เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 147 อดีตของสำนักชิงเยวียน, หมู่วิหคบูชาหงส์

บทที่ 147 อดีตของสำนักชิงเยวียน, หมู่วิหคบูชาหงส์

บทที่ 147 อดีตของสำนักชิงเยวียน, หมู่วิหคบูชาหงส์


“ศิษย์หลี่พี่! อย่าโยนทิ้งสิ เอามาให้ข้าเถอะ เสียดายของ—”

มู่หรงเซียวรีบก้มลงเก็บสมุดภาพ ปัดฝุ่นออกอย่างทะนุถนอม

เขาเงยหน้าขึ้นมา สบกับสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของหลี่โม่

มู่หรงเซียว เจ้าทำให้ข้ารู้สึกแปลกหน้าไม่น้อย… ที่แท้ก็ตั้งใจมาซื้อของแบบนี้โดยเฉพาะเลยหรือ?

มู่หรงเซียวยิ้มเจื่อน ๆ “พักนี้ข้ากำลังศึกษาวิถีแห่งพุทธอยู่”

“…แล้ว?” หลี่โม่เลิกคิ้ว

เคล็ดวิชาเกราะทองคุ้มกาย เป็นวิชาของสายพุทธะจริง ต้องฝึกฝนควบคู่ไปกับหลักธรรม

แต่นั่นคือเหตุผลที่ท่านมาซื้อภาพ ‘ท่านอ๋องเริงรมย์’ อย่างนั้นหรือ?

มู่หรงเซียวทำหน้าจริงจังขึ้นมา

“คัมภีร์พุทธะกล่าวไว้ว่า รูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าก็คือรูป ตราบใดที่จิตใจบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะมองหญิงงามหรือหญิงขี้เหร่ ก็ล้วนเปรียบดั่งมองโครงกระดูก”

“หากไม่ผ่านการยวนยั่ว จะเรียนรู้การไม่หวั่นไหวได้อย่างไร? ข้าไม่ลงนรก ใครเล่าจะลงแทน!”

หลี่โม่เงียบไปครู่หนึ่ง

…ตีความเรื่อง ‘รูปคือความว่าง’ แบบนี้ก็ได้รึ? จะถือศีลหกประการให้ครบถ้วน จำเป็นต้องรู้เหตุแห่งการละเมิดศีลก่อน?

คิดเท่าไรก็ไม่ออก คล้ายจะไม่สมเหตุสมผล แต่ก็มิสามารถโต้แย้งได้ จึงได้แต่พยักหน้ารับ

“ตามใจเจ้า อ่านจบแล้วส่งคืนด้วย”

“ได้เลยขอรบั! เช่นนั้น… ข้าขอตัวก่อน!” มู่หรงเซียวรับสมุดภาพอย่างปลื้มใจ เตรียมตัวกลับไปทดสอบ ‘กิเลส’ ของตน…

ยังไม่ทันพ้นระยะ ก็ได้ยินเสียงหลี่โม่เตือนตามหลังมา

“อีกอย่าง—เรื่องการทำความเข้าใจวิถีพุทธะของเจ้า เก็บไว้รู้คนเดียวก็พอ อย่าเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วล่ะ”

“ทำไมเล่า?”

“ข้ากลัวว่าหากเรื่องไปถึงหูสำนักพุทธเมื่อใด เหล่ามหาเถระทั้งหลายอาจจะมาท้าทายจุดอ่อนด้าน ‘กิเลสตัณหา’ ของเจ้าได้น่ะสิ”

ศาลบรรพชนยอดเขาหลักสำนักชิงเยวียน

ตัวศาลตั้งกลางสันเขา การคุ้มกันแน่นหนาเป็นพิเศษ อิ๋งปิงติดตามเหล่าผู้อาวุโสลัดเลาะทางยาวเข้าไปเรื่อย ๆ

ตลอดทาง นางสัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นที่เหมือนจิตวิญญาณแล่นผ่านอยู่หลายครา—พลังของสำนักชิงเยวียน มิได้จำกัดอยู่แค่เพียงเหล่าผู้อาวุโสที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะชนเท่านั้น

ครู่ใหญ่ ทั้งคณะก็ถึงหน้าประตูบานมหึมา มีเฒ่าร่างผอมง่วงงุนเฝ้าอยู่

“ท่านอาจารย์อาวุโส” ซ่างกวนเหวินชางค้อมคำนับอย่างนอบน้อม

เฒ่าผู้นั้นสะดุ้งตื่น ลืมตาพร่ามัว

“โอ้! เหวินหยวนมิใช่รึ! ไม่ได้พบกันนาน เหตุใดถึงได้มาเยี่ยมคนแก่เช่นข้าได้”

ซ่างกวนเหวินชางยิ้มขื่น “ศิษย์ชื่อเหวินชางขอรับ”

