- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเขาปู้โจว งานอดิเรกคือจับคนมาขุดดิน
- บทที่ 91 - การล่าเริ่มต้นขึ้น
บทที่ 91 - การล่าเริ่มต้นขึ้น
บทที่ 91 - การล่าเริ่มต้นขึ้น
บทที่ 91 - การล่าเริ่มต้นขึ้น
"สามหาว! สามหาว! สามหาว!"
"ตี้จวินสัตว์ปีกสามขาชั้นต่ำ สมควรตาย!"
"ฆ่า ฆ่า ฆ่า! บดขยี้ศาลสวรรค์นั่น ระบายโทสะในอกพวกเรา"
จอมอสูรที่เดิมทีก็หงุดหงิดกับเสียงระฆังอยู่แล้ว ได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ก็สติขาดผึงทันที แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารบ้าคลั่ง
พวกเขาไม่ไปยุ่งกับศาลสวรรค์ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ตี้จวินกลับกล้ามาหาเรื่องถึงที่
กล่าวหาว่าเผ่าบรรพชนทารุณกรรมผืนดินโลกบรรพกาล? ฟ้าดินนี้พระบิดาเป็นผู้เบิกขึ้น ย่อมเป็นสมบัติของเผ่าบรรพชน หมื่นเผ่าสมควรเป็นอาหารของพวกเขา
ยังกล้าบอกว่าจอมอสูรไม่รู้จักลิขิตฟ้า นี่จี้ใจดำจอมอสูรเข้าอย่างจัง ยิ่งทำให้เพลิงโทสะลุกโชน
ตี้เจียงที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนบัลลังก์ ปีกสี่ข้างที่กลางหลังสั่นไหวถี่รัว แสดงออกถึงความเกรี้ยวกราดในใจ
เทียนหยวนขโมยหัวใจผานกู่ไป ก็ทำให้ตี้เจียงมีความกังวลลึกๆ อยู่แล้ว
คำพูดของตี้จวิน ยิ่งทำให้ตี้เจียงหวาดระแวง ผู้พูดจาเพ้อเจ้อ ศาลสวรรค์สมควรถูกทำลาย
เสียง ฟุ่บ ดังขึ้น ร่างของเสวียนหมิงปรากฏขึ้นกลางลาน
"ตี้จวินเด็กอวดดี สมควรตาย!" เสวียนหมิงเอ่ยเสียงเย็นชา นัยน์ตาฉายแววอำมหิต
จอมอสูรทั้งหลายอัดอั้นตันใจเรื่องเทียนหยวนมานาน ตี้จวินคราวนี้จุดไฟเผาตัวเองชัดๆ
ตี้เจียงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้น "รวบรวมกำลังทุกเผ่า บุกศาลสวรรค์!"
เดิมทีคิดว่าจะจัดการเทียนหยวนให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปถล่มศาลสวรรค์จอมอหังการ
ตี้เจียงเองก็นึกไม่ถึงว่า ตี้จวินและไท่อีจะใจร้อนกว่าพวกเขา ถึงกับนำทัพเผ่าภูติบุกมา
ราชาปีศาจผู้โง่เขลา วันนี้จะให้พวกเจ้าได้รู้ซึ้งถึงพลังที่แท้จริงของจอมอสูร
ก้งกงและคนอื่นไม่พูดพร่ำ ต่างเหาะออกไป เริ่มเรียกระดมพลชาวเผ่า
เหนือห้วงดารา ตี้จวินและไท่อีนั่งอยู่บนราชรถเก้ามังกร รัศมีแห่งราชาโอบล้อมรอบกาย มองดูฟ้าดินด้วยสายตาดูแคลน
เบื้องหลังคือเมฆปีศาจที่ม้วนตัวอย่างบ้าคลั่ง เหล่าราชาปีศาจและปีศาจใหญ่แห่งศาลสวรรค์รวมตัวกันอยู่ในนั้น ปกคลุมท้องฟ้ากว้างใหญ่
ฝูซียืนอยู่ข้างกายตี้จวิน เอ่ยปากเรียบๆ "ยืมแรงส่งจากงานวิวาห์สวรรค์ ศึกเดียวสยบใต้หล้า จากนี้ไปโลกบรรพกาลจะตกอยู่ในกำมือขององค์ราชา"
การบุกโจมตีเผ่าบรรพชนครั้งนี้ ย่อมเป็นคำแนะนำของฝูซี
