- หน้าแรก
- การกลับมาของผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง
- บทที่ 1000 ใครเล่าจะไม่เปื้อนโลกีย์ในยุคสังคมอันขุ่นมัว (ฟรี)
บทที่ 1000 ใครเล่าจะไม่เปื้อนโลกีย์ในยุคสังคมอันขุ่นมัว (ฟรี)
บทที่ 1000 ใครเล่าจะไม่เปื้อนโลกีย์ในยุคสังคมอันขุ่นมัว (ฟรี)
บทที่ 1000 ใครเล่าจะไม่เปื้อนโลกีย์ในยุคสังคมอันขุ่นมัว
บนชั้น 8 ของสโมสรฉางอันในกรุงปักกิ่ง ในห้องหงจู๋ชิงจุนที่ขึ้นชื่อ แขกเหรื่อแน่นขนัด แสงไฟสว่างไสวทั่วทั้งห้อง
ภายในห้องโถงใหญ่ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์โบราณและโคมไฟหรูหราหลากหลายแบบ ฉากกั้นไม้จื่อถานราคาแพงเรียงราย ช่วยขับบรรยากาศหรูหราของห้องจัดเลี้ยงให้โดดเด่นยิ่งขึ้น บนผนังยังแขวนภาพวาด “กุ้ยเฟยจุ้ยจิ่ว” ผลงานของศิลปินชื่อดัง ยิ่งเข้ากับธีมงานไวน์ในค่ำคืนนี้
19:30 น. งานเลี้ยงไวน์ก็เริ่มต้นขึ้นตามกำหนด
คู่พิธีกรบนเวที ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา สุภาพ กับหญิงสาวสวยโดดเด่น เพียงเอ่ยปากเปิดงาน ก็สร้างความประทับใจให้ทุกคน รู้สึกได้ว่าฝ่ายจัดงานเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ให้เกียรติแขกผู้มีเกียรติอย่างถึงที่สุด
ในช่วงเปิดงาน ทั้งสองผลัดกันใช้ถึงสี่ภาษา จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ และสวีเดน เพื่อกล่าวต้อนรับ หลังจบคำกล่าวเปิดงาน สีหน้าของท่านทูตฝรั่งเศส บรรดาเจ้าของไร่องุ่นจากฝรั่งเศส รวมถึงเจ้าหญิงเซเลน่า ต่างยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
ทีมฝรั่งเศสดีใจ เพราะหลังภาษาจีนก็คือภาษาฝรั่งเศส อยู่เหนือภาษาอังกฤษ ส่วนเจ้าหญิงเซเลน่าก็ปลื้มที่ได้ยินภาษาสวีเดน แม้จะเป็นภาษาที่ใช้กันน้อยในโลก แต่พิธีกรก็ยังใส่ใจเลือกใช้ เห็นได้ชัดว่าต้องการให้เกียรติเธอโดยเฉพาะ
คิดถึงตรงนี้ เซเลน่าเหลือบมองเปียนเสวี่ยเต้าที่อยู่ไม่ไกล ความประทับใจที่มีต่อชายผู้นี้ยิ่งลึกซึ้งขึ้นอีก
แน่นอนว่าในฐานะเจ้าภาพ เปียนเสวี่ยเต้าก็ได้แต้มบุญจากของขวัญเล็กๆ อย่างภาษาสวีเดนนี้ด้วย แม้เจ้าตัวจะไม่รู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะรายละเอียดเล็กน้อยแบบนี้ เขาไม่เคยใส่ใจ
แท้จริงแล้ว พิธีกรทั้งสองคือบุคลากรจากสถานีดาวเทียมตงซิงที่เหลียวเหลียวเชิญมาจากกลุ่มสื่อสารมวลชนตงซิงในเซี่ยงไฮ้ ด้วยความเป็นมืออาชีพ พวกเขาจึงควบคุมบรรยากาศบนเวทีได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติ
