนักของซูซิน
ซูซินเพิ่งกลับมาจากศาลาร้อยสมบัติ ก่อนหน้านี้เขาอยู่ในแนวเขาบูชายัญมาตลอดเพื่อไล่ล่าอสูรร้าย ตอนนี้เมื่อกลับมาแล้ว เขาก็ตั้งใจจะอาบน้ำแล้วพักผ่อนให้สบาย
แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ จ้าวตำหนักตี้เยว่ก็มาเยือน
“ซูซิน!” จ้าวตำหนักตี้เยว่ลอยอยู่เหนือท้องฟ้า
“จ้าวตำหนักตี้เยว่” ซูซินเดินออกมาจากห้อง พร้อมกับคารวะด้วยความเคารพ
จ้าวตำหนักตี้เยว่โบกมือเบาๆ พลังไร้รูปร่างพลันแผ่ขยายออกไปโดยรอบ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มีค่ายกลปิดผนึกถูกสร้างขึ้นในอากาศโดยรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการสนทนาระหว่างทั้งสองจะไม่ถูกผู้อื่นได้ยิน
“จะถามเจ้าบางเรื่อง เจ้าต้องตอบตามความจริงทุกอย่าง” จ้าวตำหนักตี้เยว่จ้องมองซูซิน
“ศิษย์ทราบแล้ว” ซูซินพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
เขาก็มองออกเช่นกันว่า สีหน้าของจ้าวตำหนักตี้เยว่นั้นจริงจังอย่างมาก
“เอาผลไม้นั่น ที่เจ้าเพิ่งเอาไปประเมินในศาลาร้อยสมบัติออกมาให้ข้าดูหน่อย” จ้าวตำหนักตี้เยว่กล่าว
“เพราะผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตนั่นอย่างนั้นหรือ?” ซูซินรู้สึกใจสะท้าน รีบหยิบผลไม้สีโลหิตที่แผ่ออกซึ่งแรงดึงดูดลึกล้ำออกมา
“เป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตจริงๆ แถมยังเป็นชนิดที่เสริมฐานการบ่มเพาะด้วย”
ในดวงตาของจ้าวตำหนักตี้เยว่ส่องแสงแปลกประหลาดขึ้น แล้วกล่าวว่า “ซูซิน บอกข้าทุกอย่างเกี่ยวกับกระบวนการที่เจ้าได้ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตมานี้ โดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย”
“ทราบแล้ว” ซูซินกล่าวก่อนจะเล่าออกมาในทันที
ตั้งแต่เริ่มเข้าไปในแนวเขาบูชายัญ โดยไม่ปิดบังอะไรมาก
สิ่งเดียวที่เขาปิดบังไว้ คือเรื่องที่เขาใช้วิชาเร้นลับเทพสังหาร
หลังจากซูซินเล่าจบ...
“เจ้าหมายความว่า พอคนทั้งสามเห็นเจ้า ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ เลย กลับลงมือจะฆ่าเจ้าทันที?” จ้าวตำหนักตี้เยว่จ้องซูซินไม่ละสายตา ขณะพยายามพิจารณาความจริงจากสีหน้าของเขา
“ใช่ ตอนนี้ข้ายังไม่เข้าใจเลย ว่าทำไมคนทั้งสามถึงต้องฆ่าข้า และในหมู่พวกเขา คนที่เป็นผู้นำก็ดูแปลกมาก”
ซูซินกล่าวว่า “ทั้งที่คนนั้นอาศัยวิชาเร้นลับในการยกระดับฐานการบ่มเพาะขึ้นมาถึงขั้นสูงสุดของระดับโพซวี แต่พลังที่เขาแสดงออกมาก็ยังสูงประมาณโพซวีขั้นสูงเท่านั้น อีกทั้งในด้านการเข้าใจเจตจำนง เขาชัดเจนว่าบรรลุถึงหกระดับ แต่สิ่งที่เขาแสดงออกมาสูงสุดก็มีเพียงระดับสี่เท่านั้น”
“อย่างนั้นก็ไม่ผิดแน่แล้ว”
จ้าวตำหนักตี้เยว่กลับยิ้มออกมา “พวกเขาจะฆ่าเจ้า ก็เพราะเห็นว่าเจ้าเป็นเพียงผู้บ่มเพาะอาณาจักรฮวาไห่ขั้นสูงสุด แต่กลับสามารถสังหารอสูรระดับสี่ขั้นสูงได้ อัจฉริยะเช่นนี้ พวกเขาย่อมต้องการกำจัดเสีย ส่วนพลังของคนนั้น... หึๆ พึ่งพาเพียงพลังจากภายนอกในการยกระดับฐานการบ่มเพาะกับการเข้าใจเจตจำนง จะเอาอะไรมากมาย?”