“อ้อ ๆ เหวินชาง…ตาเฒ่าเช่นข้าความจำเลอะเลือนเสียแล้ว” เขาตบหลังศีรษะตัวเอง ก่อนกล่าวเบา ๆ

“ว่ามาเถิด มีธุระอันใด”

“ข้าพาศิษย์เอก—อิ๋งปิง… มาคาราวะศาลบรรพชน” ซ่างกวนเหวินชางชูป้ายคำสั่งของเจ้าสำนัก

“ศิษย์เอก…” ดวงตาพร่ามัวฉายแววกระจ่างขึ้น เมื่อเห็นหญิงสาวที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง

“ดี…ดีมาก…” เขารับป้ายมาประกบกับป้ายของตนให้เป็นหนึ่ง ก่อนเสียบลงรางตรงกลางบานประตู

ประตูโบราณอันสลักลายวิหคดำประดับ ก็ครืดคราดเปิดออกช้า ๆ

อิ๋งปิงเงยหน้ามอง ดวงตาฉายแววครุ่นคิด

ชาติภพที่แล้ว—นางเองก็มิเคยได้มาเหยียบที่แห่งนี้

ภายในปรากฏเสาหล่อสัมฤทธิ์รับเพดานสูง รูปแบบละม้ายกับที่นางเคยเห็นในมิติหงส์โลหิตของหานเจิน รูปสลักสกุลนกโบราณยืนเรียงราย อาบไอด้วยกลิ่นอายแห่งกาลเวลาอันยาวนาน

พวกมันทั้งหมดล้วนยืนอยู่บน ‘ต้นไม้เทพสัมฤทธิ์’

ฟึ่บ—

เปลวเทียนพลันลุกวาบขึ้น สาดแสงส่องไปบนกิ่งก้านของต้น จนหมู่นกพลันดูเหมือนเคลื่อนไหวได้… คล้ายกับวิหคเหล่านั้น… กำลังประกอบพิธี ‘บูชาหงส์’

“นี่คือศาสตราแห่งลิขิตสวรรค์ของแคว้นต้าซาง—หากจะกล่าวให้ถูก… นี่เป็นเพียงแค่ ‘ส่วนหนึ่ง’ เท่านั้น”

ซ่างกวนเหวินชางยืนกุมมือไพล่หลัง เพ่งมองต้นไม้เทพสัมฤทธิ์ที่คลื่นแสงศักดิ์สิทธิ์ไหวระลอก ก่อนถอนใจแผ่วเบา

“วันหน้าเจ้าต้องรับภาระต่อจากข้า มีเรื่องบางอย่าง…ที่เจ้าควรจะรับรู้ไว้’’

“กิ่งก้านและรังบนต้นไม้นี้ ล้วนเป็นรูปนิมิตที่เหล่าราชวงศ์ต้าซางในอดีตได้กรีดตราไว้  ด้วย ‘จิตวิญญาณ’ ของตนเอง”

“เจ้าคงสงสัย—เหตุใดสิ่งนี้จึงมาอยู่ที่นี่ได้… ใช่หรือไม่?”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อช้า ๆ

“ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักของเรา—คือขุนนางผู้หนึ่ง นางมีความชอบดีความชอบใหญ่หลวงในการช่วยสถาปนาราชวงศ์ต้าอวี้ และเป็น… เชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ต้าซางด้วย”

“นางช่วยจักรพรรดิอู่ปราบเก้าฟ้าสิบพิภพ จบศึกก็มิรับบำเหน็จยศถาใด ๆ แม้องค์จักรพรรดิจะมอบตำแหน่งขุนนางให้ก็ตาม”

“นางกลับมายังนครจื่อหยาง อันเคยเป็นนครหลวงเดิมของต้าซาง เพียงเพื่อเฝ้าวิญญาณบรรพชน

เพราะฉะนั้น—ใต้สำนักชิงเยวียน…ก็คือสุสานหลวงแห่งต้าซางนั่นเอง”

ถ้อยคำของซ่างกวนเหวินชางค่อย ๆ คลี่เป็นภาพ

อดีตอันยิ่งใหญ่ที่ร่วงโรยเผยอยู่ตรงหน้า ปัจจุบันสำนักมีเก้ายอดเขา เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจำนวนไม่น้อยก็เป็นเชื้อสายขุนนางตกทอดจากต้าซาง

อิ๋งปิงขมวดคิ้วบาง นัยน์ตาเยียบเย็นทอดมองต้นไม้เทพสัมฤทธิ์อีกครั้ง—น่าอัศจรรย์ที่ความเก่าแก่ ความเสื่อโทรม และความวิจิตร กลับอยู่ร่วมกันในสิ่งเดียว

นางสังเกตเห็นว่ามีช่องว่างเด่นชัดอยู่บนยอดไม้ ตำแหน่งที่ควรเป็นแก่นกลางให้เหล่านกขนาบคุ้มครอง… กลับว่างเปล่า

