- หน้าแรก
- เหล่าผู้สิ้นหวังเอ๋ย จงรับเมล็ดพันธุ์วิญญาณของผมไป
- บทที่ 1 คดีฆาตกรรมผิดมนุษย์
บทที่ 1 คดีฆาตกรรมผิดมนุษย์
บทที่ 1 คดีฆาตกรรมผิดมนุษย์
บทที่ 1 คดีฆาตกรรมผิดมนุษย์
โลกคู่ขนาน
เมืองเฉินซี เขตที่ 5
แถบกั้นเขตห้ามเข้าสีเหลืองถูกขึงล้อมรอบบ้านเดี่ยวชั้นเดียวเอาไว้อย่างแน่นหนา แสงไฟไซเรนสีแดงสลับน้ำเงินจากรถตำรวจสาดส่องตัดความมืดสลัวในช่วงเช้าตรู่
เหลยเจิ้น หัวหน้าแผนกสืบสวนคดีอาชญากรรมแห่งสำนักงานความมั่นคงเขต 5 ก้าวข้ามแถบกั้น กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงปะทะเข้าจมูกของเขาทันที
สภาพที่เกิดเหตุไม่ต่างอะไรกับโรงฆ่าสัตว์
เหยื่อชายวัยกลางคนนั่งคอพับคออ่อนอยู่บนโซฟาในองศาที่ผิดธรรมชาติ เส้นเลือดใหญ่ที่คอถูกปาดจนขาดสะบั้น เลือดแรงดันสูงพุ่งกระฉูดวาดเป็นรูปพัดสีแดงฉานบนผนังหลังทีวี แม้แต่โคมไฟเพดานก็ยังเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดที่กำลังหยดติ๋งๆ ลงมา
เหยื่อหญิงวัยกลางคนนอนฟุบอยู่หน้าประตูห้องครัว หน้าท้องถูกของมีคมกรีดเปิดออก บาดแผลเหวอะหวะเผยให้เห็นเครื่องในและลำไส้ไหลทะลักปนเปกับเศษอาหารที่ยังย่อยไม่หมด กองรวมกันอยู่บนพื้น ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งท้าทายขีดจำกัดความอดทนของมนุษย์
ในห้องนอน เหยื่อหญิงสาวอายุน้อยนอนหงายอยู่ข้างเตียง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกแทงลึกจนเห็นกระดูก โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและช่องท้อง มีมีดทื่อๆ เล่มหนึ่งปักคาอยู่ที่กระดูกหน้าอกอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงด้ามมีดที่โผล่ออกมา
"หัวหน้าครับ"
หลิวเว่ย หัวหน้าทีมสืบสวนอาชญากรรมที่ 1 รีบเดินเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือดพร้อมยื่นรายงานให้
"ยืนยันตัวตนผู้เสียชีวิตทั้งสามรายแล้วครับ ชายวัยกลางคนคือพ่อของจ้าวเฉียง อายุห้าสิบสองปี หญิงวัยกลางคนคือหลี่ซิ่วเหลียน อายุสี่สิบเก้าปี และหญิงสาวอายุน้อยคือจ้าวเสี่ยวหยา อายุยี่สิบห้าปี"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสริม "ผลการตรวจสอบเปรียบเทียบจากระบบทะเบียนราษฎร์ออกมาแล้ว ผู้ตายทั้งสามคนคือพ่อ แม่ และพี่สาวของจ้าวเฉียงครับ"
เหลยเจิ้นรับรายงานมาดู กวาดสายตาอ่านรายชื่อแล้วขมวดคิ้วมุ่น
จ้าวเฉียง
เขาจำชื่อนี้ได้
ไอ้เดรัจฉานนั่นตอนนี้กำลังนอนอยู่ในเรือนจำ
ครึ่งเดือนก่อน จ้าวเฉียงถูกจับกุมในข้อหาข่มขืนและเป็นเหตุให้นักศึกษาหญิงวัยยี่สิบปีเสียชีวิต
ตอนนี้ทนายจำเลยของมันกำลังทำงานอย่างหนัก โดยพยายามจะเปลี่ยนข้อหาให้เป็น 'ฆ่าคนตายโดยประมาท'
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อไม่กี่วันก่อน พ่อของจ้าวเฉียง, หลี่ซิ่วเหลียน และจ้าวเสี่ยวหยา จึงได้มาบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าสื่อมวลชน ยืนกรานเสียงแข็งว่าเด็กสาวผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น "สมยอม"
หลิวเว่ยยื่นรายงานอีกฉบับให้แล้วพูดต่อ
"อาวุธสังหารคือมีดที่ปักอยู่กลางอกของจ้าวเสี่ยวหยาครับ เราเก็บลายนิ้วมือได้จากด้ามมีด ผลการตรวจสอบเปรียบเทียบจากฐานข้อมูลลายนิ้วมือออกมาแล้วเช่นกัน"
"ใคร?" เหลยเจิ้นถามพลางพลิกดูรายงาน
"เฉินกั๋วหัวครับ"
เหลยเจิ้นชะงักกึก "นายว่าใครนะ?"
