เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

SH – 18 ระดับพลังของเหล่าผีดิบ !

SH – 18 ระดับพลังของเหล่าผีดิบ !

SH – 18 ระดับพลังของเหล่าผีดิบ !


SH – 18 ระดับพลังของเหล่าผีดิบ !

 

           “ราชันผีดิบ ?” เหยี่ยซ่าวหยางประหลาดใจเล็กน้อย “มีราชันผีดิบในเมืองนี้งั้นหรือ?”

 

          เสี่ยวหม่าพูดแทรกขึ้นมาด้วยความสงสัย “อะไรคือราชันผีดิบ?”

 

          ศิษย์พี่กัวเหลือบมองเสี่ยวหม่าแล้วถาม “ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน?”

 

          “เพื่อนร่วมชั้นของผมเอง” เหยี่ยซ่าวหยางตอบจากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “ศิษย์พี่กัวช่วยบอกผมหน่อยว่าผีดิบประเภทนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?”

 

          ศิษย์พี่กัวได้จุดบุหรี่และเริ่มอธิบาย “มีสถานที่หนึ่งใน เมืองสโตลน์  ที่ถูกเรียกกันว่ากู๋ที่ใต้ภูเขานี้เป็นหลุมหลบภัย ในหลุมนี้จะเย็นสบายในหน้าร้อนและอบอุ่นในหน้าหนาว นอกจากนี้แล้วมันก็ยังเป็นสถานที่ที่ดีในการหลบซ่อนตัวจากสายฝนและแสงอาทิตย์ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนจรจัดจำนวนมากไปอาศัยอยู่ที่นั่น แต่มันมีเรื่องเกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว คนจรจัดหลายคนที่อยู่ที่นั่นเสียชีวิต ศีรษะของพวกเขาถูกเปิดออกและสมองของพวกเขาถูกกินในขณะที่เส้นประสาทไขสันหลังถูกดูดออกมา ตำรวจไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดได้ ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงปิดตายที่นั่นเอาไว้”

 

          “สัปดาห์ที่แล้วตำรวจคนหนึ่งซึ่งเฝ้าสถานที่นั้นไว้ถูกฆ่า ตำรวจคนนั้นเสียชีวิตแบบเดียวกันกับคนจรจัด ศีรษะของเขาถูกเปิดออก สมองและเส้นประสาทไขสันหลังของเขาหายไป โชคดีที่ตำรวจพบว่าที่นี่มีผีดิบ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มเชื่อว่านี่มันไม่ใช่อาชญากรรมปกติทั่วไป ดังนั้นพวกเขาจึงขอความช่วยเหลือจากผมในตอนแรกผมเองก็ไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่โชคดี…ไม่สิ โชคร้ายมากกว่า ผมได้เผชิญหน้ากับผีดิบและผมก็ได้เห็นมีว่ามันมีชั้นของขนสีขาวเหมือนกับเส้นผมปกคลุมทั่วทั้งร่างกาย…”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางพูดด้วยความตกใจ “ขนสีขาวหมายความว่ามันเป็นราชันผีดิบคุณไม่สามารถเอาชนะมันได้หรอก !”

 

          “ถูกต้อง ผมรู้ว่าผมไม่สามารถเอาชนะมันได้ ดังนั้นผมจึงวิ่งหนีไป แต่ก็โชคดีอีกนั่นแหละที่ผมนำข้าวและข้าวเหนียวติดตัวไปมากมาย ไม่อย่างนั้นมันคงจะฆ่าผมไปซะแล้ว”

 

          จากนั้นศิษย์พี่กัวก็ถามว่า “ศิษย์น้องคุณสนใจเรื่องนี้มั้ย? เรามาร่วมมือกันดีมั้ย?”

