- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 89 : ศึก ณ ช่องเขาไร้นาม (3)
ตอนที่ 89 : ศึก ณ ช่องเขาไร้นาม (3)
ตอนที่ 89 : ศึก ณ ช่องเขาไร้นาม (3)
ตอนที่ 89 : ศึก ณ ช่องเขาไร้นาม (3)
ระยะห่างเพียง 500 เมตรถูกย่นลงในพริบตาเมื่อเหล่าทหารม้าเร่งความเร็ว
คาร่าและเหล่าอัศวินเกราะหนักระดับสองที่อยู่ในแนวหน้าได้เข้าประจัญหน้ากับทหารราบเกราะหนักของกองทัพเหลิ่งเหยียนที่ตั้งรับอยู่ ณ ช่องเขาด้วยพลังอันเหลือล้น
ไม่ไกลกันนัก ผู้บัญชาการที่เต็มไปด้วยหนวดเคราและหัวหน้าหน่วยทหารราบเกราะหนักที่อยู่ข้างๆ ต่างก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันรุนแรง และสีหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อและความตื่นกลัว
เมื่อไม่มีการสนับสนุนจากพลธนู ทหารราบเกราะหนักเหล่านี้ที่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับหนึ่งก็ไม่สามารถต้านการบุกของเหล่าทหารมาได้เลย
“เป็นไปได้ยังไงกัน? หน่วยซุ่มโจมตีในป่า… ถูกฆ่าตายหมดแล้วเหรอ?”
สีหน้าอันตื่นตระหนกของผู้บัญชาการเต็มไปด้วยความสนใจ
“รองหัวหน้ามีอาชีพเป็นนักพเนจรที่เชี่ยวชาญการรบในป่า และด้วยการสนับสนุนจากทักษะพรางตัวระดับสี่ แม้จะเป็นยอดฝีมือระดับสามก็คงจะไม่สามารถสังหารเขาได้อย่างเงียบๆ เช่นนี้!”
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกับดักที่เขาได้วางเอาไว้ถึงถูกคลี่คลายโดยอีกฝ่ายอย่างง่ายดายเช่นนี้
“หรือว่ามันจะมียอดฝีมือระดับสี่มาด้วย? ไม่! เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! มันมียอดฝีมือระดับสี่เพียงหยิบมือบนสมรภูมิทั้งหมด และพวกเขาต่างก็เป็นบุคคลสำคัญที่มีตำแหน่งสำคัญ พวกเขาจะมาปรากฏตัวในสถานที่เช่นนี้ได้ยังไงกัน?!”
ในขณะที่ผู้บัญชาการทหารกำลังสบสันอยู่นั้น…
ปัง ปัง ปัง!
เหล่าทหารม้าเกราะหนักที่มีคาร่าเป็นผู้นำก็ได้เข้าปะทะกับแนวหน้าของกองทหารราบแล้ว
ในพริบตา เกราะก็แตกออกจากกัน เลือดสาดกระเซ็นออกมา และมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นเรื่อยๆ
แนวป้องกันที่เข้มแข็งของกองทัพเหลิ่งเหยียนเปราะบางราวกับกระดาษและไม่สามารถหยุดยั้งการบุกของพลทหารม้าได้เลย
ปัง ปัง ปัง!
