- หน้าแรก
- การกลับมาของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง
- บทที่ 1440 ดอกไม้แห่งเมืองก็ผลิบานแล้ว (ฟรี)
บทที่ 1440 ดอกไม้แห่งเมืองก็ผลิบานแล้ว (ฟรี)
บทที่ 1440 ดอกไม้แห่งเมืองก็ผลิบานแล้ว (ฟรี)
บทที่ 1440 ดอกไม้แห่งเมืองก็ผลิบานแล้ว
เฉินซีในวันนี้ ไม่ใช่เฉินซีคนเดิมเมื่อหนึ่งปีก่อนที่เพิ่งเกิดเรื่อง หากวันนั้นไม่มีสายโทรศัพท์ปริศนาเข้ามา หรือถ้าไม่ได้เห็นรูปถ่ายเด็กทารกใบนั้น เฉินซีก็คงไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของเปียนเสวี่ยเต้าที่กำลังเป็นกระแสในโลกออนไลน์
เขาไม่ได้ลืมความคับแค้นในใจหรอก เพียงแต่เริ่มคิดอะไรได้มากขึ้น ในเมื่อมีทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้าน จะหาอะไรสนุกๆ ทำในโลกใบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถึงที่สุดแล้วบรรดามหาเศรษฐีรุ่นใหญ่ที่หมดไฟกับชีวิตก็ยังอยู่ได้ดี ไม่มีใครคิดจะจบชีวิตเพียงเพราะหมดสิทธิ์พิสูจน์ความเป็นชาย เฉินซีแค่อาจจะแตกต่างไปบ้าง แต่ก็แค่ไม่ถอดกางเกงเท่านั้นเอง
ชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายในคัลการี่มากกว่าครึ่งปีของเขาถูกทำลายลงด้วยสายโทรศัพท์สายหนึ่ง
ในสาย เสียงเย็นชาที่ไร้แววอารมณ์ของคนแปลกหน้าดังขึ้น “เมื่อหกเดือนก่อน หลี่ซิ่งหรงคลอดลูกชาย เขาเป็นลูกของคุณ รูปถ่ายเด็กกับสูติบัตรส่งไปที่อีเมลคุณแล้ว เข้าไปดูได้เลย...”
เฉินซีได้ยินแค่นั้นก็รีบขัดขึ้นมา “คุณเป็นใคร? รู้เบอร์ผมได้ยังไง? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับหลี่ซิ่งหรง? คุณ...”
ยังไม่ทันพูดจบ ปลายสายก็พูดแทรกด้วยน้ำเสียงเนิบเฉย “ดูรูปก่อน อีกยี่สิบนาทีฉันจะติดต่อกลับ”
ยี่สิบนาทีต่อมา โทรศัพท์ก็ดังขึ้นตามเวลาเป๊ะ
เฉินซีมองเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ มือสั่นเล็กน้อยตอนกดรับสาย
บางอย่างในใจคนเรามักจะสัมผัสได้ โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ทางสายเลือด เมื่อเฉินซีเปิดอีเมลคลิกรูปถ่ายล่าสุดนั้น เห็นหน้าผู้หญิงกับเด็กทารกในภาพ ดวงตาเขาก็ร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที
เด็กในรูปน่าจะราวหกเดือน แค่เห็นแวบเดียว เฉินซีก็มั่นใจว่าเป็นลูกของเขาเอง เพราะเสี่ยวเป่าเป๋าในภาพนั้นหน้าตาเหมือนเขาตอนเด็กไม่มีผิด ราวกับถอดแบบกันมาเป๊ะ
ผู้หญิงที่อุ้มลูกในภาพก็คือหลี่ซิ่งหรง พยาบาลที่ฉู่ตู
ตั้งแต่ปีที่แล้วหลังจากที่มีข่าวว่าตึกเรียนรองของโรงเรียนมัธยมต้าถงในตำบลมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง เฉินซีก็เริ่มตีตัวออกห่างจากหลี่ซิ่งหรง
หลังจากนั้น ตึกก็ถูกรื้อถอน เฉินซีโทรไปต่อว่าพ่อหลี่อย่างรุนแรง ไม่นานก็ประสบอุบัติเหตุรถชน เรื่องราวมากมายถาโถมเข้ามา หลังออกจากโรงพยาบาลก็เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์แล้วเดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ
คิดดูแล้ว หลี่ซิ่งหรงน่าจะรู้ตัวว่าตั้งท้องช่วงก่อนหรือหลังเฉินซีเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งตอนนั้นเธอติดต่อเขาไม่ได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เฉินซีก็ยังโชคดีที่หลี่ซิ่งหรงตัดสินใจเก็บเด็กคนนี้ไว้ สำหรับเขาแล้ว นี่คือพรจากสวรรค์โดยแท้
ทันทีที่เห็นรูปถ่ายและรอรับสายโทรศัพท์ เฉินซีมีเพียงความคิดเดียวในหัว ต้องได้เจอลูกชายให้ได้!
