- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 81 : เหนือสมรภูมิ
ตอนที่ 81 : เหนือสมรภูมิ
ตอนที่ 81 : เหนือสมรภูมิ
ตอนที่ 81 : เหนือสมรภูมิ
ภายใต้คำสั่งของเล่ยเซียว เหล่าผู้ติดตามก็ไม่ลังเลอีก พวกเขาเริ่มเคลื่อนไหวในทันที และกลายเป็นภาพติดตาที่หายไปจากดินแดน
แสงจันทร์สลัว เงาของต้นไม้พลิ้วไหว และป่าเงาปีศาจในยามค่ำคืนก็เงียบสงบมาก
อย่างไรก็ตาม ร่างของเล่ยเซียวและเหล่าผู้ติดตามที่ตัดผ่านระหว่างต้นไม้สูงตระหง่านก็ทำลายความเงียบในความมืด
คณะเดินทางของพวกเขามีหู่จางเป็นผู้นำ ส่วนทางด้านซ้ายและขวาที่อยู่ถัดจากหู่จางมาเล็กน้อยก็คือหนานซิงและหนานเยว่ที่แต่งกายอยู่ในชุดสีดำ
ส่วนตรงกลางก็คือเฉาเหยียน
ขอบตาแพนด้าของเธอได้หายไปแล้ว และเธอก็ไม่ได้สวมกระโปรงจีบอันเป็นเอกลักษณ์ของเธออีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นชุดคลุมเวทมนตร์สีเข้มแทน ซึ่งหากเธอสวมหมวกพ่อมดทรงแหลม เธอก็คงจะดูเหมือนแม่มดเลย
ส่วนเย่ชางซึ่งสวมชุดนักบวชสีดำสนิทก็อยู่ในแนวหลัง ร่างกายอันแข็งแกร่งและปีกเวทมนตร์ทำให้เขาดูราวกับนักสู้ในชุดเกราะหนักเลย และด้วยการมีเขาอยู่ในแนวหลังก็ทำให้คณะเดินทางไม่มีจุดบอดเลย
สำหรับเล่ยเซียว ในฐานะลอร์ด เขาก็ย่อมต้องอยู่ตรงกลางโดยมีทุกคนคอยคุ้มกัน
หลังจากเร่งความเร็วมาได้ประมาณ 30 นาที เล่ยเซียวและพรรคพวกก็ได้ตัดผ่านป่าเงาปีศาจอันกว้างใหญ่จากทางทิศใต้
“นายท่าน มันมีพื้นที่ผสมระหว่างเนินเขาและภูเขาอยู่ด้านหน้า อีกประมาณ 15 นาที พวกเราก็น่าจะไปถึงชายแดนของสมรภูมิแล้ว”
ในขณะที่ดวงตาของเล่ยเซียวเริ่มชัดเจนขึ้น น้ำเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความเคารพของหู่จางก็ดังขึ้น
“@$!%&...”