เผ่าบรรพชนอาละวาดในโลกบรรพกาล เป็นเจ้าถิ่นที่หมื่นเผ่าต้องหลีกหนี แม้จะมีจำนวนมากหนีไปพึ่งใบบุญศาลสวรรค์ แต่ก็ยังมีอีกมากที่รั้งรออยู่บนผืนดิน
ยามนี้ราชาปีศาจเพิ่งผ่านงานวิวาห์สวรรค์มีบุญกุศลหนุนนำ ศาลสวรรค์กำลังรุ่งโรจน์สุดขีด
เหมาะเจาะที่จะใช้อานุภาพนี้บุกตีเผ่าบรรพชน ลดทอนความฮึกเหิมของจอมอสูร ระบายความแค้นของหมื่นเผ่า
และยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพของศาลสวรรค์ ดึงดูดเผ่าภูติให้เข้ามาร่วมมากขึ้น
อีกประการหนึ่ง ฝูซีตรวจพบว่าหนึ่งในสิบสองจอมอสูรอย่างโฮ่วถู หายตัวไปหลายพันปีแล้ว นี่เป็นโอกาสทองอย่างไม่ต้องสงสัย
หากสามารถทำลายจอมอสูรได้ในคราเดียว โลกบรรพกาลจะไม่มีขั้วอำนาจใดขัดขวางศาลสวรรค์ได้อีก
แถมการที่จอมอสูรรวบรวมเผ่าบรรพชนทั้งหมดบนผืนดินไว้ที่เดียว อาจมีแผนการร้ายต่อศาลสวรรค์ ย่อมต้องชิงลงมือก่อนได้เปรียบ
ตี้จวินพยักหน้าเบาๆ หางตาเหลือบมองความว่างเปล่ารอบด้าน ที่นั่นซ่อนเร้นคลื่นพลังอยู่หลายสาย
เหล่าเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดเดิมที่มาร่วมงานวิวาห์ยังไม่จากไป นี่ก็เป็นโอกาสดีที่จะแสดงศักยภาพ
คิดได้ดังนั้น ตี้จวินหันไปมองน้องรองไท่อีที่อยู่ข้างๆ
ถึงเวลาให้สรรพชีวิตในโลกบรรพกาลได้รู้ซึ้ง ว่าอะไรคือของวิเศษกำเนิดเดิมระดับสูงสุด
จอมอสูรร่างกายแข็งแกร่ง ไม่รู้ว่าจะต้านทานอานุภาพของระฆังโกลาหลได้หรือไม่
ไท่อีหรี่ตาลง บนเสื้อคลุมสีเพลิงมีดวงอาทิตย์เจิดจ้าแสบตา
เมื่อเทียบกับความน่าเกรงขามดั่งราชันของตี้จวิน ไท่อีดูเย่อหยิ่งเย็นชากว่า
ราชาปีศาจทั้งสองฮึกเหิม แต่คุนเผิงที่ตามหลังมากลับมีสีหน้ามืดครึ้ม ดูไม่ได้อย่างยิ่ง
เขารู้ว่ามหาภัยพิบัติกำลังมาเยือน แต่ไม่นึกว่าสงครามครั้งแรกจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้
ทันทีที่สงครามเปิดฉาก ไอวิบัติจะแผ่กระจายไปทั่วโลกบรรพกาล ครอบคลุมทุกสรรพชีวิต
ไอวิบัติแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย การฆ่าฟันย่อมตามมา ฆ่าฟันมากเข้า แรงกรรมและพลังบาปก็จะก่อตัวขึ้น ฟ้าดินย่อมไม่ปลื้ม
ต่อให้มีวาสนาและโชคลาภมากเพียงใด ก็จะถูกแรงกรรมกัดกร่อนจนหมดสิ้น
เฉกเช่นเผ่าพันธุ์มังกร หงสา กิเลน ในอดีต พวกเขาไล่ล่าสังหารสัตว์ร้ายที่ทำลายโลกบรรพกาล ได้รับบุญกุศลมหาศาล แต่สุดท้ายก็ต้องดับสูญไป
คุนเผิงคิดไม่ตกมาตลอด ตัวเอกของฟ้าดินเดิมทีฟ้าดินเป็นผู้เลือก ไยสุดท้ายต้องใช้มหาภัยพิบัติมาทำลายล้าง
โลกบรรพกาลกว้างใหญ่ไพศาล พลังปราณกำเนิดเดิมอุดมสมบูรณ์ สามารถรองรับสิ่งมีชีวิตได้มากกว่านี้
แก่นแท้ของมหาภัยพิบัติคืออะไรกันแน่?