โหยวเต้าฟีมแอ่นเทเลวิชันมีเดีย บริษัทในเครือของเปียนเสวี่ยเต้า ถือหุ้น 10% ของกลุ่มสื่อสารมวลชนตงซิง เหลียวเหลียวในฐานะมือขวาหญิง ของโหยวเต้าฟีมแอ่นเทเลวิชันมีเดีย แค่ขอยืมตัวพิธีกรสองคนก็เป็นเรื่องง่ายดาย
ห้องจัดเลี้ยงเบื้องล่างเต็มไปด้วยบรรดาคนดังทั้งวงการ ธุรกิจ การเงิน ศิลปะ อาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ผู้กำกับ นักแสดง นักร้อง และนักวิจารณ์ไวน์ระดับแถวหน้ามิตรภาพล้นห้อง
สิ่งเดียวที่ดูขาดหายไป คือไม่มีข้าราชการมาร่วมงาน
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเปียนเสวี่ยเต้าเลือกเส้นทางพ่อค้าล้วนทำธุรกิจด้วยความถูกต้อง ไม่ข้องแวะกับภาครัฐ อีกทั้งในปักกิ่งเขาแทบไม่รู้จักใครในวงการราชการ ที่สำคัญ ย้อนกลับไปในอดีต เขาเคยเห็นรายงานข่าวคำปราศรัยของผู้นำในหนังสือพิมพ์มากเกินพอ จนรู้สึกเอียนกับพิธีการเหล่านั้น หากมีข้าราชการมา เขาคงรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
เข้าสู่ช่วงที่สอง ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทโหยวเต้า เปียนเสวี่ยเต้า เจ้าของไร่องุ่นหงเหยียนหรง ขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับสั้นๆ ในธีมมิตรภาพในวงสุรา ขอให้ทุกท่านมีค่ำคืนที่น่าจดจำ
ต่อด้วยเลอวี-เบนา ประธานสมาคมไวน์ชั้นนำแห่งบอร์กโดซ์ ขึ้นมากล่าวขอบคุณเปียนเสวี่ยเต้าในฐานะเจ้าบ้าน ขอบคุณแขกทุกท่านที่สละเวลา และขอบคุณพระเจ้าที่ประทานไวน์อันหอมหวานแก่โลกมนุษย์
ท่านทูตฝรั่งเศสก็ขึ้นเวทีเช่นกัน แต่กล่าวสั้นยิ่งกว่า “ขอให้ทุกท่านสนุกกับค่ำคืนนี้ มิตรภาพยืนยาว”
ทันทีที่ท่านทูตลงจากเวที วงดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงแรก ซึ่งก็คือ ถนนฌ็องเซลิเซ่ของฝรั่งเศส
ทันทีที่อินโทรดังขึ้น ผู้เฒ่าเลอวีก็แตะไหล่เปียนเสวี่ยเต้าเบาๆ แล้วพยักหน้าให้เขา
อีกของขวัญเล็กๆก็ตกเป็นของเปียนเสวี่ยเต้าอีกเช่นกัน
แต่จริงๆ แล้ว เพลงนี้เป็นฝู๋ไฉ่หนิงที่เลือกเอง เธอเคยเดินทางไปทั่วโลก และรู้สึกว่าเพลงนี้สดใสโรแมนติก เหมาะจะเปิดงานมาก
เสียงดนตรีดังขึ้น งานเลี้ยงเข้าสู่ช่วงอิสระในการชิมไวน์
นับรวมโรงบ่มไวน์หงเหยียนหรงแล้ว มีชาโตจากบอร์กโดซ์ถึง 54 แห่งเข้าร่วม ต่างก็นำไวน์คุณภาพดีที่สุดของตัวเองมานำเสนอ หวังเปิดตลาดจีนอันยิ่งใหญ่
มาถึงจุดนี้ เปียนเสวี่ยเต้าก็หมดความกดดันไปแล้ว งานนี้เขาแค่สร้างเวที ส่วนคนที่ต้องแสดงจริงๆ คือตัวแทนฝรั่งเศสเหล่านี้