 

          “มันทำเงินให้ผมได้หรือเปล่า?” เหยี่ยซ่าวหยางถาม

 

          “แน่นอนสิว่าได้ ทำไมผมต้องยื่นหัวตัวเองเข้าไปเสี่ยงล่ะถ้าหากว่ามันไม่ได้เงิน?” ศิษย์พี่กัวอธิบายในขณะที่เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เขายื่นมือออกมาและกางนิ้วทั้งห้าออก “50,000 จ่ายโดยกรมตำรวจ”

 

          “นั่นไม่ใช่จำนวนเงินที่มากพอสำหรับการฆ่าเจ้าราชันผีดิบ” เหยี่ยซ่าวหยางพูด

 

          “50,000 ยังไม่เยอะอีกงั้นหรือ?” เสี่ยวหม่าตะโกนด้วยความประหลาดใจ “พวกเราตกลง ผมเองก็จะเข้าร่วมด้วย!”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางกลอกตาและหันมามองเขา “คุณจะมาเข้าร่วมด้วยทำไม? คุณทำอะไรได้บ้าง?”

 

          “ผมจะคอยเป็นผู้ช่วยพวกคุณไง ผมสามารถช่วยถือของและหาน้ำดื่มให้พวกคุณได้นะ ผมขอแค่ส่วนแบ่งเล็กๆเท่านั้น ฮี่ฮี่” เสี่ยวหม่าพูดอย่างนอบน้อม

 

          ศิษย์พี่กัวหัวเราะและพูด “ให้เขาไปด้วยเถอะ เขาอาจจะมีประโยชน์เมื่อถึงเวลาก็ได้”

 

          หลังจากนั้นไม่นานทั้งสามคนก็ออกไปข้างนอกเพื่อทำภารกิจ ขณะที่พวกเขาเดินออกจากบ้าน เหยี่ยซ่าวหยางที่ยืนอยู่ข้างๆหุ่นกระดาษก็ชี้ไปที่ของเหล่านั้นและพูดว่า “ผมให้อีกเวลาอีกไม่เกินหนึ่งเดือน หุ่นหระดาษพวกนี้จะก่อให้เกิดปีศาจที่น่ากลัวขึ้นมา”

 

          ศิษย์พี่กัวหัวเราะและพูดว่า “ผมต้องการให้มีปีศาจที่น่ากลัวเกิดขึ้น”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางถามอย่างประหลาดใจ “ว่าไงนะ? ทำไมล่ะ?”

 

          “ผมจะบอกคุณตอนที่เรากลับมาแล้ว ไปเถอะ”

 

          หลังจากที่พวกเขาเดินออกมาจากซอย ศิษย์พี่กัวก็บอกให้พวกเขารอตรงนี้ในขณะที่เขาเดินไปอีกซอยหนึ่งเพื่อขับรถโฟล์คสวาเกนพาสสาทคันเก่าของเขาออกมา เหยี่ยซ่าวหยางไม่รู้จักยี่ห้อรถเลย แต่รถคันนี้มันช่างดูเก่าแก่เหลือเกิน เขาขึ้นรถและถามว่า “ศิษย์พี่ ทำไมคุณถึงขับรถแบบนี้ในเมื่อคุณทำเงินได้มากมาย?”

 

          “ฮ่าๆ ก็เพราะผมไม่อยากอวดความร่ำรวยของผมยังไงล่ะ ถ้าผมทำตัวร่ำรวยเกินไปในสถานที่แบบนี้แน่นอนว่าผู้คนก็จะมาหาผมเพื่อขอเงินน่ะสิ”

 

          เหยี่ยซ่าวหยางและ เสี่ยวหม่าต่างมองหน้ากันอย่างหมดคำพูด จริงๆแล้วสิ่งที่มนุษย์จอมงกคนนี้กังวลมากที่สุดก็คือการที่มีคนมาขอยืมเงินเขางั้นหรือ ?

