- หน้าแรก
- การกลับมาของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง
- บทที่ 1140 ค่ำคืนนี้บนท้องฟ้ามีดาว (ฟรี)
บทที่ 1140 ค่ำคืนนี้บนท้องฟ้ามีดาว (ฟรี)
บทที่ 1140 ค่ำคืนนี้บนท้องฟ้ามีดาว (ฟรี)
บทที่ 1140 ค่ำคืนนี้บนท้องฟ้ามีดาว
หลังจากเปียนเสวี่ยเต้าอ่านเอกสารที่อยู่ในมือตัวเองจนจบ ก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว
เขาล็อกเอกสารทั้งหมดเก็บไว้ในลิ้นชัก ถูหน้าตัวเองเบาๆ เพื่อไล่ความอ่อนล้า ก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย แล้วปิดไฟเดินออกจากห้องหนังสือ
เปียนเสวี่ยเต้านึกถึงคำกำชับของซานเหรา เมื่อเดินผ่านมาแถวหน้าห้องนอนของซูอี้ เขาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองผ่านช่องประตู แต่ไม่เห็นแสงไฟลอดออกมา จึงไม่อาจแน่ใจว่าซูอี้อยู่ในห้องหรือเปล่า สุดท้ายเขาตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไปยังระเบียงดาดฟ้า
เมื่อเปิดประตูระเบียงออก กลับไม่เห็นซูอี้อยู่ที่นั่น
เขาเดินออกไปบนระเบียง ทันทีที่สายลมหนาวปลายเดือนพฤศจิกายนของซานฟรานซิสโกพัดปะทะ เปียนเสวี่ยเต้าก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาทันที
เขายืนพิงรั้วกระจก มองออกไปไกลสุดสายตา เห็นแต่ทะเลมืดมิดกับแสงไฟจาง ๆ จากเรือประมงที่ทอดสมออยู่ในท่า ความเปล่าเปลี่ยวบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างไร้เหตุผล
พอนึกถึงที่ซานเหราบอกว่า ช่วงหลังๆ มานี้ซูอี้มักขึ้นมานั่งเงียบๆ คนเดียวบนระเบียงในยามค่ำคืน เปียนเสวี่ยเต้าก็เข้าใจความรู้สึกของซูอี้ในทันที ความเหงา
ซูอี้เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว มีเพียงพ่อกับแม่เท่านั้นที่เป็นญาติสนิท แต่ตอนนี้ทั้งสองจากไปอย่างกะทันหัน ซูอี้จึงไม่มีญาติใกล้ชิดเหลืออยู่ในโลกใบนี้อีกแล้ว
เธออายุน้อยกว่าซานเหราอยู่หนึ่งปี อายุเท่ากับเปียนเสวี่ยเต้า พูดกันตามตรง อายุเท่านี้แล้วยังไม่แต่งงานก็ถือว่าไม่แปลกอะไร แต่สิ่งที่แปลก คือหลังจากเลิกกับเฉินเจี้ยนแล้ว โลกของซูอี้ก็ว่างเปล่า ไม่มีใครใหม่เข้ามาในชีวิตเธออีกเลย
เธอไม่มีสามี ไม่มีแฟน มีแค่กลุ่มเพื่อนสนิทไม่กี่คน
แม้จะมีเพื่อนอยู่ข้างกาย ด้วยนิสัยของซูอี้ที่เป็นคนมีขอบเขต เธอก็ไม่เคยพร่ำบ่นหรือระบายความเศร้าใจซ้ำๆ ให้เพื่อนฟัง
ไม่มีใครให้ระบาย พ่อแม่ก็จากไปโดยไม่ได้ทิ้งคำพูดอะไรไว้ ความเศร้าที่ถาโถมมาอย่างหนักจึงทำให้ซูอี้รู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นทุกวัน
เธอหนีความเหงานี้ไม่ได้
เมื่อไม่มีพ่อแม่ เวลามีเรื่องอยากโทรหาใครสักคนเธอก็ไม่รู้จะโทรหาคนไหน อนาคตจะมีแฟนก็ไม่มีใครช่วยดูให้ อนาคตจะแต่งงานก็ไม่มีพ่อแม่มาร่วมงาน อนาคตจะตั้งครรภ์มีลูกก็ไม่มีใครคอยดูแล อย่างไรก็ต้องอยู่ตามลำพัง
พอคิดถึงเรื่องการมีลูก เปียนเสวี่ยเต้าก็นึกถึงหมอดูเฒ่าคนหนึ่งที่เคยเจอที่เป่ย์ไต้เหอเมื่อหลายปีก่อน
ตอนนั้น หมอดูเฒ่าคนนั้นทำนายใบหน้าของซูอี้ว่าเป็นคนที่ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ชีวิตจะราบรื่นมั่งมี แต่ถ้าลูกคนแรกเป็นผู้หญิง ต้องระวังอายุไม่ถึงสามขวบอาจมีเคราะห์...