ในห้องจัดงาน เปียนเสวี่ยเต้าจัดสรรพื้นที่อย่างเท่าเทียมให้ทั้ง 54 ชาโต ทุกแห่งมีตู้โชว์ไวน์เคลื่อนที่ของตัวเอง
ตู้โชว์ไวน์ 54 ใบ วางขวดไวน์แดงและกล่องไวน์แดงอย่างงดงาม แต่เดิมซ่อนอยู่ในห้อง VIP สิบห้อง รอจังหวะดนตรีเปิดตัว เหล่าสาวสวยจากโหยวเต้าสาขาปักกิ่งก็เข็นออกมาตั้งใจกลางห้องจัดเลี้ยง จัดเรียงเป็นสามวงกลม
หน้าตู้โชว์แต่ละใบ มีนางแบบชุดราตรีประจำการอยู่ สาวงามกับไวน์ชั้นดี เมื่ออยู่ร่วมกันยิ่งขับบรรยากาศงานให้คึกคักขึ้นอีก
ฝานชิงอวี่ในชุดราตรีสีแชมเปญ ยืนอยู่ในหมู่คน มองเปียนเสวี่ยเต้าที่กำลังชนแก้วกับแขกชาวจีนและชาวต่างชาติอยู่ไม่ไกล ดวงตาเต็มไปด้วยความรัก โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมงที่เขาเพิ่งแสดงความเร่าร้อนกับเธอ ฝานชิงอวี่ก็รู้สึกเหมือนกระดูกจะละลาย
ในสถานการณ์แบบนี้ ฝานชิงอวี่ไม่คิดจะเดินเข้าไปหาเปียนเสวี่ยเต้าเอง เธอรู้สถานะของตัวเองดี แม้จะเข้าใจว่าหน้าที่และบทบาท ของตัวเองเป็นเช่นไร แต่เธอไม่รู้สึกเสียใจหรือท้อแท้เลย
ท่ามกลางสาวสวยกว่า 50 คนที่เข็นตู้โชว์ไวน์อยู่ ฝานชิงอวี่เหลือบไปเห็นหญิงสาวสี่คนที่เคยเจอที่ร้านเสริมสวย สาวๆ ที่ชอบพูดถึงจินอู้ฉางเจียว และพูดคำว่า “ทำ” ได้ยั่วยวนเหลือเกิน
พวกเธอสวย สดใส มีการศึกษา มีความสามารถ ในงานเลี้ยงนี้พวกเธอมาในฐานะพนักงาน
แล้วฝานชิงอวี่ล่ะ?
เธอเป็นแขก เป็นผู้ได้รับการดูแล
แม้จะขาดความมั่นใจในเรื่องอื่นเมื่อเทียบกับสาวๆ เหล่านั้น ยกเว้นหุ่นของตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอโชคดีกว่าพวกเขามาก
หลังต่อสู้ชีวิตในปักกิ่งมาสิบปี ฝานชิงอวี่รู้จักเลือก รู้จักถนอมสิ่งที่ตัวเองมี เธอเข้าใจดีว่า แม้สถานะที่อยู่ข้างเปียนเสวี่ยเต้านี้จะดูไม่งามในสายตาคนทั่วไป แต่สาวสวยในห้องนี้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็ยอมแลกทุกอย่างเพื่อมาอยู่แทนที่เธอ
นี่ไม่ใช่คำพูดเกินจริง แต่เป็นความจริงของโลกใบนี้ ปักกิ่งเมืองที่ฟุ้งเฟ้อและโหดร้าย สอนผู้หญิงมากมายให้รู้จักเอาตัวรอด
แม้ในบรรดาผู้หญิงเหล่านั้นบางคนจะหวงแหนศักดิ์ศรี แต่หากทั้งชีวิตต้องดิ้นรนอยู่ชั้นล่างของสังคม วันหนึ่งในงานเลี้ยงรุ่น เธออาจต้องเสียใจ เพราะกาลเวลาและเงินทองจะทำลายตัวตนดั้งเดิมของคนเราอย่างช้าๆ และสุดท้ายก็สูญสลายไปในผงธุลี
เกิดมาในโลกีย์อันขุ่นมัวนี้ มีสักกี่คนที่เกิดจากโคลนตมแต่ไม่เปื้อนโคลนได้จริง?