 

          ขณะที่อยู่ในรถเสี่ยวหม่าก็ยังคงถามเหยี่ยซ่าวหยางอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับราชันผีดิบ เหยี่ยซ่าวหยางที่ไม่ชอบการถูกรบกวนจึงอธิบายให้ เสี่ยวหม่าฟังอย่างช้าๆ “วิญญาณทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปีศาจ ผีดิบและอสุรกายต่างมีพลังอำนาจที่แตกต่างกัน ผีดิบจะถูกแบ่งออกเป็น ผีดิบแรกเริ่ม, ผีดิบอสูร, ราชันผีดิบและ ผีดิบเทวะราชัน ทั้งหมดล้วนมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ราชันผีดิบมักจะถูกปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีขาว ผีดิบที่มีวิวัฒนาการมายาวนานกว่าห้าร้อยปีถือว่าเป็นผีดิบที่แข็งแกร่งมาก”

 

          เมื่อเสี่ยวหม่าได้ยินว่าราชันผีดิบมีพลังแข็งแกร่งมากเขาก็ไม่สบายใจและเริ่มกระวนกระวาย “พวกมันแข็งแกร่งกว่าพวกวิญญาณใต้น้ำที่เราเจอเมื่อคืนก่อนหรือเปล่า?”

 

          “วิญญาณใต้น้ำเพียงแค่มีรูปร่างน่ากลัวเท่านั้น พวกมันมีวิวัฒนาการแค่ไม่กี่ร้อยปีดังนั้นพวกมันก็ค่อนข้างจะอ่อนแอกว่าราชันผีดิบมาก !”

 

          เสี่ยวหม่าลอบกลืนน้ำลายจากนั้นเขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “โอเค เอาล่ะ…ก็แค่…ก็แค่พวกคุณต้องช่วยกันปกป้องผม ได้ใช่มั้ย?”

 

          “ไม่ต้องกังวลไป คุณไม่เป็นไรหรอก” ศิษย์พี่กัวมองเขาอย่างชั่วร้าย

 

          หลังจากขับรถออกมาจากเมืองแล้วพวกเขาก็เดินทางกันต่ออีกประมาณ 10 นาทีก่อนที่จะมาถึงเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ศิษย์พี่กัวลงจากรถและชี้ไปที่ภูเขาเล็กๆที่อยู่ด้านหลังเมืองนั้น “นั่นคือภูเขากู๋และมีหลุมหลบภัยอยู่ข้างใต้นั้น ผมไม่สามารถขับรถเข้าไปที่นั่นได้ ดังนั้นจากตรงนี้เราต้องเดินเท้าเข้าไป !”

 

          ขณะที่พวกเขาเดินไปยังภูเขา เหยี่ยซ่าวหยางก็ได้รับข้อความจาก โจ้งจิงหยูเธอขอให้เขาไปร่วมทานข้าวเย็น แม้ว่าการหาเงินและการล่าวิญญาณจะมีความสำคัญ แต่โอกาสที่จะได้เดทกับหญิงงามก็ย่อมต้องสำคัญกว่า แต่อย่างไรก็ตามเหยี่ยซ่าวหยางไม่มีทางเลือก เขาอยู่อีกฟากหนึ่งซึ่งห่างไกลจากตัวเมือง ดังนั้นเขาจึงส่งข้อความตอบกลับไปว่า ‘เสี่ยวหม่าเพิ่งเลิกกับแฟนของเขาและเขากำลังพยายามจะฆ่าตัวตาย ผมกำลังพยายามปลอบใจเขาอยู่ เอาไว้ผมจะเลี้ยงข้าวคุณวันพรุ่งนี้นะ’

 

          ด้านนอกหลุมหลบภัยมีเพียงรั้วโลหะที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่าง่ายๆเท่านั้น มีตำรวจสี่นายคอยเฝ้าดูแลสถานที่นี้ ตำรวจคนหนึ่งหันมาเจอศิษย์พี่กัวจึงเดินมาทักทายเขา “เฮ้อาจารย์กัว หัวหน้าโจ้งเพิ่งจะโทรมาบอกผมเมื่อครู่นี้เอง คุณจะเข้าไปข้างในตอนนี้เลยมั้ย?”

