เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

SH – 22 ตราปี๋เซียะ !

SH – 22 ตราปี๋เซียะ !

SH – 22 ตราปี๋เซียะ !


SH – 22 ตราปี๋เซียะ !

 

          ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร นี้เป็นโลงศพของผีดิบขนขาวอย่างแน่นอน !

 

          เหยี่ยซ่าวหยางใช้แสงไฟจากคบเพลิงเพื่อตรวจสอบความหนาของพื้นและเห็นว่าพื้นมีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นเขาก็บอกอีกสองคนว่า "มันเป็นไปตามที่ผมคิดไว้ โลงศพนี้ถูกสร้างขึ้นในสุสานโบราณนี้ ในตอนแรกราชันผีดิบไม่สามารถออกไปไหนได้ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างทำให้ฝาโลงศพเกิดการแตกหัก เป็นผลให้ราชันผีดิบ สามารถปีนขึ้นไปและฆ่าคนเหล่านั้นที่อุโมงแห่งนี้ได้ "

 

          จากนั้นเสี่ยวหม่าก็ตบไหล่ของเหยี่ยซ่าวหยางและกล่าวว่า "มันแปลกเกินไป ! โดยทั่วไปมันถูกขังอยู่ในหลุมฝังศพ แต่มันก็ยังมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีอาหาร ? แล้วทำไมมันถึงออกมาหาเหยื่อตอนนี้? "

 

          "พวกผีดิบชอบเลือด การดื่มเลือดและสมองของมนุษย์ช่วยพวกมันมีพลังแข็งแกร่งขึ้น  ! พวกมันจึงขวนขวายหาทางออกมาจากโลงศพเพื่อมาหาเหยื่อ !"

 

          จากนั้นเหยี่ยซ่าวหยางมองไปที่เสี่ยวหม่าและพูดติดตลกว่า "ยกตัวอย่างเช่น มีชายคนหนึ่งต้องการที่จะมีหญิงสาวไว้ข้างกายแล้วคุณจะยอมตายรึปล่าวล่ะ ? หากคุณไม่เคยสัมผัสตัวผู้หญิงสักคนเลย ?"

 

          "ไม่ ผมจะไม่ยอมตายอย่างแน่นอน !" เสี่ยวหม่ากลอกตาของเขา

 

          เหยี่ยซ่าวหยางตบไหล่ของเสี่ยวหม่าและพูดว่า "ปัญหาวัยรุ่นหน่ะ ! คุณเป็นแค่เด็กฝึกหัดอยู่แท้ๆ ดังนั้นอย่าทำตัวเหมือนคุณเป็นเทพเจ้าแห่งความรักเลย"

 

          ใบหน้าของเสี่ยวหม่ากลายเป็นสีแดงและเขาก็พึมพำว่า "คุณรู้ได้อย่างไร?"

 

          "สิวของคุณทั้งหมดจะต้องมาจากการยับยั้งตัวเองจากผู้หญิง..... " เหยี่ยซ่าวหยางหัวเราะอย่างแดกดัน หลังจากที่เขาพูดแบบนี้เขาใช้ขาของเขายันตัวของเขาขึ้นและปีนเข้าไปในสุสานเพื่อสำรวจบริเวณโดยรอบ ในขณะที่แสงสลัวๆส่องผ่านมายังมุมห้อง มีวิญญาณของหญิงสาวตนหนึ่งท่าทางโกรธเคืองกว่าวิญญาณตนอื่นๆปรากฏตัวขึ้น!