กวาดสายตามองผืนดินโลกบรรพกาล ตีนเขาปู้โจวมีหมอกเลือดพวยพุ่ง ไอสังหารเข้มข้นจนแทบจับต้องได้
เผ่าบรรพชนเดิมทีก็อารมณ์ร้อน ได้รับผลกระทบจากไอวิบัติ ย่อมต้องบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
ศึกนี้เปิดฉากเมื่อใด ต้องเป็นการฆ่าล้างผลาญไม่จบไม่สิ้น!
ความคิดมากมายแล่นผ่านสมอง คุนเผิงวางแผนสำหรับตัวเองเรียบร้อยแล้ว
ฉกฉวยผลประโยชน์ในมหาภัยพิบัติ ห้ามก่อกรรมทำเข็ญเด็ดขาด มิเช่นนั้นบุญกุศลที่ได้จากการสร้างอักษรภูติคงไม่พอใช้
เทียนหยวนยืนอยู่บนยอดเขา มองดูท้องฟ้าไกลๆ
ดวงตะวันบนฟ้าร่วงหล่นลงมา ตีนเขาปู้โจวมีไอสังหารโลหิตกลุ่มใหญ่ลอยขึ้น ภายในคือชาวเผ่าบรรพชนที่หนาแน่น
ทว่าในเมฆปีศาจที่ตกลงมาจากห้วงดารา จำนวนเผ่าภูตินั้นมากมายมหาศาลกว่าเผ่าบรรพชนนัก
เผ่าภูติแยกตัวมาจากหมื่นเผ่าในโลกบรรพกาล จำนวนไม่น้อยเป็นเผ่าพันธุ์กำเนิดเดิมในอดีต
พวกเขาถือกำเนิดในโลกบรรพกาลตั้งแต่ยุคมหาภัยพิบัติสัตว์ร้าย สืบทอดเผ่าพันธุ์มานับอสงไขย จำนวนย่อมเทียบไม่ได้กับเผ่าบรรพชน
มองดูเงาร่างดำมืดบดบังแสงตะวัน เทียนหยวนก็พอจะเข้าใจว่าทำไมจอมอสูรถึงต้องเร่งปั๊มลูกหลานอย่างบ้าคลั่ง
ใช้กำลังเพียงเผ่าเดียวต่อกรกับหมื่นเผ่าในโลกบรรพกาล พลังงานในหัวใจผานกู่ ก็ถูกผลาญจนหมดเกลี้ยงด้วยเหตุนี้
เผ่าบรรพชนและเผ่าภูติถอนตัวจากเวทีโลกบรรพกาล หัวใจที่ผานกู่ทิ้งไว้ก็แห้งเหือด ช่างเป็นแผนการที่แยบยลนัก
"ท่านพ่อภูเขา พวกเราไปจับเผ่าบรรพชนตอนนี้เลยไหม?" ทารกน้ำเต้าทนรอไม่ไหวแล้ว
เทียนหยวนชำเลืองมองตีนเขาปู้โจว ที่นั่นเหลือเพียงชาวเผ่าที่อ่อนแอกว่าระดับเซียนทองคำ สิ่งที่เขาต้องการล้วนอยู่ในสนามรบ
"รอให้พวกเขาตีกันก่อนค่อยว่ากัน"
จะมีสิ่งมีชีวิตตกตายไปเท่าไหร่ เทียนหยวนเองก็ไม่รู้ มหาภัยพิบัติไม่ใช่สิ่งที่เขาจะควบคุมได้ในตอนนี้
สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือ ฉวยโอกาสจากมหาภัยพิบัติสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองให้มากที่สุด
เพียงแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จึงจะหยุดยั้งมหาภัยพิบัติครั้งสุดท้าย ลดการสูญเสียของโลกบรรพกาลได้
ตอนนี้เผ่าบรรพชนขาดโฮ่วถู ขาดหัวใจผานกู่ แถมยังถูกเขาจับขุนพลบรรพชนและชาวเผ่าไปไม่น้อย เทียนหยวนเริ่มเป็นห่วงเผ่าบรรพชนขึ้นมาบ้าง
เหล่านี้ล้วนเป็นนักขุดเหมืองตัวฉกาจที่เขาหมายตา ตายเปล่าไปก็น่าเสียดายแย่
หง่าง!