 

          เมื่อศิษย์พี่กัวยืนยันว่าจะเข้าไปตำรวจคนนั้นจึงไปเปิดประตูรั้วโลหะให้พวกเขา ในขณะที่ตำรวจเห็นพวกเขากำลังค่อยๆเดินเข้าไป หนึ่งในนั้นก็ถามขึ้นมาอย่างลังเลใจ “อาจารย์กัวคุณต้องการให้พวกเราติดตามเข้าไปด้วยรึเปล่า?”

 

          “ไม่เป็นครับ ขอบคุณมาก พวกเราจัดการกันเองได้”

 

          ตำรวจกลุ่มนั้นรู้สึกโล่งใจขึ้นมากเขาพยักหน้าและพูดว่า “นั่นก็เป็นเรื่องที่ดี ระวังตัวด้วยนะครับ”

 

          เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปจนถึงทางเข้าหลุมหลบภัยอุณหภูมิในนั้นก็ลดลงไปเล็กน้อย ศิษย์พี่กัวใช้ไฟฉายของเขาเพื่อส่องทางข้างหน้า ในขณะที่เหยี่ยซ่าวหยางจุดไฟเทียนไขบนเชิงเทียนละส่งมันให้กับเสี่ยวหม่า

 

          “พวกเรามีไฟฉาย ทำไมคุณต้องจุดเทียนด้วยล่ะ?” เสี่ยวหม่าถามอย่างสงสัย

 

          “เชิงเทียนนี้เต็มไปด้วยผงของต้นหญ้าซิงซิง มันสามารถตรวจจับปราณหยินได้” เหยี่ยซ่าวหยางอธิบายในขณะที่สายตากำลังมองไปที่เชิงเทียน มันกำลังถูกเผาไม้ด้วยเปลวไปสีดำและสีเขียว หลังจากเห็นแบบนั้นแล้วเขาก็หันไปพูดกับศิษย์พี่กัว “สถานที่นี้ไม่ได้มีแค่ราชันผีดิบแต่ยังมีวิญญาณที่ทรงพลังอยู่ด้วย”

 

          เสี่ยวหม่าถาม “คุณรู้ได้ยังไง?”

 

          “ไฟสีดำหมายถึงกลิ่นอายของผีดิบ และไฟสีเขียวหมายถึงกลิ่นอายของดวงวิญญาณ” เหยี่ยซ่าวหยางรำคาญมากเขาจึงพูดว่า “คุณค่อยถามเรื่องพวกนี้ทีหลังได้มั้ย?”

 

          พวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ และเจอกับห้องขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตลอดทั้งสองข้างของแนวทางเดิน ห้องเหล่านี้มีขนาดไม่กี่เมตร ศิษย์พี่กัวอธิบายว่าห้องเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นขึ้นเพื่อให้ผู้ลี้ภัยมีสถานที่สำหรับอยู่อาศัยเมื่อถูกโจมตีทางอากาศเป็นเวลายาวนาน

 

          “คนจรจัดเองก็เคยอยู่ในห้องเหล่านี้ แต่หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้นก็ไม่มีใครกล้ามาอีกเลย” ศิษย์พี่กัวส่องไฟฉายเข้าไปภายในห้อง บางห้องเต็มไปด้วยขยะ ในขณะที่บางห้องก็มีแม้กระทั่งเสื่อหรือเสื้อผ้าเก่าๆ

 

          เหยี่ยซ่าวหยางถอนหายใจออกมาเมื่อเขาได้เห็นชีวิตที่ยากลำบากของคนจรจัดที่อาศัยอยู่ที่นี่

 

          ลึกเข้าไปด้านในอุโมงค์นี้ถูกแบ่งออกเป็นสามเส้นทาง ทั้งสามเส้นทางนี้ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด เหยี่ยซ่าวหยางถอนหายใจและถามว่า “ทำไมที่นี่มันถึงกว้างขนาดนี้?”