ภายใต้แรงปะทะอันรุนแรง เหล่าพลทหารราบเกราะหนักหลายคนที่สวมชุดเกราะหนักหลายสิบกิโลกรัมก็ถูกกระแทกจนล้มลงไปพร้อมกับโล่ใหญ่ที่พวกเขาถือไว้ในมือ
พวกเขาพุ่งชนหน้าผาแคบๆ อย่างแรงจนกลายเป็นก้อนเนื้อราวกับกระป๋องที่ถูกทุบ
เพียงชั่วพริบตา หน่วยทหารราบเกราะหนักทั้งสองหน่วยที่อยู่ในแนวหน้าก็แตกพ่ายไปอย่างสมบูรณ์โดยเหล่าทหารม้าและล้มลงกับพื้นอย่างไม่เป็นระเบียบ
ไม่นานหลังจากนั้น หน่วยทหารราบเกราะหนักที่สามของกองทัพเหลิ่งเหยียนก็ถูกโจมตีเข้าใส่ ทำให้มีเสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วช่องเขา
จากนั้นก็ตามมาด้วยหน่วยทหารราบเกราะหนักที่สี่ ที่ห้า ที่หก… มันไม่มีหน่วยไหนเลยที่สามารถหลบรอดไปจากการบุกโจมตีอันดุดันของพลทหารม้าได้
ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ อัศวินหลวงระดับสามอย่างคาร่าก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของผู้บัญชาการทหารพร้อมกับหอกที่เปื้อนไปด้วยเลือด
ในที่สุดอีกฝ่ายก็ได้สติกลับมา เขาผลักองครักษ์ที่อยู่ข้างๆ ออกไป ชักดาบยาวออกมาจากเอว และคำรามออกมา “จงฟังให้ดี ข้าคือแม่ทัพระดับสามแห่งกองทัพเหลิ่งเหยียน…”
แต่ในอึดใจต่อมา เสียงของเขาก็ขาดห้วงไปในทันใด
หอกของคาร่าได้ทะลวงเกราะหน้าอกของเขาไปแล้ว และเลือดก็สาดกระเซ็นออกมา
“ขอโทษที ข้าไม่สนใจชื่อของแม่ทัพที่แพ้ศึกหรอกนะ” คาร่ามองไปยังศพที่ทรุดตัวลงตรงหน้าและแค่นเสียงออกมา
หลังจากที่เธอตีทัพเหลิ่งเหยียนจนแตกพ่ายแล้ว เธอก็ไม่ลังเลอีก คาร่าดึงบังเหียนม้าและชูหอกขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเธอก็สั่งการให้ทหารม้าตีวงเลี้ยวกลับไปยังทิศทางที่พวกเขาจากมา
ในเวลาเดียวกัน ณ บริเวณที่ห่างจากช่องเขาไร้นามไป 1,000 เมตร ทางปีกขวาของกองทัพเซิ่งเย่
ในขณะที่เล่ยเซียวกำลังเฝ้าดูการบุกของทหารม้าด้วยความตื่นเต้น หู่จาง หนานซิง และหนานเยว่ก็ได้กลับมาแล้วอย่างเงียบๆ
“นายท่าน หน่วยซุ่มโจมตีในป่าถูกจัดการแล้วขอรับ”
หู่จางเช็ดเลือดที่ติดอยู่บนชุดเกราะในขณะที่กระซิบกับเล่ยเซียว “ศัตรูพวกนั้นต่างก็มีลูกศรเวทมนตร์ ด้วยลูกศรพิเศษที่หาได้ยากเหล่านี้ กำลังรบของพวกมันคงจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเลย”
“โชคดีที่นายท่านจัดการกับพวกมันได้ทันเวลา มิฉะนั้นทหารม้าของอาณาจักรเซิ่งเย่ก็คงจะตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ”
“ลูกศรเวทมนตร์งั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ แววตาของเล่ยเซียวก็เปล่งประกายขึ้นมา
เขาลดเสียงลงและถาม
“วางใจได้เลยขอรับนายท่าน พวกเราสามคนได้ซ่อนลูกศรทั้งหมดเอาไว้อย่างดีแล้ว เมื่อพวกเรากลับมาก็ค่อยมาเก็บพวกมันก็ได้”
เสียงของหู่จางดังขึ้นในหูของเล่ยเซียวอีกครั้ง
“ดีมาก ขอบใจเจ้ามาก” เล่ยเซียวพยักหน้าเล็กน้อยและหันกลับไปมองสมรภูมิที่ช่องเขาต่อ