พร้อมกับเสียงระฆังที่ดังก้องฟ้าดิน มหาสงครามลิขิตฟ้าครั้งแรกระหว่างเผ่าบรรพชนและเผ่าภูติปะทุขึ้นอย่างสมบูรณ์
เปลวเพลิงทองคำสุริยันย้อมท้องฟ้าเป็นสีทอง จอมอสูรพาร่างกายอันบ้าคลั่งบุกฝ่าเข้าไป ไม่เกรงกลัวอานุภาพของธาตุไฟแห่งความโกลาหลนั้นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อราชาปีศาจและจอมอสูรปะทะกัน ราชาปีศาจแห่งศาลสวรรค์และเหล่าขุนพลบรรพชนก็เข้าห้ำหั่นกัน
เพียงไม่กี่อึดใจ ทั่วท้องฟ้าเต็มไปด้วยเงาร่างมหึมา มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
มีปีศาจใหญ่ที่บดบังแสงตะวัน มีเผ่าบรรพชนรูปร่างพิสดาร พวกเขาฉีกกระชากมิติ บดขยี้ขุนเขา
สรรพชีวิตนับไม่ถ้วนบนผืนดินโลกบรรพกาลตัวสั่นงันงก จำนวนไม่น้อยหนีตายลงสู่ท้องทะเล
กวาดตามองจุดที่มีคลื่นพลังรุนแรงที่สุดบนท้องฟ้า เทียนหยวนหันไปบอกทารกน้ำเต้าข้างๆ "เริ่มลงมือได้ เน้นไปที่เผ่าบรรพชน แต่เผ่าภูติระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุดก็ห้ามปล่อยไป"
ทารกน้ำเต้าแม้จะยังไม่ทะลวงด่าน แต่ด้วยตบะระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุดขั้นปลาย ก็เป็นรองแค่ราชาปีศาจและจอมอสูร
การจับกุมราชาปีศาจและขุนพลบรรพชน เป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
"และก็ระวังซ่อนตัวด้วย อย่าให้ความแตกเร็วเกินไป!" สุดท้ายเทียนหยวนยังกำชับอีกประโยค
ถ้ายังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ถูกเผ่าบรรพชนและเผ่าภูติจับได้ อาจจะโดนรุมกินโต๊ะเอาได้
ฉวยโอกาสจากมหาภัยพิบัติ จับกุมสิ่งมีชีวิตให้ได้มากที่สุด คือภารกิจหลักของพวกเขา
"รับทราบ!" ทารกน้ำเต้าพยักหน้ารัวๆ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
การได้ช่วยเหลือท่านพ่อภูเขา คือเรื่องที่มีความสุขที่สุดของเขา
เทียนหยวนก้าวเท้าออกไป แปลงกายเป็นปีศาจธรรมดา แทรกซึมเข้าไปในวงล้อมการต่อสู้อันกว้างใหญ่ไพศาลกลางเวหา
มหาภัยพิบัติปกคลุมฟ้าดิน สนามรบกว้างใหญ่เหลือเกิน
ขอเพียงไม่ไปจ๊ะเอ๋กับจอมอสูรหรือราชาปีศาจเข้าจังๆ ก็ไม่มีใครดูออก
สิ่งเดียวที่ต้องระวังคือ อย่าให้เงาร่างเผ่าบรรพชนและเผ่าภูติหายไปเป็นกลุ่มก้อนในคราวเดียว
เทียนหยวนเองก็ไม่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตเข้าร่วมสงครามเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ ทุกคนล้วนมีระดับเซียนทองคำขึ้นไป
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่ามกลางเสียงคำรามและเสียงตะโกนก้อง หมอกจางๆ ก็ลอยขึ้นมา เป็นสีเหลืองอ่อน เริ่มแผ่ขยายออกไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว ปกคลุมร่างเงาทีละร่าง
อิทธิฤทธิ์และคาถาอาคมของเผ่าภูติมีสีสันหลากหลายอยู่แล้ว จึงไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้