 

          ศิษย์พี่กัวอธิบายว่า “แน่นอนว่า เมืองสโตลน์เป็นหนึ่งในเมืองที่เป็นเป้าหมายหลักของการทิ้งระเบิดจากประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสร้างหลุมหลบภัยทางอากาศขนาดใหญ่ใต้ภูเขาแห่งนี้ เชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้สามารถให้ผู้คนเข้ามาหลบภัยได้มากถึงหนึ่งแสนคน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดการเกี่ยวกับเรื่องศพจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับตำรวจ ถ้าที่นี่เป็นแค่สถานที่เล็กๆพวกเขาก็สามารถนำผู้ชายแค่สองสามคนเข้ามาพร้อมกับเครื่องพ่นไฟเพื่อจัดการซากศพทั้งหมดได้ไม่ยาก แต่น่าเสียดายที่สถานที่แห่งนี้เป็นเขาวงกตขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเก็บกวาดสถานที่แห่งนี้แม้ว่านอกเสียจากว่าจะมีคนเข้ามาช่วยเป็นร้อยๆคน”

 

          ศิษย์พี่กัวนำพวกเขาไปยังสถานที่ที่เขาเคยเห็นราชันผีดิบมันอยู่ในห้องๆหนึ่ง เมื่อศิษย์พี่กัวส่องไฟฉายเข้าไปห้อง พวกเขาก็มองเห็นเส้นขนสีขาวเกลื่อนเต็มพื้นห้อง

 

          “นี่มันอะไร? เชื้อรางั้นเหรอ?” เสี่ยวหม่าถามขณะที่กำลังเอื้อมมือเพื่อจะไปแตะมัน

 

          เหยี่ยซ่าวหยางรีบตีมือของเขาอย่าวรวดเร็ว “ห้ามแตะต้องมัน มันเต็มไปด้วยสารพิษจากซากศพ” หลังจากนั้นเขาก็เทหมึกสีชาดลงบนมือและหยิบเส้นขนขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยอย่างระมัดระวัง เขาเผาเส้นขนนั้นบนเชิงเทียน เมื่อเส้นขนสัมผัสกับเปลวไฟมันก็กลายเป็นของเหลวเหนียวหนืดสีดำ

 

          แน่นอนว่าของสิ่งนี้ต้องมาจากตัวของผีดิบ!

 

          ทันใดนั้นเองแสงไฟจากเทียนก็เปล่งแสงจ้าออกมา เหยี่ยซ่าวหยางตกใจมากเมื่อเห็นดังนั้น มีเพียงวิญญาณที่แข็งแกร่งมากเท่านั้นที่จะทำให้เทียนเปล่งแสงแบบนี้ได้ จากนั้นเขาก็รีบบอกกับศิษย์พี่กัวว่า “จุดเทียนแท่งอื่นเพิ่มความสว่างเร็วเข้า !”

 

          ศิษย์พี่กัวรีบหยิบเทียนรูปดอกบัวออกมาและจุดไฟขึ้น นักบุญเต๋าทุกคนของนิกายหม่าวซานใช้สิ่งนี้เมื่อต้องล่าวิญญาณในสุสานหรือถ้ำ ใช้ชาดสีแดงเป็นไส้ของเทียนไข เทียนนี้ถูกสร้างขึ้นจากขี้ผึ้งชนิดพิเศษ มันไม่ได้ถูกใช้เพียงแค่ให้ความสว่างเท่านั้นแต่มันยังสามารถช่วยปกป้องไม่ให้ดวงวิญญาณมาสิงสู่จิตใจผู้คนได้ แสงสีส้มเหลืองของเทียนส่องผ่านห้องโถงและทำให้มองเห็นรูปร่างของมนุษย์อย่างเลือนลางจากส่วนลึกของอุโมงค์!