"เฉินกั๋วหัว... พ่อของนักศึกษาหญิงผู้เคราะห์ร้าย เฉินเสี่ยวอวี่ครับ"
รายงานถูกเปิดไปที่หน้าผลการเปรียบเทียบลายนิ้วมือพอดี
เหลยเจิ้นจ้องมองข้อสรุปในรายงาน"ลายนิ้วมือตรงกัน: เฉินกั๋วหัว"แล้วนิ่งเงียบไปนาน
นี่มันเรื่องเหลวไหลชัดๆ
เหลยเจิ้นนึกย้อนไปถึงสภาพของเฉินกั๋วหัวตอนที่มาให้ปากคำที่สำนักงานความมั่นคงเมื่อครึ่งเดือนก่อน
ชายวัยห้าสิบปีที่ถูกความเจ็บป่วยรุมเร้าจนดูเหมือนคนแก่อายุเจ็ดสิบ
ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตทั้งสองข้างล้มเหลว ต้องยื้อชีวิตด้วยการฟอกไตสัปดาห์ละสามครั้ง
ตอนนั้นเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ แม้แต่หลังก็ยังเหยียดตรงไม่ได้ ผิวหนังกลายเป็นสีเทาอมฟ้าดูป่วยไข้
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาและอ่อนแรง ทุกคำที่พูดออกมาต้องหอบหายใจอยู่นาน ราวกับว่าลมหายใจจะขาดห้วงไปได้ทุกวินาที
แต่สภาพที่เกิดเหตุตรงหน้าเหลยเจิ้นตอนนี้
แผลถูกแทงที่หน้าอกของจ้าวเสี่ยวหยานั้นลึกมาก จนทะลุเข้าไปในช่องอก
การจะสร้างบาดแผลทะลุทะลวงขนาดนี้ได้ต้องใช้แรงระเบิดและความแม่นยำมหาศาล ซึ่งคนป่วยร่างกายอ่อนแอไม่มีทางทำได้แน่
แล้วดูพ่อของจ้าวเฉียงที่นอนตายอยู่ในห้องนั่งเล่นนั่นสิ
พ่อของจ้าวเฉียงเคยเป็นคนขายเนื้อมาก่อน สูง 180 เซนติเมตร หนักร่วม 200 จิน (100 กิโลกรัม) ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม
ต่อให้ถูกลอบโจมตี สัญชาตญาณการต่อสู้ของเขาก็น่าจะมากพอที่จะล้มคนป่วยอ่อนแอได้สบายๆ
แต่ในที่เกิดเหตุกลับไม่มีร่องรอยการขัดขืนที่มีประสิทธิภาพเลย
ปาดคอเพียงครั้งเดียวจบ
รอยแผลเรียบเนียน ลึกจนเห็นกระดูก ถึงขนาดทิ้งรอยมีดไว้บนกระดูกสันหลังส่วนคอ
สิ่งนี้ต้องอาศัยความเร็วของมือที่สูงลิ่วและกำลังข้อมือที่น่าตื่นตะลึง
เฉินกั๋วหัวที่แค่เดินไม่กี่ก้าวยังต้องให้คนช่วยพยุงเนี่ยนะ?
เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
เว้นเสียแต่ว่าเฉินกั๋วหัวจะแกล้งทำมาตลอด แม้กระทั่งประวัติการรักษาและประวัติการฟอกไตก็เป็นส่วนหนึ่งของการตบตาอันแนบเนียน
แต่การปลอมแปลงประวัติการรักษาทางการแพทย์นับปีและบันทึกการฟอกไตรายสัปดาห์ให้ไร้ที่ตินั้นมีค่าใช้จ่ายสูงลิบและยากลำบากแสนเข็ญ เพื่อจุดประสงค์อะไรกัน?
เพียงเพื่อมาฆ่าคนสามคนในวันนี้งั้นเหรอ?
หรืออาจมีใครบางคนเอาลายนิ้วมือของเฉินกั๋วหัวมาประทับไว้บนด้ามมีดโดยเจตนา
อาจมีใครบางคนต้องการใส่ร้ายเฉินกั๋วหัว?
หรือบางที... เฉินกั๋วหัวอาจจะไม่ได้ลงมือเพียงลำพัง?