เพียงแต่เผ่าภูติและเผ่าบรรพชนที่กำลังต่อสู้กันอยู่จำนวนไม่น้อย พบว่าคู่ต่อสู้ที่กำลังจะถูกตีตายจู่ๆ ก็หายตัวไป
ทว่ารอบด้านเต็มไปด้วยผู้คนหนาแน่น พวกเขาไม่มีเวลามานั่งสงสัย ก็กระโจนเข้าสู่การต่อสู้ครั้งใหม่
เพียงชั่วครู่เดียว เจ้าพวกที่กำลังงุนงงเหล่านั้น ก็หายตัวไปจากสนามรบเช่นกัน
ผู้คนในสนามรบมีมากเกินไป ต่อให้เกิดช่องว่างเล็กๆ ขึ้น เพียงพริบตาก็ถูกคลื่นมนุษย์ถมจนเต็ม
เทียนหยวนผู้เก็บงำกลิ่นอาย เดินทอดน่องอยู่ในวงล้อมการต่อสู้ เก็บกวาดผู้คนไปทีละราย
"จุ๊ๆๆ เผ่าบรรพชนสมแล้วที่ครองความเป็นใหญ่บนผืนดิน" มองดูวงล้อมการต่อสู้รอบๆ เทียนหยวนก็อดทึ่งไม่ได้
ก่อนหน้านี้ตอนอาละวาดในเผ่าบรรพชน ขุนพลบรรพชนและจอมอสูรทำอะไรเขาไม่ได้ เทียนหยวนเลยไม่รู้สึกอะไรมากนัก
ตอนนี้พอเทียบกับเผ่าภูติ ความแตกต่างก็ปรากฏชัดเจน เผ่าบรรพชนในระดับเดียวกันสามารถสู้กับเผ่าภูติได้ถึงสามสี่คนโดยไม่เพลี่ยงพล้ำ
อิทธิฤทธิ์และคาถาอาคมของเผ่าภูติแม้จะร้ายกาจ แต่หากทำลายกายเนื้อของเผ่าบรรพชนไม่ได้ ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย
เทียนหยวนที่เก็บกวาดผู้คนไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปยังวงล้อมการต่อสู้ระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุด
เมื่อเทียบกับเซียนทองคำและเทพสวรรค์ทองคำที่หนาแน่น เผ่าบรรพชนและเผ่าภูติระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุดมีไม่มากนัก และส่วนใหญ่เป็นระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุดขั้นต้น
เทียนหยวนเดาว่า เทพสวรรค์อมตะสูงสุดเหล่านี้น่าจะมาจากหมื่นเผ่า แขกสามพันคนในตำหนักม่วงนภามีน้อยคนนักที่จะเข้าร่วม
ช่วงเวลาที่ศาลสวรรค์รุ่งโรจน์ที่สุด น่าจะเป็นช่วงหลังจบการเทศนาธรรมครั้งที่สาม และปราบปรามตงหวังกงแล้ว
ไกลออกไปมีเงาร่างหนึ่งดึงดูดความสนใจของเทียนหยวน ปีศาจวัวระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุดขั้นกลาง กำลังต่อสู้อย่างสูสีกับขุนพลบรรพชนระดับเดียวกัน
เทียนหยวนจำอีกฝ่ายได้ คือสัตว์แปลกประหลาดแห่งโลกบรรพกาล ซือเถี่ย เหมือนจะเป็นหนึ่งในสิบราชาปีศาจแห่งศาลสวรรค์เสียด้วย
"พรสวรรค์เช่นนี้ เหมาะแก่การไปขุดลอกชีพจรแผ่นดินยิ่งนัก" เก็บกวาดตัวซวยที่ผ่านทางมาไม่กี่ราย เทียนหยวนค่อยๆ เข้าใกล้
เทพสวรรค์อมตะสูงสุดมีพลังแข็งแกร่ง คลื่นพลังที่แผ่ออกมาสามารถสั่นสะเทือนความว่างเปล่า แทบจะแยกตัวออกมาสู้ต่างหาก
แม้จะเสี่ยงต่อการถูกราชาปีศาจและจอมอสูรจับได้ แต่ ณ เวลานี้เทียนหยวนไม่สนแล้ว สิ่งยั่วยวนนี้มันมากเกินไป
ต่อให้โชคร้ายถูกจับได้ สนามรบกว้างใหญ่ขนาดนี้ ยังไงก็จับตัวเขาไม่ได้
เหาเยอะไม่คัน หนี้เยอะไม่กลุ้ม จอมอสูรเกลียดเขาเข้ากระดูกดำอยู่แล้ว เพิ่มเผ่าภูติเข้าไปอีกสักเผ่าก็คงไม่เป็นไร
[จบแล้ว]