เพราะการเดินทางด้วยความเร็วสูง ดังนั้นในทันทีที่เล่ยเซียวอ้าปากออกมา ท้องของเขาก็เต็มไปด้วยลม ทำให้เขาพูดไม่รู้เรื่องเลย
จนถึงตอนนี้ ระยะทางในการเดินทางครั้งนี้ก็ถือว่าไกลกว่าครั้งก่อนๆ มาก
เลยเซียวไม่สงสัยเลยว่าถ้าเขายังไม่เลื่อนระดับเป็นระดับสอง เขาก็อาจจะเป็นลมล้มพับไปในอ้อมแขนของหู่จางแล้ว
หลังจากนั้น ทั้งหกก็เดินทางต่อไปอีกประมาณ 10 นาที และมาหยุดอยู่บนยอดเขาที่สูงเกือบ 100 เมตร
“นายท่าน เบื้องหน้าของพวกเราคือสมรภูมิชายแดนระหว่างอาณาจักรเหลิ่งเหยียนและอาณาจักรเซิ่งเย่”
หลังจากเล่ยเซียวตั้งหลักได้แล้ว หู่จางก็รายงานเขาทันที
ในเวลาเดียวกัน หนานซิง หนานเยว่ เย่ชาง และเฉาเหยียนก็เดินเข้ามายืนอยู่ข้างๆ เล่ยเซียวด้วย
“เข้าใจแล้ว”
เล่ยเซียวพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หรี่ตาลงและเริ่มมองลงไปจากภูเขา
สิ่งที่สะดุดสายตาของเล่ยเซียวก็คือชัยภูมิที่เวิ้งว้าง
มันมีควันลอยขึ้นมา ธงที่หัก เกราะที่แตก และศพจำนวนนับไม่ถ้วนบนพื้นดิน ราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้เพิ่งผ่านวันสิ้นโลกมาเลย
ก่อนที่เล่ยเซียวจะทันได้ตอบสนอง กลิ่นเลือดฉุนก็คลุ้งขึ้นมาแตะจมูกของเขา ทำให้ท้องไส้ของเขาปั่นป่วนอย่างควบคุมไม่ได้
เวลานี้เป็นเวลารุ่งสางและความมืดบนท้องฟ้าก็ยังหายไปไม่หมด
ดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาส่องแสงสีแดงราวกับเลือด ทำให้แสงยามเช้ารอบ ๆ กลายเป็นสีแดงสด
สีแดงสดที่สะท้อนบนท้องฟ้าและสีแดงสดที่ไหลลงสู่พื้นดินนั้นเข้ากันได้อย่างลงตัว ทำให้ภาพฉากนี้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
เมื่อมองไปยังสมรภูมินองเลือดที่อยู่เบื้องล่าง แม้ว่าเล่ยเซียวจะเคยสัมผัสประสบการณ์การนองเลือดของกองทัพออร์คมาก่อน แต่เขาก็ยังอดรู้สึกหนาวสันหลังและหลั่งเหงื่อเย็นออกมาไม่ได้
ภาพศพและอวัยวะที่กระจัดกระจายนั้นติดตาเป็นอย่างมาก และน่ากลัวมากกว่าที่เห็นในภาพยนตร์เหลือคณานับ
“นี่คือสงครามขนาดใหญ่ที่แท้จริงงั้นเหรอ?”
เล่ยเซียวเช็ดเหงื่อเย็นออกจากหน้าผากและพึมพำกับตัวเอง
ถ้ามันไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง มันก็คงจะยากที่จะบรรยายถึงภาพที่อยู่ตรงหน้าได้
“นายท่าน อย่างที่ท่านได้เห็น มันมีการทำสงครามขึ้นที่นี่เมื่อวานนี้”
หู่จางเหวี่ยงพลังงานดาบออกไป และฟันเข้าใส่อีแร้งที่อยู่กลางอากาศจนขาดเป็นสองท่อน จากนั้นก็กล่าวด้วยความเคารพ “เนื่องจากสงครามยังไม่จบ สมรภูมินี้จึงยังไม่ถูกเก็บกวาด”
“มันช่างเป็นภาพที่จะติดตาไปชั่วชีวิตจริงๆ”
เล่ยเซียวดึงสติของตัวเองกลับมา และในขณะที่กำลังฟังเสียงตะโกนและเสียงกรีดร้องจากการต่อสู้ที่ดังมาจากระยะไกลนั้น เขาก็หันหน้ามาถาม “ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายได้เปรียบในตอนนี้”
“กองทัพของอาณาจักรเหลิ่งเหยียนกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบขอรับ”
หู่จางเก็บดาบยักษ์กลับไปและตอบ “เมื่อคืน ในการต่อสู้บริเวณตีนเขา กองทหารอัศวินชั้นยอดของกองทัพเหลิ่งเหยียนที่สวมชุดเกราะต่อต้านเวทมนตร์ได้บุกเข้ามาตีขนาบข้างกองทัพเซิ่งเย่อย่างกะทันหันในตอนที่กองทัพเซิ่งเย่ไม่ทันได้ระวังตัว”
“กองทัพอัศวินกลุ่มนั้นลงมือได้อย่างดุดันยิ่งนัก หลังจากการโจมตีอย่างดุเดือดหลายรอบ พวกเขาก็สามารถกำจัดกองกำลังนักเวทไปได้สองกองพันและกองกำลังนักบวชที่อยู่ในแนวหลังของกองทัพเซิ่งเย่อีกหนึ่งกองพัน ทำให้กองทัพเซิ่งเย่ระส่ำระสายมาก และตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ขอรับ”
“น่าสนใจ ยุทธวิธีโจมตีแบบขนาบข้างงั้นเหรอ?”