 

          วิญญาณหญิงสาวตนนี้ใส่ชุดเหมือนกันกับวิญญาณของหญิงสาวก่อนหน้านี้ ร่างกายของเธอแผ่ไอเย็นออกมา ขณะที่เธอยืนอยู่ตรงมุมห้อง เหยี่ยซ่าวหยางหยิบกระเป๋าของเขาและส่งไปยังศิษย์พี่กัว

 

          "หาเชือกที่แข็งแรงมาและจุ่มมันไว้ในเลือดสุนัข" เหยี่ยซ่าวหยางออกคำสั่ง หลังจากนั้นเขาก็พลิกตัวและกระโดดเข้าไปในสุสาน ทันทีที่เข้าไปในสุสาน วิญญาณของหญิงสาวได้ตรวจจับได้ว่ามีมนุษย์บุกรุก เธอรีบกระโดดไปหาเขาอย่างรวดเร็ว หญิงผู้รับใช้คนนี้ถูกฝังไว้ที่นี่เพื่อปกป้องเจ้าของสุสานนี้ เหยี่ยซ่าวหยางไม่ต้องการที่จะปลุกผีดิบเด็กผู้ชายขึ้น ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการต่อสู้อย่างรวดเร็วและเงียบที่สุด เขาหยิบเหรียญกษาปณ์จีนเก่าแก่ออกมาและโยนมันไปในอากาศ..........

 

           "โอ้สวรรค์อันยิ่งใหญ่และโลกด้วยพลังของหยินหยาง จงทำลายปีศาจ !"

 

           เหรียญนี้ค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างเป็นกระจก 8 เหลี่ยม และพุ่งเข้าหาวิญญาณหญิงสาว เหรียญพุ่งตรงเข้าไปติดที่หน้าอกของเธอ เธอส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาและรีบถอยห่างออกไปจากเหยี่ยซ่าวหยาง

 

          "ทำไมเค้าถึงสวดบทสวดเดิม ?" เสี่ยวหม่าถามศิษย์พี่กัวจากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า "เขาสวดมนต์ตอนที่เขาใช้ดาบของเขาและเขาก็สวดมนต์บทเดิมอีกครั้งเมื่อโยนเหรียญ"

 

          "นี่เป็นบทสวดทั่วไปของนิกายหม่าวซาน แม้แต่ผมก็รู้เรื่องนี้"

 

          เสี่ยวหม่ามองไปที่ศิษย์พี่กัวและกล่าวว่า "แสดงความสามารถให้ดูหน่อยสิ ผมเห็นแค่คุณมองดูเฉยๆกับออกความคิดเห็นเท่านั้นเอง "

 

          เหยี่ยซ่าวหยางทำพิธีปราบหญิงวิญญาณอย่างรวดเร็วและเอาชุดเย็บปักถักร้อยวิญญาณในเสื้อผ้าของเธอออก หลังจากที่เขาทำสำเร็จแล้วเขาก็บอกกับศิษย์พี่กัวว่าจะใช้เชือกแช่เลือด เขาเริ่มต้นที่โลงศพเล็ก ๆ ทางด้านซ้าย เขาพันโลงศพด้วยเชือกเส้นนั้นจากบนลงล่างแล้วเลี้ยวซ้ายไปขวา

 

 

          ขณะที่เขาพันอยู่นั้นโลงศพก็เปิดออกเล็กน้อย มือเล็ก ๆ สีขาวซีดยื่นออกจากโลงอย่างรวดเร็วและพยายามเข้าถึงตัวของเหยี่ยซ่าวหยาง ซึ่งเขาพร้อมจะรับมือกับการกระทำแบบนี้อยู่แล้ว ด้วยการดึงสายพันรอบนิ้วกลางของมือเล็ก ๆนั้น เขาผูกปมพิเศษไว้และผลักมือกลับเข้าไปในโลงศพ ส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของคนอาศัยอยู่ในนิ้วกลางของตัวพวกเขาเอง เมื่อเชือกแช่เลือดผูกนิ้วกลางของใครก็ตาม ดวงวิญญาณของพวกเขาจะถูกพันธนาการไว้โดยไม่คำนึงว่าพวกเขาตายหรือมีชีวิตอยู่.......

 

 

          เนื่องจากดวงวิญญาณถูกสะกดไว้ พวกผีดิบพวกนี้จึงสูญเสียพลังไปครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามมันยังคงมีความแข็งแรงของผีดิบอยู่ ดังนั้นมันจึงผลักให้ฝาโลงเปิดออกและพยายามที่จะลุกออกไป !

 

          เหยี่ยซ่าวหยางยิ้มและเอาตราหยกออกมา จากนั้นเขาก็กดมันลงบนโลงศพ เครื่องหมายที่ทิ้งไว้ดูเหมือนสัตว์โบราณจีนในตำนาน !

