- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเขาปู้โจว งานอดิเรกคือจับคนมาขุดดิน
- บทที่ 22 - กฎแห่งพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัว
บทที่ 22 - กฎแห่งพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัว
บทที่ 22 - กฎแห่งพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัว
บทที่ 22 - กฎแห่งพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัว
เทียนหยวนลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
เมื่อครู่ที่จมดิ่งลงสู่โลกแห่งจิตสำนึกของเขาปู้โจว เขารู้สึกได้ว่าพื้นที่แห่งนั้นดูเหมือนจะมีอะไรแปลกไป
น่าจะเป็นเพราะการขุดลอกและชำระล้างเส้นชีพจรย่อยทั้งยี่สิบสาย ทำให้เขาปู้โจวเกิดการเปลี่ยนแปลง
หากไม่ใช่เพราะควาฟู่อยู่แถวนี้ เขาคงต้องตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วนไปแล้ว
เขาเงยหน้ามองไปทางขอบฟ้าอันไกลโพ้น ที่นั่นมีร่างอันสูงใหญ่กำยำกำลังเหยียบย่ำสายฟ้าพุ่งทะยานเข้ามา
ทุกย่างก้าวที่เดินผ่าน ความว่างเปล่ารอบด้านแตกกระจายแล้วฟื้นฟูสภาพอย่างรวดเร็ว ราวกับมีกระจกบานใหญ่ตลอดเส้นทางที่แตกละเอียดแล้วประกอบกลับคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามจังหวะที่ควาฟู่รุดหน้าเข้ามาใกล้
"ขุนพลบรรพชนระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุด มาได้จังหวะพอดี จะได้ลองทดสอบความแกร่งของกายเนื้อดูหน่อย!" สัมผัสได้ถึงไอสังหารอันเกรี้ยวกราดที่พุ่งเข้าใส่ นัยน์ตาของเทียนหยวนลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้
บำเพ็ญเพียรอย่างหนักบนเขาปู้โจวมานานปี ทรัพยากรล้ำค่ามากมายถูกกินเข้าไปนับไม่ถ้วน ทั้งหมดล้วนทุ่มเทไปที่กายเนื้อนี้
ตั้งนานแล้วที่เขาคิดอยากจะหาขุนพลบรรพชนสักคนมาประมือดู
คิดได้ดังนั้น ร่างของเทียนหยวนก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนู ตรงดิ่งเข้าหาควาฟู่ที่กำลังวิ่งเข้ามา
ควาฟู่ที่เดิมทีกังวลว่าเจ้ามนุษย์หินจะหนีไปอีก สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย แววตาฉายแววลิงโลด
เขาเข้าสู่ระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุดได้เพียงหมื่นปี แต่ก็ได้สังหารเผ่าภูติระดับเดียวกันมาไม่น้อย
แม้ในใจจะโกรธแค้นเจ้ามนุษย์หินผู้นี้ แต่ในยามนี้เขาก็อดชื่นชมในความกล้าหาญของอีกฝ่ายไม่ได้ ที่กล้าเผชิญหน้ากับอานุภาพของเขาตรงๆ
"กล้าดีนี่!"