แต่ไม่ว่าจะสันนิษฐานอย่างไร พวกเขาก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงตรงหน้าได้
ลายนิ้วมือของเฉินกั๋วหัวปรากฏอยู่บนด้ามมีด
"ขอหมายค้นและหมายจับ ควบคุมตัวเขามาก่อน นำตัวกลับมาสอบปากคำ"
เหลยเจิ้นปิดแฟ้มรายงานและตัดสินใจทันที
......................................................................................................................................................
ภายในบ้านเก่าซอมซ่อที่มืดมิดและคับแคบ อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นยารักษาโรค
มือที่ผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเอื้อมไปที่โต๊ะข้างเตียง สั่นเทาขณะคว้ายาหลากสีสันขึ้นมาเต็มกำมือ
ชายผู้ป่วยหนักแหงนหน้าขึ้นกลืนยาขมๆ ลงคอไปรวดเดียว
หัวใจในอกของเขาเต้นอย่างอ่อนแรง เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า ราวกับพร้อมจะหยุดทำงานไปดื้อๆ ได้ทุกเมื่อ
ความรู้สึกทรมานเหมือนคนกำลังจะขาดใจตายที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้าสีเทาอมฟ้า
เขายังไม่อยากตาย...
ที่ถนนด้านล่าง
รถตำรวจสามคันแล่นมาอย่างเงียบเชียบไปตามพื้นถนนที่เปียกชื้น และจอดซุ่มอยู่ในเงามืดตรงหัวมุมถนน
เหลยเจิ้นนั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ ทบทวนแผนการเข้าจับกุมในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียงของหลิวเว่ยดังมาจากวิทยุสื่อสาร "หัวหน้าครับ ยืนยันเป้าหมาย ตึกแถวถนนเก่า อาคาร 4 ห้อง 302 ผู้ต้องสงสัยอยู่ข้างใน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติครับ"
"รับทราบ" เหลยเจิ้นสลับไปใช้ช่องสัญญาณสั่งการ "ทุกคนฟังให้ดี ตรวจเช็กอุปกรณ์ครั้งสุดท้าย! เหล่าหลิว นายพาคนไปปิดล้อมหน้าต่างกับบันไดหนีไฟ ที่เหลือตามฉันมา!"
การระดมกำลังพลมาถึงสามคันรถเพื่อจับกุมผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายดูเหมือนจะเป็นการทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
แต่สภาพศพที่น่าสยดสยองทั้งสามศพในที่เกิดเหตุทำให้เหลยเจิ้นไม่กล้าประมาท
แม้เหตุผลจะบอกว่าความอ่อนแอของเฉินกั๋วหัวไม่ใช่การเสแสร้ง แต่ถ้าหากเฉินกั๋วหัวมีความสามารถในการฆ่าคนจริงๆ ล่ะ?
ถ้าหากเฉินกั๋วหัวมีผู้สมรู้ร่วมคิดล่ะ?
พละกำลังที่ใช้ปาดคอและแทงทะลุกระดูกหน้าอก ต่อให้เป็นเพียงแรงระเบิดชั่ววูบ ก็เพียงพอที่จะลากใครสักคนลงนรกไปพร้อมกับเขาได้
"ลงมือ!"
ประตูรถทั้งสามคันเปิดออกอย่างรวดเร็ว ร่างเจ้าหน้าที่ตำรวจพรั่งพรูออกมา และพุ่งเข้าไปในอาคารอย่างรวดเร็ว...
ภายในห้องสลัว
หลังจากกลืนยาลงไป หัวใจของชายผู้ป่วยหนักก็ค่อยๆ กลับมาเต้นในจังหวะปกติ สีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย
ทันใดนั้น หูของชายคนนั้นก็กระดิก
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังระรัวก้องมาจากทางเดิน
ถี่กระชั้นและหนักแน่น เสียงสะท้อนบนบันไดคอนกรีตแฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันมหาศาล
ดวงตาที่เหนื่อยล้าของชายคนนั้นหรี่ลงทันที ประกายแห่งความระแวดระวังอันเย็นเยียบวาบผ่านลึกเข้าไปในดวงตา
มากันแล้วเหรอ?
เขาหลับตาลง...
"ปัง!"
ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าของห้อง 302 แตกกระจายสิ้นซากหลังจากถูกกระแทกอย่างแรง บานประตูพังยับเยินเปิดอ้าเข้าไปด้านใน
"ตำรวจ! อย่าขยับ!"