 

          "นั่นคือตราปี๋เซียะ!?" กัวตะลึง ตราปี๋เซียะเป็นหนึ่งในสมบัตินิกายหม่าวซาน กัวเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว แต่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนถึงแม้ว่าตราปี๋เซียะจะมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและมีขนาดเล็ก ตราปี๋เซียะจะลดทอนกลิ่นอายความชั่วร้ายลง หลังจากที่เหยี่ยซ่าวหยางประทับตรารูปปี๋เซียะไว้บนโลงศพผีดิบเด็กชาย เพื่อยับยังผีดิบตนอื่นๆไม่ให้ออกมาอาละวาดอีก

 

          หลังจากที่เขาจัดการกับผีดิบแล้ว เหยี่ยซ๋าวยางยังคงไปทำพิธีมัดโลงศพโลงต่อไปด้วยเชือกแช่เลือดสุนัขเส้นนั้น แสงไฟสาดส่องไปยังโลงศพเล็กๆอีกโลงอย่างช้าๆ แต่เมื่อฝาโลงเปิดออกทุกคนก็ประหลาดใจเพราะว่าด้านในของโลงศพว่างเปล่า !

 

          ผีดิบมันหลุดออกไปแล้ว!

 

          ตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

          เสี่ยวหม่าตะโกนขึ้นทันที “มันอยู่หลังคุณ!”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางรีบหันไปรอบ ๆ และเห็นใบหน้าสีแดงเล็ก ๆ ที่เข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว เหยี่ยซ่าวหยางรีบขยับถอยหลังทันที

 

          ผีดิบที่ถูกพันธนาการวิญญาณไว้ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ มันจึงมีความอาฆาตแค้นและถ้ามันสัมผัสคนธรรมดาคนนั้นจะตายทันที ในขณะที่เหยี่ยซ่าวหยางเป็นนักบุญระดับสูง เขาไม่ถึงไม่เป็นไรหลังจากที่โดนการโจมตีของมันเพียงครั้งเดียว

 

          "อ่าหหหหห... ." วิญญาณร้ายส่งเสียงแปลก ๆ ออกมาและจู่โจมเหยี่ยซ่าวหยางอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามเหยี่ยซ่าวหยางได้เตรียมตราประทับและบทสวดไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อผีดิบตรงไปหาเขามือขวาของเขาก็พร้อมแล้ว เขาตีลงบนหน้าผากของผีดิบและมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดออกมา จากนั้นก็หายตัวไปในความมืดอีกครั้ง เหยี่ยซ่าวหยางรอให้มันโผล่ออกมาจากความมืดแต่ผีดิบไม่ได้โผล่ออกมาโจมตีเขาอีกครั้ง เหยี่ยซ่าวหยางพึมพำ "เจ้าตัวแสบ มันรู้ว่าผมมีพลัง มันจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปหาศิษย์พี่กัวแทน !"

 

          กัวเอาเทียนบัวสามสีออกและจุดไฟขึ้น จากนั้นเขาก็ใช้เชือกเปื้อนเลือดหย่อนลงไปในสุสาน

 

          เสี่ยวหม่างงงวยและถามว่า "ทำไมคุณไม่ใช้เทียนนี้ตั้งแต่แรก?"

 

          คำถามนี้เป็นคำถามที่น่ารำคาญสำหรับกัวและเขาตอบไม่อย่างไม่เต็มใจว่า "คุณรู้หรือไม่ว่าเทียนนี้ราคาแพงแค่ไหน? มันราคา 300 หยวน  คุณคิดว่าผมสามารถใช้มันเหมือนเทียนปกติ? "

 

          แสงสีส้มส่องสว่างไปทั่วสุสานและ เหยี่ยซ่าวหยางมองทุกซอกทุกมุมอย่างช้าๆ ในที่สุดเขาก็เห็นผีดิบเด็กชายอยู่ในมุมห้อง ผีดิบเด็กชายมีความสูงประมาณ 1 เมตรและมีร่างกายอวบอิ่ม มันไม่ได้ดูแตกต่างไปจากเด็กธรรมดาเลย แต่ก็มีผิวสีแดงเข้มที่มีความโปร่งใสเล็กน้อย จนเกือบจะเห็นเส้นเลือดและอวัยวะภายใน