เสียงคำรามกึกก้อง ไอสังหารอันพลุ่งพล่านทะลักออกมา สายฟ้าที่วิ่งวนอยู่บนผิวกายยิ่งหนาแน่นขึ้น จนทำให้ความว่างเปล่าบริเวณนั้นสว่างไสวเจิดจ้า
เทียนหยวนหรี่ตาลง สููดหายใจเข้าลึก
ชาวเผ่าบรรพชนก็คือชาวเผ่าบรรพชน ขุนพลบรรพชนก็คือขุนพลบรรพชน ประมาทไม่ได้จริงๆ
ขุนพลบรรพชนยังน่ากลัวขนาดนี้ สิบสองจอมอสูรบรรพชนคงยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่านี้เป็นแน่
ใต้ผิวหนังมีแสงเก้าสีไหลเวียน รวบรวมไปที่หมัดขวาอย่างรวดเร็ว ร่างของเทียนหยวนเข้าประชิดเจ้ายักษ์ใหญ่ร่างกำยำนั้นแล้ว
ไม่มีท่วงท่ารุ่มร่าม ควาฟู่ที่มีร่างสูงใหญ่หลายร้อยจ้าง ก็เหวี่ยงหมัดของตนออกมาเช่นกัน
หมัดยังไม่ทันถึง สายฟ้าอันบ้าคลั่งก็พุ่งเข้าใส่ ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องแสบแก้วหู อสรพิษสายฟ้านับไม่ถ้วนกลืนกินร่างของเทียนหยวน
สายฟ้าอาละวาดปกคลุมทั่วร่าง แต่ในสายตาของเทียนหยวนมีเพียงหมัดยักษ์ที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น
บนหมัดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยไอสังหารและสายฟ้า เขาเหมือนจะเห็นแสงสีขาวเจิดจ้าสายหนึ่งแวบผ่าน
แต่เทียนหยวนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ท่ามกลางแสงเก้าสี ไอเสวียนหวงอันเข้มข้นปรากฏขึ้น หมัดขวาสวนกลับไปปะทะทันที
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นราวกับฟ้าถล่ม ท้องฟ้าทั้งผืนสั่นสะเทือน สายฟ้าที่ปะทะกันสาดกระเซ็น กรีดเฉือนความว่างเปล่าเป็นริ้วๆ
มิติแตกกระจาย ราวกับดอกไม้ไฟสีเงินเบ่งบานกลางอากาศ ทั้งเจิดจ้าและงดงาม
ท่ามกลางแสงสีเงินที่บาดตา ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งพุ่งกระเด็นออกมา ชนภูเขาพังทลายไปกว่าสิบลูก ก่อนจะกระแทกลงบนพื้นดินอย่างรุนแรง
ภูเขาถล่มทลาย เสียงดังครึกโครม พร้อมกับคลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกไป
พื้นดินทั้งแถบเหมือนถูกไถพรวน เศษหินและต้นไม้นับไม่ถ้วนถูกบดละเอียดคาที่ ผ่านไปหลายลมหายใจฝุ่นควันถึงได้ฟุ้งกระจายขึ้นบดบังแสงตะวัน
ร่างของควาฟู่ถอยกรูด เหยียบย่ำความว่างเปล่าแตกเป็นเสี่ยงๆ ไปหลายก้าวถึงจะหยุดยั้งได้ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เพราะความโกรธ เขาจึงไม่ได้ออมมือเลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่เทียนหยวนที่เพิ่งเข้าสู่ระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุด ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตระดับเดียวกันที่สั่งสมตบะมานานปี ก็ไม่อาจรับหมัดของเขาตรงๆ ได้
ภายใต้การโจมตีเต็มกำลัง มีแต่กายเนื้อต้องแตกดับคาที่ ดวงจิตตระหนกหนีตาย จะมีสิทธิ์อะไรมากระแทกพื้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการชนภูเขาพังไปเป็นแถบ
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้า จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อต่อสู้กับขุนพลบรรพชนในเผ่าด้วยกันเท่านั้น
กายเนื้อของเจ้ามนุษย์หินนั่น ใกล้เคียงกับขุนพลบรรพชนแล้ว!
กดข่มความตกใจในอก ควาฟู่ยิ่งรู้สึกสงสัยในตัวเทียนหยวนมากขึ้น
พวกเขาคือสายเลือดแท้ของผานกู่ ได้รับความรักจากฟ้าดิน เจ้ามนุษย์หินต้อยต่ำ ไฉนถึงมีความสำเร็จระดับนี้ได้
เก็บงำอานุภาพรอบกาย เขาก้าวเท้าเดินตรงไปยังหลุมยักษ์บนพื้นดิน
รับหมัดของเขาไปตรงๆ แล้วกายเนื้อไม่แตกดับ เจ้ามนุษย์หินคงไม่มีแรงสู้ต่อแล้ว
แต่ทันทีที่ก้าวเท้าออกไป ควาฟู่ก็ต้องชะงักร่าง เบิกตากว้างมองไปทางด้านขวาล่าง
เจ้าสัตว์กินเหล็กที่นอนแผ่อยู่บนพื้น ถูกเงาร่างหนึ่งม้วนตัวพาเจาะลงดิน หนีหายไปไกลอย่างรวดเร็ว
กลิ่นอายนั้นเขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี เป็นเจ้ามนุษย์หินที่เพิ่งถูกเขาชกกระเด็นไปเมื่อกี้นั่นเอง
แม้คลื่นพลังของอีกฝ่ายจะดูไม่ค่อยเสถียรนัก แต่ดูเหมือนจะไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไร นั่นหมายความว่าการปะทะเมื่อครู่ พลังของเขาเพียงแค่ได้เปรียบกว่าเล็กน้อยเท่านั้น
เป็นไปได้ยังไง?