เหตุผลที่ต้องรอคุยโทรศัพท์อีกครั้งก็เพราะเฉินซีติดต่อหลี่ซิ่งหรงไม่ได้
ทั้งหลี่ซิ่งหรงและพ่อของเธอไม่ได้สำคัญพอให้เฉินซีจำเบอร์โทรได้ พอเปลี่ยนโทรศัพท์ เปลี่ยนเบอร์ เขาก็ไม่รู้จะติดต่อใคร โดยเฉพาะเมื่อคนที่ส่งอีเมลมาบอกว่าหลี่ซิ่งหรงลาออกจากโรงพยาบาลฉู่ตูแล้ว ติดต่อผ่านโรงพยาบาลก็ไม่ได้ผล
จะให้ติดต่อคนในครอบครัวให้ช่วยหา เฉินซีก็ไม่กล้า เพราะทั้งโทรศัพท์และอีเมลที่เพิ่งได้รับต่างก็ให้ความรู้สึกแปลกประหลาด เขาจึงตัดสินใจรอคุยอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
สายที่สองคุยกันเกือบสิบ นาที ในระหว่างนั้นเฉินซีคิดอย่างหนักและสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
ข้อแรก มีคนต้องการเล่นงานเปียนเสวี่ยเต้า หรืออย่างน้อยก็สร้างความปั่นป่วนให้เปียนเสวี่ยเต้า
ในสายตาเฉินซี เรื่องที่อีกฝ่ายขอให้เขาทำมันไม่ได้มีน้ำหนักพอจะสั่นคลอนเปียนเสวี่ยเต้าได้ เว้นแต่จะมีแผนการลับเด็ดขาดกว่านี้ อย่างมากก็ทำให้เปียนเสวี่ยเต้ารู้สึกไม่สบายใจไปไม่กี่วัน
ข้อสอง คนที่โทรมานั้นไม่ธรรมดา เขามีข้อมูลส่วนตัวของเฉินซีครบถ้วน คนที่กล้าทำอะไรกับเปียนเสวี่ยเต้าแบบนี้คงไม่ใช่คนธรรมดา ต่อให้ร่วมมือไม่ได้ก็ควรหลีกเลี่ยงการเป็นศัตรู
ข้อสาม ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าบอกเรื่องหลี่ซิ่งหรงกับลูกให้รู้ ก็แปลว่าคุมเกมอยู่เหนือกว่าเฉินซีไปแล้ว ดังนั้น สิ่งที่พูดในสายโทรศัพท์จึงไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำ เฉินซีก็ต้องทำ ไม่อย่างนั้นอาจมีปัญหาตามมา และกรณีนี้เป็นเรื่องที่อาจกระทบกับลูกชายคนเดียวของเขา เฉินซีไม่มีทางยอมเสี่ยงเด็ดขาด
ส่วนถ้าเรื่องรั่วไปว่าเขาเป็นคนแฉเปียนเสวี่ยเต้าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เฉินซีก็ไม่คิดมากอีกต่อไป ผ่านเรื่องราวมามากมาย ขอแค่ผลตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ว่าลูกของหลี่ซิ่งหรงเป็นลูกแท้ๆ ของเขา ต่อให้ต้องไปกราบขอขมาเปียนเสวี่ยเต้า เขาก็ยอม
นี่แหละที่เขาว่ากันว่า “คนหนึ่งร้อยก็หลากหลาย คนหนึ่งพันก็ครบทุกแบบ”
เจอวิกฤติใหญ่ เซี่ยงปินเลือกจะยอมแพ้ ส่วนเฉินซีเลือกจะประคับประคองไว้ให้ดีที่สุด
นิสัยต่าง การตัดสินใจก็ต่าง ชีวิตจึงต่างกัน
ฮ่องกง
ลังเลอยู่หลายครั้ง ในที่สุดอันอันก็ตัดสินใจโทรหาสวี่ซ่างซิว
หลังจากรูปถ่ายในข่าว “ศัตรูของสาวๆ หน้าตาแบบนี้แหละ” ถูกเผยแพร่ แม้คนอื่นอาจไม่แน่ใจ แต่แค่อันอันเห็นก็จำสวี่ซ่างซิวได้ในทันที
พอมองรูปถ่าย เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตก็มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
ทำไมสมัยเรียนสวี่ซ่างซิวถึงมีคนอารักขาตลอดเวลา?