ตอนที่ได้ยินคำทำนายนั้น เปียนเสวี่ยเต้าไม่คิดอะไรนัก แต่พอมองตอนนี้ ซูอี้ก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจริง ๆ
ทำนายได้แม่นจริง ๆ ด้วย!
เอ่อ... หมอดูเฒ่าคนนั้นก็เป็นคนของจู้ไห่ซาน ถ้าไม่แม่นจริงก็คงไม่ได้รับความไว้ใจจากจู้ไห่ซานหรอก
ระหว่างที่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เปียนเสวี่ยเต้าก็นึกถึงฉากหนึ่งก่อนที่จู้ไห่ซานจะเสียชีวิต...
“ข้างในนี้มีรายชื่อหกชุด พร้อมข้อมูลติดต่อและเอกสารบางอย่าง ที่ฉันตามหาเธอจนเจอได้ก็เพราะกล่องนี้ หลังจากฉันตายไป กล่องนี้จะไม่มีความหมายอะไรต่อตระกูลจู้ แต่สำหรับเธอไม่เหมือนกัน”
“เธอจะรับหรือไม่รับมันก็เลือกเอง ถ้าไม่ต้องการ ก็ช่วยเผามันให้ฉันเดี๋ยวนี้”
“เผาทิ้งเลยเหรอ?”
“ใช่ เผาเลย”
“คุณคิดว่าอาจจะยังมีประโยชน์อีกไหม?”
“ฉันนั่งอยู่ตรงหน้าเธอ เธอคิดว่ายังไงล่ะ?”
...
ในวินาทีนั้น เปียนเสวี่ยเต้าก็พลันตระหนักว่าพรสวรรค์แห่งการหยั่งรู้ล่วงหน้าของตัวเองอาจจะเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว
บางที ชีวิตของเขาเองก็อาจจะเหลือเวลาไม่มากเช่นกัน
นับนิ้วดูแล้ว เหลืออีกแค่หกปีเท่านั้น!
อีกหกปีข้างหน้า ต่อให้รอดผ่านประตูความเป็นความตายในปี 2014 ไปได้ ก็ต้องกลับไปเป็นเปียนเสวี่ยเต้าตัวจริง ไม่มีญาณทิพย์ ไม่มีลางสังหรณ์ ไม่มีแผนการณ์ล้ำลึก ไม่มีความได้เปรียบล่วงหน้าอีกต่อไป ต้องพึ่งพาความสามารถจริง ๆ ของตัวเองในการนำพากลุ่มบริษัทโหยวเต้าเดินหน้าต่อไป
แล้วจะทำอย่างไรดี?
จะใช้เวลาหกปีที่เหลือสร้างทีมงานระดับสุดยอด พร้อมกับขัดเกลาความคิดด้านธุรกิจและความเป็นผู้นำของตัวเองอย่างเต็มที่?
หรือจะใช้รายชื่อที่จู้ไห่ซานทิ้งไว้ ทำตัวเหมือนเขาในอดีตงมเข็มในมหาสมุทร หาคนที่มีพรสวรรค์เหมือนกันขึ้นมา แล้วใช้วิธีแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับข้อมูลเหมือนที่จู้ไห่ซานเคยทำ?