เล่ยเซียวพยักหน้าอย่างใช้ความคิดและถามต่อ “แล้วสถานการณ์ของสงครามในตอนนี้ล่ะ?”
“นายท่าน หลังจากที่กองกำลังหลักของกองทัพเซิ่งเย่แตกพ่ายไป กองทัพเหลิ่งเหยียนก็ได้ไล่ตามอีกฝ่ายต่อไปและสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับกองทัพเซิ่งเย่ จากนั้นกองทัพเหลิ่งเหยียนก็ได้แบ่งกำลังออกเป็นหลายส่วนและใช้โอกาสนี้เพื่อควบคุมฐานที่มั่นและหมู่บ้านต่างๆ ของอาณาจักรเซิ่งเย่ ทำให้อาณาจักรเหลิ่งเหยียนถือว่าเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในศึกนี้โดยสมบูรณ์แล้วขอรับ”
“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองกำลังหลักของกองทัพเซิ่งเย่ยังไม่แตกพ่ายไปโดยสมบูรณ์ ดังนั้นกองกำลังของพวกเขาจึงเริ่มรวบรวมไพร่พลที่เหลือและเตรียมจะโจมตีโต้กลับเพื่อทวงคืนดินแดนที่สูญเสียไปกลับคืนมาขอรับ”
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง สถานการณ์ในตอนนี้ก็ถือว่าวุ่นวายมากเลยใช่ไหม?”
เล่ยเซียวเริ่มครุ่นคิด
หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และถาม “แล้วความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายล่ะเป็นยังไงบ้าง?”
“นายท่าน จำนวนไพร่พลของทั้งสองฝ่ายน่าจะพอๆ กัน ส่วนผู้บัญชาการกองทัพของทั้งสองฝ่ายก็เป็นยอดฝีมือระดับสี่ขั้นสุดยอดและมียอดฝีมือระดับสี่อีกสองคนอยู่ทั้งสองฝั่งเลยขอรับ ส่วนจำนวนยอดฝีมือระดับสามนั้น มันก็มีประมาณฝั่งละสามสิบคน และส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้ากองพันขึ้นไปทั้งนั้น”
“สำหรับจำนวนยอดฝีมือระดับสองและไพร่พลทหารทั่วไปนั้น มันก็มีอยู่มากกว่า 20,000 คน และเมื่อรวมกับจำนวนกองพลสำรองในแนวหลังแล้ว มันก็น่าจะมีไพร่พลมากกว่า 30,000 คนขอรับ”
“ในการต่อสู้กันเมื่อคืนนี้ แม้ว่ากองทัพเซิ่งเย่จะสูญเสียยอดฝีมือระดับสามไปหลายคนและไพร่พลทั่วไปอีกนับพัน แต่ก็อย่างที่ข้าพูดไป พวกเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมายขนาดนั้น”
“นี่เป็นสถานการณ์ของทั้งสองฝ่ายขอรับ”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เล่ยเซียวพยักหน้าอย่างใช้ความคิด จากนั้นก็คลายคิ้วที่ขมวดอยู่และถามผู้ติดตามของเขา “พวกเราพอจะรู้สถานการณ์และจำนวนไพร่พลของทั้งสองฝ่ายแล้ว พวกเจ้ามีความเห็นยังไงกันบ้าง?”
หลังจากได้ยินคำถามของเล่ยเซียว ทุกคนก็เริ่มครุ่นคิดทันที