เสียงตะโกนดังกึกก้องพร้อมกันหลายเสียง ลำแสงไฟฉายสว่างจ้าหลายสายตัดผ่านความมืดภายในห้อง ไขว้กันไปมาเพื่อล็อกเป้าหมายที่กลางห้อง
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยแรกที่บุกเข้าไปตั้งโล่กำบังและเข้าควบคุมพื้นที่ห้องอย่างรวดเร็ว
นอกจากกองขวดยา อุปกรณ์ฟอกไต และเฟอร์นิเจอร์ง่ายๆ ที่ดูน่าเวทนาแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก
เฉินกั๋วหัวนอนคุดคู้อยู่บนโซฟาเก่าๆ ที่หนังหลุดลอก เขาใข้สัญชาตญาณยกมือขึ้นป้องแสงจ้า ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรงจากการบุกรุกอย่างกะทันหัน
ภายใต้ลำแสงไฟฉาย ใบหน้าของเขาดูซีดเหลืองแก้มตอบ
ตรงคอเสื้อที่หลุดลุ่ย สายสวนหลอดเลือดดำส่วนลึกสำหรับการฟอกไตที่แปะเทปติดอยู่กับผิวหนังบริเวณลำคอ สะท้อนแสงเป็นมันวาวพลาสติกเย็นชาภายใต้แสงไฟความแวววาวที่ไม่ควรอยู่บนร่างกายของคนเป็น
อ่อนแอเกินไป
เมื่อเห็นสภาพของเฉินกั๋วหัวชัดเจน รูปขบวนจู่โจมที่ตึงเครียดของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ชะงักไปชั่วขณะ
เป้าหมายตรงหน้าอ่อนแอกว่าที่จินตนาการไว้มาก ร่างกายของเขาดูเหมือนจะถูกโรคภัยกัดกินจนกลวงเปล่า เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกบางๆ เท่านั้น
เหลยเจิ้นก้าวออกมาจากหลังโล่กำบังและแสดงบัตรประจำตัว
"เฉินกั๋วหัว?"
เฉินกั๋วหัวดูเหมือนจะเพิ่งได้สติจากความตกใจ เสียงของเขาสั่นเครือ "ผ... ผมเอง"
"สำนักงานความมั่นคงเขต 5 ขอเชิญตัวคุณไปให้ความร่วมมือในการสอบสวนคดีฆาตกรรมครอบครัวของพ่อจ้าวเฉียง ตามหมายเรียก"
"จ้าว... พ่อจ้าวเฉียง? ตายแล้ว? ครอบครัว... ของมัน?" เฉินกั๋วหัวชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นร่องรอยของความสะใจอย่างปิดไม่มิดก็บิดเบี้ยวอยู่บนใบหน้าซูบตอบ ถึงขนาดเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมา "ตายก็ดี... สมควรตายแล้ว!"
เหลยเจิ้นยังคงไร้ความรู้สึก เขาพยักหน้าเล็กน้อยให้กับเจ้าหน้าที่สองคนที่อยู่ข้างๆ
เจ้าหน้าที่สองนายรีบก้าวเข้าไปหิ้วปีกเฉินกั๋วหัวขึ้นมาคนละข้างทันที
เหลยเจิ้นมองดูเฉินกั๋วหัวที่ถูกหิ้วปีกค่อยๆ ขยับตัวไปที่ประตูอย่างเงียบงัน
ฝีเท้าของเขาโซซัดโซเซและอ่อนเปลี้ย ราวกับว่าถ้าปล่อยมือ เขาจะทรุดลงไปกองกับพื้นเหมือนก้อนโคลน
ขณะเดินผ่านเหลยเจิ้น เฉินกั๋วหัวก้มหน้าต่ำลงอีก ไหล่ห่อเหี่ยว ดูเหมือนจะหวาดกลัวต่ออำนาจของตำรวจ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่เดินสวนกัน ภายใต้การปกป้องของเงามืด ประกายแห่งความเกลียดชังและความมุ่งมั่นที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมวาบผ่านในดวงตาของเฉินกั๋วหัว
เขาจะสารภาพไม่ได้
เขายังตายไม่ได้
การแก้แค้นยังไม่จบสิ้น
ความแค้นที่สั่งสมอยู่ในร่างกายอันพังทลายนี้ยังเผาไหม้ไม่หมด
เฉินกั๋วหัวปล่อยให้ตัวเองถูกคุมตัวลงบันไดมืดๆ ร่างกายโอนเอนไปมาอย่างอ่อนแรงตามจังหวะก้าว พึมพำในใจว่า
เสี่ยวอวี่ รอพ่ออีกหน่อยนะลูก...
รถตำรวจค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป และอาคาร 4 ถนนเก่าก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ
ภายในห้อง 101
ชายผู้ป่วยหนักลืมตาขึ้น
จบบท