“ซูซิน เจ้าควรจะจำตำแหน่งที่พบคนทั้งสามในแนวเขาบูชายัญได้ ข้ามีแผนที่อย่างละเอียดของแนวเขาบูชายัญอยู่ เจ้าชี้ตำแหน่งคร่าวๆ ออกมาให้ข้าดูที” จ้าวตำหนักตี้เยว่หยิบแผนที่ออกมากางลอยอยู่ต่อหน้าซูซิน
“อยู่ตรงนี้”
ซูซินรีบชี้ตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่อย่างรวดเร็ว
จ้าวตำหนักตี้เยว่พยักหน้าแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า “ซูซิน สิ่งที่ข้าถามเจ้าวันนี้ เจ้าอย่าได้บอกใคร และผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตในมือเจ้า อย่าได้กินมันง่ายๆ เด็ดขาด เจ้าสามารถเอาไปแลกแต้มไฟกับศาลาร้อยสมบัติก็ได้ หรือจะเก็บไว้ใช้แลกเปลี่ยนกับของที่มีประโยชน์ต่อเจ้าในภายภาคหน้าก็ได้”
“ไม่ว่าจะอย่างไร ตัวเจ้า อย่าได้ใช้มันสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด!”
“ศิษย์จะจดจำไว้” ซูซินพยักหน้าหนักแน่น
ก่อนหน้านี้ตอนเขาหยิบผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตออกมาเป็นครั้งแรก พลังดึงดูดพิเศษที่แฝงอยู่ในนั้นก็ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง จึงไม่กล้ากินมันง่ายๆ อยู่แล้ว
ตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวตำหนักตี้เยว่ ซูซินยิ่งไม่กล้าใช้เข้าไปใหญ่
“พอแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”
จ้าวตำหนักตี้เยว่โบกมือ ถอนค่ายกลที่รายล้อมอยู่ จากนั้นก็หันหลังจากไป
ส่วนซูซินยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย “ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตนั่นมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน ถึงได้ทำให้จ้าวตำหนักตี้เยว่ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้?”
แม้จะสงสัยอยู่มาก แต่ซูซินก็ไม่โง่พอจะไปสืบให้แน่ชัด
เขาส่ายหน้าเบาๆ แล้วกลับเข้าไปในห้องของตนเอง
…
บนศาลาร้อยสมบัติ
“ข้าได้ถามจนแน่ชัดแล้ว ซูซินถูกลอบโจมตีโดยคนสามคนในขณะล่าอสูรในแนวเขาบูชายัญระหว่างปฏิบัติภารกิจฝึกฝน เขาฆ่าทั้งสามแล้วได้ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์บัวโลหิตมาจากพวกนั้น” จ้าวตำหนักตี้เยว่กล่าวจบ ก็เสริมขึ้นอีกประโยค “ข้าดูออกว่าเขาไม่ได้โกหก”
“หึ การจะรู้ว่าเขาโกหกหรือไม่ ไม่ใช่แค่ฟังสองสามประโยคแล้วจะตัดสินได้ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน” จ้าวตำหนักชิงหยางแค่นเสียง
“เรื่องนี้สำคัญยิ่ง ข้าจะไปตรวจสอบด้วยตัวเอง ตี้เยว่ เอาแผนที่มาให้ข้า” จ้าวตำหนักหลงซิงรับแผนที่แนวเขาบูชายัญที่ซูซินได้ทำเครื่องหมายไว้จากจ้าวตำหนักตี้เยว่มา แล้วจากนั้นก็ออกจากวังเทียนเหยียนทันที
ในเวลาไม่นาน ฮ่องเต้เทียนเหยียนก็ทรงมีราชโองการโดยตรง
หน่วยองครักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของราชวงศ์เทียนเหยียน "อิงหลงเว่ย" ได้รับคำสั่งให้เคลื่อนไหว
กองกำลังสามกองร้อย ซึ่งแต่ละคนมีฐานการบ่มเพาะอย่างต่ำคือขั้นสูงสุดของระดับโพซวี ได้มุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของแนวเขาบูชายัญด้วยความเร็วสูงสุด แล้วเริ่มค้นหาในบริเวณที่ซูซินได้ทำเครื่องหมายไว้
…………