เมื่อทุกคนต่างเปื้อนแล้วคุณกลับไม่เปื้อนคุณทำให้คนอื่นรู้สึกด้อยกว่า ใครจะปล่อยให้คุณสบายใจได้?
ถ้าการไม่เปื้อนทำให้ต้องทุกข์ใจ แล้วมันมีความหมายอะไร? หรือในโลกนี้มีเพียงไม่เปื้อนเท่านั้นที่แสดงถึงปัญญาและความสูงส่งของมนุษย์?
หรือบางที การกลมกลืนไปกับฝุ่นธุลี อาจเป็นทางออกที่สูงส่งกว่า?
ฝานชิงอวี่ยกแก้วไวน์ขึ้นพลางคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เธอแอบยืนเงียบๆ ที่มุมห้อง มองตามเปียนเสวี่ยเต้าอยู่ไกลๆ
ขณะที่ฝานชิงอวี่จ้องมองเปียนเสวี่ยเต้า เซี่ยเย่ก็กำลังยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง จับตาดูฝานชิงอวี่อยู่เช่นกัน
หลังจากบังเอิญสวนกันหน้าประตูคฤหาสน์หมื่นนคร ทั้งสองก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยราวกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกัน
วันนี้ เซี่ยเย่สวมชุดราตรีสีดำที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เคลื่อนไหวคล่องแคล่วเหมือนชุดต่อสู้ แฝงตัวอยู่ในกลุ่มแขก เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ทันทีที่เห็นฝานชิงอวี่มาในชุดราตรีร่วมงานนี้ เซี่ยเย่ก็เข้าใจทันที ผู้หญิงคนนี้ที่เคยเสียใจเพราะเปียนเสวี่ยเต้า ในที่สุดก็ได้ก้าวเข้าสู่สวนดอกไม้แล้ว
ได้เห็นภาพนี้ เซี่ยเย่เองก็ปลดเปลื้องความรู้สึกผิดในใจที่เคยมีต่อฝานชิงอวี่
เซี่ยเย่เป็นคนรู้ความหมายของชีวิตดี เธอรู้ว่าบางครั้ง “ในวิกฤตย่อมมีโอกาส” หากฝานชิงอวี่ไม่ได้กระโดดตึกในวันนั้น แค่ท้องแล้วทำแท้งก็คงไม่มีวันได้สิทธิ์แบบวันนี้
ขณะที่เปียนเสวี่ยเต้ากำลังพูดคุยกับแขกในห้องโถง หลี่ปิงก็เดินเข้ามา ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขา “เพิ่งได้รับแจ้งว่าคุณจู้กับคุณหนูเมิ่งมาถึงแล้ว”
อะไรนะ?
จู้จื้อชุนกับเมิ่งอินอวิ๋นมาแล้ว?! หลังจากหม่าเฉิงเต๋อเสียชีวิตจนตระกูลจู้ปั่นป่วน เปียนเสวี่ยเต้าคิดว่าไม่น่าจะมาร่วมงานคืนนี้ แต่ทั้งคู่ก็ยังอุตส่าห์มาให้เกียรติ
เปียนเสวี่ยเต้าบอกลาเลอวี-เบนา แล้วพาคนลงไปชั้นล่างเพื่อรับจู้จื้อชุนกับเมิ่งอินอวิ๋น
ในขณะที่เปียนเสวี่ยเต้าใช้ลิฟต์ลงไปชั้นหนึ่ง จู้ยวี่กงกับพรรคพวกสี่คนก็ขึ้นลิฟต์อีกตัวจากชั้น 9
...