หรือจะซื้อเกาะสักแห่งในต่างประเทศ ทุ่มเวลาไม่กี่ปีพัฒนาเกาะนั้นให้สมบูรณ์ พอถึงปี 2014 ก็ถอนตัวอย่างสง่างาม พาผู้หญิงกับลูกไปใช้ชีวิตสบายๆ เป็นราชาบนเกาะของตัวเอง?
เฮ้อ...
คิดดูแล้ว ตัวเลือกแรกเหนื่อยสุด ทุกข์สุด ตัวเลือกที่สองก็เสี่ยงเกินไป ไม่มั่นคง ส่วนตัวเลือกที่สามดูจะสบายที่สุด
แต่ถ้าเลือกข้อสาม... ตัวเองจะยอมจริงๆ เหรอ?
แล้วเพื่อนร่วมงานและพาร์ทเนอร์ทั้งหลายที่ร่วมสร้างกลุ่มบริษัทมาด้วยกันล่ะ? พวกเขาอยากเกษียณเร็วๆ เป็นเศรษฐีมีเงินใช้จริงๆ หรือ? ชีวิตมีแค่เงิน ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีความฝันอีกแล้วหรือยังไง?
ที่สำคัญ ถ้ายังไม่ได้ลองอะไรเลยแต่กลับยอมแพ้แล้วถอยทัพ พอถึงวันแก่หวนคิดถึงอดีต จะไม่รู้สึกดูถูกตัวเองเหรอ “เปียนเสวี่ยเต้า นายเป็นคนขี้แพ้ที่นอกจากใช้ความได้เปรียบจากการรู้อนาคต ก็ไม่มีความสามารถอะไรเลย!”
ยิ่งดึก ลมยิ่งเย็น เปียนเสวี่ยเต้าสะท้านเล็กน้อย ยกหัวขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนของซานฟรานซิสโก
คืนนี้มีเมฆมาก เมฆหนาทึบจนบดบังทั้งดวงจันทร์และดวงดาว
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมซูอี้เด็กหญิงที่ชอบดูดาวถึงไม่อยู่บนระเบียงในคืนนี้
...
...
ขณะที่การโรดโชว์ของจื่อเว่ยเวยป๋อยังดำเนินต่อไป กระแสข่าวในสื่อภายในประเทศก็ยังร้อนแรงไม่มีแผ่ว
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ข้อมูลมากมายถูกส่งไปรวมไว้ที่ฝู๋ไฉ่หนิง แล้วเธอก็สรุปย่อเป็นรายงานให้เปียนเสวี่ยเต้า
จากรายงานล่าสุด พบว่ากลุ่มนักลงทุนในเอเชียที่ขอไม่เปิดเผยชื่อมีจำนวนมากกว่าฝั่งยุโรปและอเมริกาอย่างเห็นได้ชัด ตัวแทนธนาคารที่ประสานงานกับโหยวเต้าและจื้อเว่ยให้ข้อมูลว่า “นักลงทุนกลุ่มนี้ล้วนเป็นคนที่มีทรัพย์สินสูงมาก พวกเขาไม่แคร์เรื่องราคา แต่ให้ความสำคัญกับการปกปิดตัวตนอย่างที่สุด”
รายงานแบบนี้เปียนเสวี่ยเต้าอ่านแล้วก็วางไว้ข้าง ๆ เพราะถ้าไม่เพิ่มโควตาขายหุ้น เขาก็ไม่มีทางจัดสรรหุ้นให้กับเหล่านักลงทุนลึกลับพวกนี้ได้อีก
หุ้นจำนวนมากของจื่อเว่ยเวยป๋อถูกจองโดยนักลงทุนสถาบันมาตั้งแต่แรกแล้ว เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญตอนที่โกลด์แมนแซคส์, เครดิตสวิส, ดอยซ์แบงก์, ซิตี้แบงก์, เอชเอสบีซี, เจพีมอร์แกน และธนาคารมิซูโฮะ ตกลงปล่อยสินเชื่อซินดิเคท 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้จื่อเว่ยเวยป๋อ
ดีลนี้เปียนเสวี่ยเต้าไม่ขาดทุนเลยสักนิด
เพราะหนึ่ง เขาได้ใช้เงิน 2 พันล้านนี้ไปปูทางล่วงหน้าหลายเรื่อง