 

          เหยี่ยซ่าวหยางรู้สึกสงสารกับเด็กน้อยคนนี้ เขารู้ว่าก่อนที่เด็กคนนี้ตายพวกเขาจะเจาะรูเล็ก ๆ ลงบนกะโหลกศีรษะของเขาและนำตะกั่วเทลงไปแล้วหลอมรวมกับเลือดของเขาเพื่อไหลเข้าสู่ทุกส่วนของร่างกาย ขั้นตอนนี้ป้องกันไม่ให้เขาเน่าเปื่อยและทำให้ผิวของเขากลายเป็นสีแดงสด เด็กผู้ชายคนนี้ต้องรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากเมื่อพวกเขาเทสารตะกั่วเข้าไปในร่างกายของเขาและกระจายไปทั่วทุกแห่ง ถึงแม้ว่าเหยี่ยซ่าวหยางไม่เคยมีประสบการณ์แบบนั้นมาก่อนก็ตาม แต่ในหนังสือเล่มหนึ่งในนิกายหม่าวซานเล่าว่า "ความเจ็บปวดที่เจ็บปวดไปถึงกระดูก ความเจ็บที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ! "

          เหยี่ยซ่าวถอนหายใจและมองไปที่เด็กชายตัวเล็ก ๆ "ผมจะปล่อยคุณออกจากความทุกข์นี้ "

 

          เด็กชายสูญเสียความสามารถในการสื่อสารกับมนุษย์เมื่อเขากลายเป็นผีดิบ  ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจสิ่งที่เหยี่ยซ่าวหยางได้กล่าวไว้ เขามีเพียงความเกลียดชังเพียงอย่างเดียวและถูกกระตุ้นให้เป็นเครื่องจักรสังหาร เขาอยากจะสร้างความเจ็บปวดเช่นเดียวกับที่เขาเคยรู้สึกให้กับคนอื่นๆได้รับรู้ !

 

          เหยี่ยซ่าวหยางรู้ดีว่าผีดิบเด็กน้อยนี้ไม่เข้าใจเขาดังนั้นวิธีเดียวที่จะเอาชนะมันได้ขั้นแรกคือการจับตัวมันไว้ เขามองไปที่ศิษย์พี่กัวและพูดว่า "เร็วเข้า ใช้กระดิ่งวิญญาณ!"

 

 

          ศิษย์พี่กัวใช้มือข้างหนึ่งควานหาระฆังในขณะที่เขาถือเทียนไว้ เขาหยิบกระดิ่งจิตวิญญาณและส่งไปยังเสี่ยวหม่า ศิษย์พี่กัวกล่าวว่า "นายยังหนุ่มยังแน่นสุขภาพแข็งแรง ดังนั้นนายเป็นคนสั่นกระดิ่ง อย่าหยุดสั่นแม้แต่ครู่เดียว "เสี่ยวหม่าเอากระดิ่งวิญญาณและเริ่มสั่นความสงสัยทำให้เขาเอ่ยถามว่า "ทำไมเราถึงต้องสั่นกระดิ่ง?"

 

          “เสียงกระดิ่งวิญญาณจะช่วยในการปราบพลังของวิญญาณร้าย มันสามารถปิดการสร้างภาพลวงตาของพวกมันได้ ซึ่งเสียงเหล่านี้จะลดกำลังของพวกมันลง แต่อย่าลืมอย่าหยุดกระดิ่งถึงแม้ว่าคุณจะเห็นบางสิ่งบางอย่าง !”

 

          เสี่ยวหม่าตอบว่า “ดีแล้ว เราคงจะไม่เป็นอะไร ผีดิบอยู่ข้างล่างนั้น ส่วนพวกเราอยู่บนนี้ ผมจะคิดว่ามันเป็นหนังสยองขวัญแล้วกันแล้วผมจะสนุกไปกับมัน”

 

          ศิษย์พี่กัวพูดอย่างประชดประชันว่า “ผมหวังว่าคุณจะรู้สึกสนุกไปจนตลอดรอดฝั่งนะ !”