...
โถงใหญ่ของสโมสรชั้นหนึ่ง
จู้จื้อชุนในชุดสูทดำ เมิ่งอินอวิ๋นก็สวมราตรีดำเช่นกัน ที่ดูผิดแปลกคือ มีบอดี้การ์ดสี่คนตามมาด้วย
แต่งดำร่วมงานเลี้ยงไวน์ก็ฟังขึ้นอยู่ แต่เปียนเสวี่ยเต้ารู้ดีว่าทั้งสองสวมดำไว้ทุกข์ให้หม่าเฉิงเต๋อนั่นเอง
จริงอย่างที่คิด...
พอเจอเปียนเสวี่ยเต้า จู้จื้อชุนก็ยิ้มจางๆ “เร่งสุดชีวิตก็ยังมาช้าไปอยู่ดี คืนนี้ฉันขอไม่ดื่มนะ มาเป็นเพื่อนให้เฉยๆ”
เมิ่งอินอวิ๋นยื่นมือมาต่อหน้าเปียนเสวี่ยเต้า พูดอย่างสง่างาม “ขอแสดงความยินดี”
เปียนเสวี่ยเต้าทำหน้างง “จัดงานเลี้ยงไวน์ มีอะไรให้น่ายินดี?”
เมิ่งอินอวิ๋นเหลือบตามองลิฟต์ “เจ้าหญิงในข่าวลือของนายไม่ใช่มาด้วยเหรอ?”
เปียนเสวี่ยเต้ารีบอธิบาย “เธอได้รับเชิญจากทางสมาคม ฉันไม่ได้สนิทอะไรกับเธอเลย”
จู้จื้อชุนตบแขนเปียนเสวี่ยเต้า “พอเถอะ ไม่ต้องอธิบาย ทุกคนรู้กันหมดแล้ว”
เปียนเสวี่ยเต้าทำหน้าลำบากใจ “พวกนายคิดมากไปแล้วจริงๆ”
จู้จื้อชุนพยักหน้า มองซ้ายขวา แล้วลากเปียนเสวี่ยเต้าไปคุยกันสองคน
...
...
ชั้น 8
ลิฟต์ส่งเสียง “ติ้ง” ประตูเปิด จู้ยวี่กงกับพรรคพวกสี่คนเดินออกมา กวาดสายตาไปรอบๆ แล้วตรงไปที่หน้าห้องจัดเลี้ยง
งานเลี้ยงเริ่มไปสักพักแล้ว มีคนเดินเข้าออกตลอด จู้ยวี่กงคิดว่าจะเนียนเข้าไปได้ง่ายๆ แต่บอดี้การ์ดที่หน้าประตูสายตาเฉียบแหลม มองพวกเขาแล้วไม่คุ้นหน้า จึงยื่นแขนกันไว้ “ขออภัย งานเลี้ยงส่วนตัว กรุณาแสดงบัตรเชิญด้วยครับ”
เมื่อโดนกันไว้ จู้ยวี่กงรู้สึกเสียหน้า แต่ก็ยังใจเย็น พูดกับบอดี้การ์ด “ฉันเป็นสมาชิกที่นี่ ทำไมจะเข้าไม่ได้?”