สอง การที่คองโกลอมธนาคารระดับโลกเข้ามาร่วมด้วยยิ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจในจื่อเว่ยเวยป๋อมากขึ้น ลดแรงต้านของโหยวเต้าและจื้อเว่ยในการบุกตลาดยุโรปอเมริกาลงไปอีก
24 พฤศจิกายน 2008 ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่าหุ้นจื่อเว่ยเวยป๋อถูกจองล่วงหน้าเกินกว่าสามเท่าแล้ว
25 พฤศจิกายน 2008 จื่อเว่ยเวยป๋ออัปเดตหนังสือชี้ชวนฉบับใหม่
ในหนังสือชี้ชวนล่าสุด จื้อเว่ยเวยป๋อกำหนดช่วงราคา IPO ใหม่เป็น 24-28 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าช่วงราคาเดิม 20-24 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยจำนวนหุ้นยังเท่าเดิม และยังย้ำชัดว่าทุนที่ระดมได้จะไม่ถูกโอนไปในประเทศ
สื่อวิเคราะห์ว่าคำสัญญานี้ เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ สบายใจ และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนฝั่งยุโรป–อเมริกา
26 พฤศจิกายน 2008 เวลา 17:18 น. รอบสุดท้ายของโรดโชว์จื่อเว่ยเวยป๋อในอเมริกา จัดขึ้นที่โรงแรมทัช-แคมป์ตัน-เพลซ ใจกลางซานฟรานซิสโก
ภายในงานเลี้ยง มีนักลงทุนมากกว่า 500 คนเข้าร่วม รวมถึงกองทุนแฟรงคลิน, อัลเลียน, แมทธิวส์แคปิตอล และบรรดาบริษัทลงทุนชั้นนำ ยังมีกองทุนที่เกี่ยวโยงกับเหล่าเศรษฐีวงการเทคโนโลยีซิลิคอนวัลเลย์มาร่วมงานด้วย ไม่ว่าจะเป็นมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค, ยูริ มิลเนอร์ เจ้าพ่อวงการ VC, แลร์รี เพจและเซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล
สื่อที่เข้าร่วมงานถึงกับตะลึงจนต้องพาดหัวข่าวว่า “สั่นสะเทือนวอลล์สตรีท” และกระแสจื่อเว่ยเวยป๋อก็พัดถล่มซิลิคอนวัลเลย์ตามไปด้วย
หลังงานโรดโชว์จบ เปียนเสวี่ยเต้าก็พาทีมไปรับประทานอาหารเย็นเพื่อฉลองความสำเร็จของทริปอเมริกา
มื้อนั้นกินกันยาวกว่า 4 ชั่วโมง พอถึงเที่ยงคืนสี่สิบห้านาที เปียนเสวี่ยเต้าก็เดินกลับที่พักด้วยอาการเมานิดๆ
ซานเหราหลับไปแล้ว ที่พักยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของครีม
หลังล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เปียนเสวี่ยเต้าก็พยุงตัวขึ้นชั้นบน ระหว่างเดินผ่านหน้าห้องของซูอี้ เขาแอบชะโงกดูผ่านช่องประตูอีกครั้ง ข้างในมืดสนิท
เขาพยายามนึกว่าคืนนี้มีดาวไหม แต่เท่าไรก็นึกไม่ออก สุดท้ายก็สลัดความคิดแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังระเบียงดาดฟ้า
เมื่อเปิดประตูออก เขาก็เห็นซูอี้กำลังยืนอยู่ข้างสนามหญ้าเทียม ห่มผ้าคลุมขนแกะหนาเตอะ
เปียนเสวี่ยเต้าเดินออกไปบนระเบียง พลางเงยหน้ามองฟ้าโดยไม่รู้ตัว
อืม...
คืนนี้ บนท้องฟ้ามีดาวจริง ๆ