 

          เสี่ยวหม่าถามด้วยเสียงสั่นๆ “นั่นผีดิบหรือเปล่า?”

 

          “นั่นเป็นวิญญาณ” ศิษย์พี่กัวตอบ

 

          เหยี่ยซ่าวหยางดึงดาบเถ้ามู่ของเขาออกมาและเฝ้ารออย่างใจเย็น เขาใช้แสงจากเทียนไขเพื่อดูว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับอะไร วิญญาณดวงนี้มีรูปร่างยาว ในขณะที่มีผมเปียสองข้างยาวลงมาจากไหล่ นั่นหมายความว่านี่เป็นวิญญาณของผู้หญิง เธอสวมชุดยาวสีแดงและรองเท้าปักสีดำ

 

          “เธอเป็น…สาวใช้คนคนยุคโบราณงั้นเหรอ?” ศิษย์พี่กัวสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วพูดว่า “โอ้พระเจ้า เธอน่าจะมีอายุประมาณหลายร้อยปีแล้ว นอกจากนั้นแล้วเธอก็อาจจะเป็นดวงวิญญาณที่จัดอยู่ในประเภทดวงวิญญาณที่น่าเกลียดชัง!”

 

          “ดวงวิญญาณที่น่าเกลียดชังคืออะไร? พวกเขามีพลังมากเท่าไหร่?” เสี่ยวหม่าก้าวถอยหลังและใช้อีกคนสองเป็นโล่กำบัง ในขณะที่เขาเริ่มตั้งคำถาม

 

          “มันเป็นระดับพลังอำนาจของดวงวิญญาณ แต่ตอนนี้ช่วยหุบปกก่อนเถอะ” ศิษย์พี่กัวตอบโดยไม่ได้พูดรายละเอียดอะไรให้เขาฟัง

 

          เหยี่ยซ่าวหยางไม่รอให้เธอเข้ามาใกล้ แต่เขากลับหยิบลูกประคำสีทองแดงงออกมาและขว้างมันไปที่ดวงวิญญาณของผู้หญิง แต่วิญญาณนั้นมีความว่องไว เธอหลบลูกประคำนั้นได้และหยิบอะไรบางอย่างออกมากระเป๋าของเธอ มันเป็นเศษไม้ที่เต็มไปด้วยหยดเลือด

 

          “ไม้จากโลงศพ!” ศิษย์พี่กัวตะโกน “นั่นเป็นอาวุธที่ทำให้เธอถูกสาป !”

 

          โดยปกติแล้วดวงวิญญาณที่มีพลังมากจะเลือกของที่เต็มไปด้วยปราณหยินและหลอมรวมเอาไว้กับจิตวิญญาณภายในของพวกเขา เมื่อทำแบบนั้นแล้วสิ่งของชิ้นนั้นก็จะกลายเป็นอาวุธของพวกเขาและจะเติบโตไปพร้อมๆกับพวกเขาด้วย ดวงวิญญาณของผู้หญิงถือชิ้นส่วนจากโลงศพไว้ในมือเพื่อโจมตีเหยี่ยซ่าวหยาง เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ดวงวิญญาณจะสามารถทำได้ และกลิ่นอายจากไม้โลงศพนี้ก็ค่อนข้างน่ากลัวไม่ใช่น้อยแม้ว่าจะอยู่ในที่ไกลๆก็สัมผัสได้ถึงความสยดสยองของมัน !

 

*********** รับข่าวสารก่อนใครได้ที่ https://www.facebook.com/Tran.xend.vis/?ref=bookmarks นะครับ ^^

ติดตามตอนต่อไป.............

 

 

จบบทที่ SH – 18 ระดับพลังของเหล่าผีดิบ !

คัดลอกลิงก์แล้ว