ก็เพราะเปียนเสวี่ยเต้า!
ทำไมหลังดูบอลกับสโมสรโหยวเต้า ถึงมีบอดี้การ์ดโผล่มาใน KFC แล้วเรื่องถึงเงียบไป?
ก็เพราะเปียนเสวี่ยเต้า!!
ทำไมแค่สวี่ซ่างซิวโพสต์อะไรในเน็ต ก็มีคนตอบรับมากมาย สื่อระดับประเทศยังช่วยโปรโมท?
ก็เพราะเปียนเสวี่ยเต้า!!!
ทำไมตัวเองถึงเข้าได้กับหวังเตอเหลียง เพราะหวังเตอเหลียงกับเหลียวเหลียวรู้ว่าสวี่ซ่างซิวเป็นคนสำคัญของเปียนเสวี่ยเต้า!
เธอถูกเด็กคนนี้ปิดบังมาตลอด!
ตอนนี้รูปถ่ายเผยแพร่ออกไปแล้ว คนอื่นอาจแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ แต่อันอันทำไม่ได้ เพราะตำแหน่งและโอกาสที่เธอได้ในบ.ทั้งหลายก็เพราะสวี่ซ่างซิว เธอควรจะขอบคุณเพื่อนร่วมห้องที่สนิทที่สุดคนนี้
ยิ่งตอนนี้เรื่องในร้าน KFC ที่หนานชงถูกขุดออกมา ในฐานะคนในคลิป อันอันก็มีเหตุผลมากพอที่จะติดต่อสวี่ซ่างซิว
โทรศัพท์ดังแค่สามทีก็มีคนรับ
“อันอันเหรอ?”
“ใช่ ฉันเอง”
“เธอสบายดีไหม?”
“ก็ดีนะ อยู่ที่ฮ่องกง พ่อแม่ฉันก็มาด้วย เมื่อกี้ก็เพิ่งพาเขาสองคนไปเดินเล่นมาทั้งบ่าย”
“อ้อ...”
ในสายเงียบไปพักหนึ่ง อันอันพูดขึ้นว่า “ในรูปที่เป็นข่าวในนิวยอร์ก...คนนั้นคือเธอใช่ไหม?”
“อืม...ใช่”
“เก่งนะเรา ตอนนั้นถามยังไงก็ไม่พูด กลัวบอกแล้วฉันจะตกใจเหรอ?”
“ไม่ใช่อย่างที่คิดหรอก ฉันแค่อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายตั้งใจเรียน”
อันอันหัวเราะ “ชีวิตเรียบง่ายเหรอ? ยากแล้วล่ะ! ฝรั่งก็เลือกปฏิบัติเหมือนกันนั่นแหละ”
“เลือกปฏิบัติยังไง?”