ในเวลานี้ หลังจากการจู่โจมอีกหลายรอบของทหารม้า เหล่าทหารราบเกราะหนักของอาณาจักรเหลิ่งเหยียนที่ตั้งรับอยู่ ณ ช่องเขาก็ถูกจัดการไปจนหมดแล้ว
ทหารม้า 500 คน VS ทหารราบ 800 คน
ผลลัพธ์ก็ย่อมชัดเจนอยู่แล้ว
แม้ว่าเหล่าทหารราบเกราะหนักจะแข็งแกร่งพอที่จะเทียบชั้นกับทหารม้าทั่วไปได้ แต่พวกมันก็ยังเปราะบางมากเมื่อเทียบกับทหารม้าเกราะหนักระดับสองเหล่านี้
แน่นอนว่ามันก็ยังมีม้าศึกหลายตัวที่ล้มตายลงไปเช่นกัน
นี่แสดงให้เห็นว่าหน่วยทหารม้าของอาณาจักรเซิ่งเย่ก็เสียหายไปไม่น้อยเช่นกัน
“ความคล่องตัวที่สูงและพลังปะทะอันรุนแรง… บนสมรภูมิ บทบาทของทหารม้านั้นก็ไม่มีอะไรมาทดแทนได้จริงๆ”
เมื่อเห็นเช่นนี้ ใบหน้าของเล่ยเซียวก็เผยความตื่นเต้นออกมาอีกครั้ง
เขาพึมพำกับตัวเอง “ทหารม้าแค่ 500 คนยังสามารถสร้างความได้เปรียบได้ขนาดนี้ ดูเหมือนว่าการผลิตทหารม้าภายในดินแดนของเขาจะต้องถูกวางเอาไว้เป็นวาระเร่งด่วนแล้ว”
หลังจากนั้นไม่นาน กองพันผสมที่เล่ยเซียวสังกัดอยู่นั้นก็สามารถเดินทางผ่านช่องเขาไปได้สำเร็จและเดินทัพกันต่อ
ในเวลาเดียวกัน เล่ยเซียวเองก็สังเกตเห็นว่าหลังจากจบศึกเมื่อครู่ กองทัพเซิ่งเย่ก็น่าจะสูญเสียทหารม้าเกราะเบาไปประมาณหนึ่งหน่วย
ส่วนทหารม้าเกราะหนักระดับสอง ยกเว้นแค่ม้าศึกเพียงไม่เท่าไรที่ถูกสังหารหรือได้รับบาดเจ็บแล้ว เหล่าอัศวินเกราะหนักก็ยังปลอดภัยดี และเห็นได้ชัดว่าประสิทธิภาพในการต่อสู้ของพวกเขาก็ไม่ได้ลดลงไปเท่าไร
ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างการเดินทัพนี้ พวกเขาก็สูญเสียไพร่พลไปหนึ่งหน่วยแล้ว
และในระหว่างเดินทัพ กองพันชั่วคราวของเล่ยเซียวก็เคลื่อนตัวจากด้านหลังของกองทัพกลางไปยังปีกซ้ายของกองทัพกลาง โดยอยู่ติดกับหน่วยนักเวทที่มีเยี่ยซือเป็นผู้นำ
“คาร่า เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกๆ เหรอ?”
หลังจากผ่านช่องเขาไปได้แล้ว ใบหน้าของเยี่ยซือก็ไม่ได้แสดงความดีใจออกมาเลย กลับกัน เขาหันไปมองคาร่าที่อยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าสับสนแทน
ในเวลาเดียวกัน เพราะเล่ยเซียวอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร เขาจึงได้ยินบทสนทนาของทั้งสองอย่างชัดเจน
“แปลกเหรอ? แปลกยังไง?”
คาร่าที่เพิ่งได้รับชัยชนะอันงดงามมาได้กอดหมวกเกราะไว้ในอ้อมแขนของเธออีกครั้ง ใบหน้าอันงดงามของเธอยังคงมีรอยแดงระเรื่อที่ยังไม่จางหายไป และเห็นได้ชัดว่าเธอยังไม่ฟื้นตัวจากการต่อสู้อันดุเดือดเมื่อครู่นี้
“ไม่ว่าจะเป็นศึกในเมืองหยาเซียงหรือศึกเมื่อครู่ มันก็ดูราบรื่นเกินไป มันราวกับว่ามีขุมกำลังที่ลึกลับและทรงพลังกำลังช่วยเหลือพวกเราอยู่”
เยี่ยซือดูสับสนและพูดออกมาอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เล่ยเซียวก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไง และเขาก็อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้
“เจ้าไม่คิดบ้างเหรอว่าขุมกำลังที่ลึกลับและทรงพลังนั้นอยู่ข้างๆ เจ้าแล้ว?”