ซ่างกวนเหวินชางเหมือนรู้จุดที่นางฉงน

“ตรงนั้น… เดิมทีควรเป็นตราประทับจิตวิญญาณของปฐมาจารย์…แต่หลังนางกลับสู่เมืองหลวงอีกครั้ง ก็มิเคยหวนคืนกลับมา จึงปล่อยให้ตำแหน่ง ‘นกสามขา’ เว้นว่างอยู่เช่นนั้น”

“แต่รูปลักษณ์ที่ราชวงศ์ทิ้งไว้บนนี้ ล้วนเป็น ‘ขั้นสุดยอด’ ลึกซึ้งยากหยั่งถึง หนทางเจ้ายังอีกยาวไกล—ค่อย ๆ ใคร่ครวญเถิด”

เขาเองตลอดชั่วชีวิตที่ผ่านมา ก็แตกฉานได้เพียงหนึ่งสาย—นั่นคือ ‘นกกระจอกป่ากลืนพญามังกร’

หนทางที่บรรพชนชี้ไว้ คือการหลอมรวมรูปลักษณ์วิหคนับร้อยเหล่านี้ เพื่อสร้าง ‘รูปลักษณ์เทพหงส์’

เขาคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงความเพ้อฝันมาตลอดชีวิต—จนกระทั่งอิ๋งปิงปรากฏตัวขึ้น เขาจึงได้เห็นแสงแห่งความหวัง

หลังจากอิ๋งปิงคาราวะต้นไม้เทพสัมฤทธิ์ตามอาจารย์แล้ว นางจึงก้าวอย่างสงบ ไปยังส่วนหน้าของลำต้นที่บิ่นหัก

“เสี่ยวปิง ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้มีเจตจำนงที่ยิ่งใหญ่นัก เจ้าไม่สามารถเข้าไปตรง ๆ ได้…” ทว่าถูกซ่างกวนเหวินชางห้ามได้ด้วยเพียงสายตา

“ท่านเจ้าสำนัก รูปนิมิตบนนี้ล้วนเป็นรอยสลักของราชวงศ์ต้าซาง เจตจำนงของพวกเขายังเจืออยู่ ทุกหนึ่งรูปก็คือหนึ่งผู้สูงศักดิ์ในอดีต—หากถูกต่อต้าน นางอาจบาดเจ็บทางวิญญาณได้…” เซวี่ยจิงร้อนใจ

“ดูก่อน” ซ่างกวนเหวินชางหลุบตา ปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไป

เพียงอิ๋งปิงยืนอยู่หน้าต้นไม้ เรือนผมขลับดำแลชายกระโปรงพลันสั่นไหว ราวดอกบัวหิมะตั้งตระหง่านท้าลม นัยน์ตาเยือกเย็นของนางไร้ซึ่งความลังเล ราวกับลมห้าวหาญเหล่านั้นมิเคยมีอยู่—บางชั่วขณะ นางกลับดู ‘สูงส่ง’ กว่าต้นไม้เทพสัมฤทธิ์เสียอีก

ตึก…ตึก—

เกิดเสียงคล้ายหัวใจเต้นถี่ ต้นไม้ที่แตกร้าวพลันสั่นกังวาน

นกสีครามตัวหนึ่งที่เกาะอยู่กิ่งบนสุด ขยับราวกับมีชีวิตขึ้นมา มันกวัดปีกทะยานลง ทิ้งทางโค้งลี้ลับไว้กลางอากาศ ดูก้าวล้ำเหนือกาลเวลาทั้งปวง

มันหยุดตรงหน้าหญิงสาว ก้มศีรษะถวายคารวะ

“ฉิงหลวน…” อิ๋งปิงดิ่งสู่ภวังค์แห่งปัญญา ค่อย ๆ ใช้รูปลักษณ์นี้เพื่อหล่อหลอมจิตวิญญาณของตนเอง

จากนั้นไม่นาน—

เหล่ารูปนิมิตวิหคสารพัด ล้วนโบยบินจากกิ่งก้านลงมาหานาง

หวือ—

ประกายแสงสูงส่งกระจายรอบตัวอิ๋งปิง— ประหนึ่ง “เทพแห่งหงส์” กำลังรับการสักการะ

ในความมืดมิด มีเสียงจากนภาสวรรค์ก้องกังวานค้างเพดาน

เซวี่ยจิงเบิกตาโพลง นึกว่าตนเพ้อพกเห็นภาพลวงตา

ผู้อาวุโสคนอื่นก็มิต่าง—พากันนิ่งงันไปทั้งร่าง

จบบทที่ บทที่ 147 อดีตของสำนักชิงเยวียน, หมู่วิหคบูชาหงส์

คัดลอกลิงก์แล้ว