บอดี้การ์ดยังคงสุภาพ “แม้เป็นสมาชิกก็ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าครับ”
จู้ยวี่กงถาม “งั้นฉันลงทะเบียนตอนนี้ได้ไหม? เอ้า ลงชื่อเลย”
บอดี้การ์ดส่ายหน้า “ลงทะเบียนตอนนี้ไม่ได้ ต้องลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้นครับ”
“ฉัน...” จู้ยวี่กงชี้หน้าบอดี้การ์ด สูดหายใจลึก “ฉันสนิทกับเถ้าแก่เปียนมาก ขอให้เกียรติฉันหน่อย”
แต่บอดี้การ์ดยังคงไม่ยอม “ขอเชิญแสดงบัตรเชิญ ถ้าไม่มี ไม่อนุญาตให้เข้าเด็ดขาดครับ”
จู้ยวี่กงใกล้จะระเบิดเต็มที แต่ยังข่มอารมณ์ พูดเน้นทีละคำ “ฉันชื่อจู้ยวี่กง ไปตามเจ้านายของพวกคุณออกมา เขารู้จักฉัน”
บอดี้การ์ดสีหน้าเรียบเฉย “เจ้านายไม่ได้อยู่ข้างในครับ”
เป็นความจริง เพราะเปียนเสวี่ยเต้าเพิ่งพาคนลงไปข้างล่าง
บอดี้การ์ดของกลุ่มโหยวเต้า ได้รับการฝึกจากเซี่ยเย่และคนอื่นๆ มารยาทจึงดีเยี่ยม พวกเขาบอกแค่ว่าเจ้านายไม่อยู่ข้างใน แต่ไม่บอกว่าไปไหน
ทว่า ในหูของจู้ยวี่กงที่กำลังจะระเบิด อารมณ์เหมือนถูกหยาม
งานเลี้ยงของเปียนเสวี่ยเต้า พึ่งเริ่มไม่นาน เจ้าภาพไม่อยู่ข้างในเนี่ยนะ? คิดจะหลอกใคร? หน้าตาเขาดูเหมือนคนโดนหลอกง่ายหรือยังไง?
เมื่อบรรยากาศหน้าประตูเริ่มตึงเครียด บอดี้การ์ดที่อยู่ใกล้ๆ ก็เริ่มพูดผ่านวิทยุเรียกกำลังเสริมที่อยู่ด้านในให้ขยับมาทางประตู
เซี่ยเย่วางแก้วไวน์ เดินไปกระซิบกับเสิ่นหยาอันและฝู๋ไฉ่หนิง
เสิ่นหยาอันกับเซี่ยเย่จึงเดินตรงไปที่ประตู ส่วนฝู๋ไฉ่หนิงเดินเข้าไปในห้อง VIP หยิบมือถือขึ้นมากดโทรหาเอเดนดัฟฟี่ รองผู้จัดการทั่วไปของสโมสร
หน้าประตู
เมื่อเห็นบอดี้การ์ดเริ่มรวมตัวกัน จู้ยวี่กงยิ้มเย็นๆ “โอ้โห คิดจะเล่นอะไรกับฉัน? เอาสิ กล้าลองแตะตัวฉันดูไหม ไม่รู้จักคำว่า ‘ตาย’ หรือไง?”
ทันใดนั้นเอง เสียง “ติ้ง” ดังมาจากลิฟต์ด้านหลังจู้ยวี่กง
ประตูลิฟต์เปิดออก บอดี้การ์ดสองคนเดินนำออกมา จากนั้นก็เป็นเปียนเสวี่ยเต้า จู้จื้อชุน และเมิ่งอินอวิ๋น
บอดี้การ์ดที่หน้าประตูหันไปมอง จู้ยวี่กงจึงคิดว่าคนของสโมสรมาถึงแล้ว เขาหันหลังกลับด้วยสีหน้าดุดัน พร้อมจะปะทะกับใครที่ขวางทาง
ด้านหน้าลิฟต์ พอเมิ่งอินอวิ๋นเห็นจู้ยวี่กงอยู่ที่ประตู เธอก็รีบเกี่ยวแขนจู้จื้อชุนไว้แน่น ก่อนจะหยิกแขนเขาเบาๆ
...
...
...