อันอันเล่า “ตอนปีสี่ ฉันไปเที่ยวอเมริกา นั่งดูนักดนตรีริมถนนในนิวยอร์กเป่าซาแซ็กโซโฟนได้ไม่ถึงครึ่งนาที พ่อฉันตะโกนเรียกจากข้างหลัง นักดนตรีคนนั้นได้ยินเลยเปลี่ยนมาเล่นเพลง March of the Volunteers ฉันเลยต้องเดินกลับไปให้เขาห้าดอลลาร์ รู้สึกเกรงใจ”
“ฮ่าๆๆ!” สวี่ซ่างซิวหัวเราะออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังเสียงหัวเราะ อันอันพูดนุ่มๆ ว่า “ได้ยินเธอหัวเราะ ฉันก็เบาใจแล้ว”
“ขอบคุณนะ” สวี่ซ่างซิวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ต้องเป็นฉันสิที่ขอบคุณเธอ ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าตัวเองมีดีอะไรถึงได้ผู้จัดการเหลียวที่ขึ้นชื่อว่าเข้าถึงยากเอ็นดูขนาดนั้น”
“อย่าคิดมากไปเลย!” สวี่ซ่างซิวหัวเราะ “เหลียวเหลียวจบปริญญาโทนะ เธอลองไปเรียนปริญญาเอกสิ เวลาพบกันคราวหน้าจะได้มีภาษีเหนือกว่าบ้าง”
“เรียนปริญญาเอกเหรอ ฉันไม่เอาด้วยหรอก!”
อันอันถอนหายใจเบาๆ “ได้ยินมาว่าเรียนปริญญาเอกในประเทศมีอะไรแปลกๆ ถ้าคนไหนเก่งมาก อาจารย์มักจะหาทางรั้งไว้ไม่ให้จบง่ายๆ แต่ถ้าคนไหนกลางๆ กลับเรียนจบง่ายกว่า”
“ไปฟังใครเขามา ไม่มีทางที่อาจารย์ทุกคนจะเป็นแบบนั้นหรอก”
“ไม่ว่าจริงหรือไม่ก็เถอะ ฉันรู้สึกว่าเรียนมากพอแล้ว ต่อไปก็อยากหา ‘หยูอี้หลางจวิน*’ สักคน...เฮ้อ พูดคำนี้ต่อหน้าเธอเหมือนทำร้ายตัวเองเลย”
*เทพเชิงสัญลักษณ์-หมายถึง บุรุษผู้สมบูรณ์แบบ/ ผู้ทำให้สมหวัง
สวี่ซ่างซิวหัวเราะ ถาม “แล้วสำหรับเธอ หยูอี้หลางจวินต้องเป็นแบบไหนล่ะ?”
“แบบที่...จริงๆ ก็ไม่ได้ยากอะไร ขอแค่มีฐานะทางเศรษฐกิจพอสมควร ควบคุมชีวิตตัวเองได้สี่ส่วนจากห้า ที่เหลืออีกหนึ่งส่วนแค่สามารถเผชิญหน้าได้อย่างสงบก็พอ”
“ถ้าเธอหาได้แล้วบอกฉันนะ ฉันจะช่วยเช็กให้” สวี่ซ่างซิวว่า
“ตกลงนะ งั้นถือว่านัดกันไว้แล้ว” อันอันพูดด้วยน้ำเสียงแฝงความอิจฉา “ส่วนของเธอไม่ต้องให้ฉันเช็กแล้ว ทุกคนรู้กันหมดว่าเขาคือแฟนหนุ่มในอุดมคติ...เอ๊ะ ไม่ใช่สิ ถ้าเขาเป็นมาตรฐานละก็ ผู้ชายทั้งโลกมีหวังหมดกำลังใจแน่”
เพราะสนิทกัน สวี่ซ่างซิวจึงกล้าพูดเล่น “ถ้าอย่างนั้นฉันแบ่งเขาให้เธอบ้างดีไหม?”
“อย่าเลย! สภาพร่างกายฉันอ่อนแอ รับเทพบุตรบ้านเธอไม่ไหวหรอก”
“ยัยบ้า พูดอะไรเนี่ย?”
“อะไรนะ? ฮ่า...เธอคิดไปถึงไหนเนี่ย?”
“ไม่คุยกับเธอแล้วนะ”
วางสายจากอันอัน สวี่ซ่างซิวเดินเข้าไปล้างหน้าที่ห้องน้ำ
เปียนเสวี่ยเต้ากำลังจะกลับประเทศ ทบทวนคำพูดสองแง่สองง่ามของอันอันเมื่อครู่ สวี่ซ่างซิวก็รู้สึกว่าร่างกายเริ่มร้อนวูบวาบขึ้นมา
ดอกไม้แห่งเมืองได้ผลิบานแล้ว!
......