 

          หลังจากเสี่ยวหม่าสั่นกระดิ่งวิญญาณ การเคลื่อนไหวของผีดิบเริ่มช้าลง และมันกัดฟันด้วยความเจ็บปวด เหยี่ยซ่าวหยางใช้โอกาสนี้ใช้กระดาษยันต์เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวเอาไว้ เขาหายใจออกด้วยความโล่งอกขณะที่เขาแทงนิ้วมือเข้าไปในหมึกชาม จากนั้นเขาก็ดึงเข็มหมุดวิญญาณออก ผีดิบเด็กชายเริ่มตัวสั่น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง มันรู้แค่ว่ามันเจ็บปวด แต่ก็ไม่รู้เจตนาของเหยี่ยซ่าวหยาง "ผมทำอย่างนี้เพื่อตัวคุณเอง" เหยี่ยซ่าวหยางเคาะหัวเด็กน้อยและบอกเขาว่า "ผมจะพยายามเอาชนะคุณตอนนี้และให้ความช่วยเหลือแก่คุณ"

 

          ขั้นตอนที่ทำให้เด็กน้อยเข้าสู่การเป็นผีดิบ ได้ทำลายจิตวิญญาณของเขาออกเป็นส่วนๆที่กระจัดกระจายไปทั่วร่างของเขา เหยี่ยซ่าวหยางต้องรวบรวมชิ้นส่วนที่กระจัดกระจาย ดังนั้นเขาจึงเอามือวางไว้บนรูเล็ก ๆ บนศีรษะของเด็กผู้ชายและเริ่มร้องบทสวดมนต์เพื่อรวบรวมเศษวิญญาณ มือของเหยี่ยซ๋าวยางได้ปล่อยแสงสีทองเข้าสู่รูเล็ก ๆ

 

          เสี่ยวหม่าได้เห็นว่าไม่มีอะไรที่จะสนุกไปกว่านี้แล้ว ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเบื่อและหยุดสั่นกระดิ่ง

 

          "สั่นกระดิ่งอย่าหยุดสั่นมัน! " ศิษย์พี่กัวกล่าวเตือนเขาอยู่เรื่อยๆ

 

          คำสั่งนี้ทำให้เสี่ยวหม่ารำคาญและเขาถามว่า "ทำไมผมถึงต้องสั่นระฆังวิญญาณต่อด้วย?"

 

          "เสียงกระดิ่งจะช่วยให้วิญญาณที่เต็มไปด้วยความโกรธสงบลงได้ จากนั้นจะช่วยให้ตัวมันเองสามารถยกระดับจิตวิญญาณขึ้นไปได้ ถ้ามีความเกลียดชังมากเกินไปจะเป็นเรื่องยากที่จะยกระดับจิตวิญญาณได้ ดังนั้นอย่าหยุดสั่นกระดิ่งวิญญาณ! "

 

          เสี่ยวหม่าเพิ่งจะหยิบกระดิ่งจิตวิญญาณขึ้นมา ทันใดนั้นภาพของคนที่ลอยขึ้นมาจากสุสานและมาถึงเขา มันเป็นเด็กผู้ชายตัวน้อยที่มีใบหน้าแปลกและน่าขยะแขยง เมื่อเขาเปิดปากของเขาน้ำสีเขียวและสีแดงก็ค่อยๆไหลออกมา เด็กชายตัวเล็ก ๆ ใช้มือเช็ดปาก จากนั้นเขาก็เข้าไปถึงตัวของ เสี่ยวหม่าและคว้าตัวเขาไว้ด้วยมือเหนียวๆ

 

          ใบหน้าของเสี่ยวหม่าเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือกไปอย่างรวดเร็ว.............

 

          ติดตามตอนต่อไป.........

จบบทที่ SH – 22 ตราปี๋เซียะ !

คัดลอกลิงก์แล้ว