นอกจากเผ่าบรรพชน ไม่มีใครที่กายเนื้อจะสามารถต้านทานพละกำลังของเขาได้!
"บัดซบ เอ้ย! โคตรจะปีศาจเลย!" เทียนหยวนที่หิ้วคอเจ้าสัตว์กินเหล็กเหาะหนี บ่นกระปอดกระแปดไม่หยุดปาก
บนแขนขวาที่ถักทอด้วยหินสีเหลืองน้ำตาล ปรากฏรอยร้าวเล็กๆ ขึ้นมาแล้ว
ภายในรอยร้าวนั้นมีสายฟ้าและไอสังหารแลบแปลบปลาบ และยังมีแสงสีขาวจางๆ สายหนึ่งไหลเวียนอยู่ พยายามจะชอนไชเข้าสู่ร่างกายเขา
เขาสลัดแขนขวาเบาๆ สายฟ้าและไอสังหารที่หลงเหลืออยู่จางหายไป แต่แสงสายนั้นกลับยังคงไหลเวียนอยู่ภายใน
รับหมัดของควาฟู่เข้าไปเต็มๆ แต่กลับเป็นเพราะแสงสีขาวสายนั้นที่ทำให้กายเนื้อเกิดรอยร้าว
"กฎแห่งพละกำลัง! ดูท่าจะเป็นกฎแห่งพละกำลังไม่ผิดแน่!" เทียนหยวนหายใจหอบถี่ แววตาร้อนแรง
กฎเกณฑ์มีอยู่ทุกหนแห่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกฎแห่งพละกำลังที่เรียบง่ายที่สุด แต่สิ่งมีชีวิตทั่วไปแทบจะไม่มีทางครอบครองได้เลย
กายเนื้อที่น่าสะพรึงกลัว บวกกับกฎแห่งพละกำลังที่เป็นที่สุดแห่งการโจมตี ช่างไร้ผู้ต่อต้านจริงๆ
กายเนื้อของเขาเทียบได้กับขุนพลบรรพชนทั่วไป แต่การโจมตีของควาฟู่นั้นรุนแรงเกินไปจริงๆ
แม้จะพ่ายแพ้แก่ควาฟู่เล็กน้อย แต่เทียนหยวนก็ยังพอใจมาก เพราะเขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุดเท่านั้น
บนเขาปู้โจวมีของวิเศษมากมาย รอให้เขาสั่งสมตบะอีกสักหน่อย วันหน้าก็ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้
เจ้ากุ่นกุ่นที่ถูกเทียนหยวนหิ้วมาด้วย นิ่งอึ้งไปโดยสมบูรณ์แล้ว
ด้วยตบะของเขา ย่อมมองไม่ทันการปะทะของทั้งสอง แต่ภาพควาฟู่ที่วิ่งไล่ล่ามาทางขอบฟ้า และภูเขาที่ถล่มทลายนั้น เขาเห็นชัดเต็มสองตา
เสียงพึมพำของเทียนหยวนในตอนนี้ ยิ่งยืนยันข้อสันนิษฐานในใจเขา
เทียนหยวนที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุด ถึงขั้นปะทะกับขุนพลบรรพชนควาฟู่ได้ตรงๆ
กุ่นกุ่นยังคงไม่อยากจะเชื่อในใจ อดไม่ได้ที่จะถามตะกุกตะกัก: "ผะ...ผู้อาวุโส เมื่อกี้ท่าน?"
ตลอดทางมานี้ เทียนหยวนแทบจะใช้แต่วิเศษจับชาวเผ่าบรรพชน ทำไมกายเนื้อถึงได้น่ากลัวขนาดนี้
แม้แต่ขุนพลบรรพชนควาฟู่ยังทำอะไรเขาไม่ได้
"เฮอะๆ! เจ้าคิดว่าไงล่ะ?" เทียนหยวนแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อยซี่โตเท่ากำปั้น
กุ่นกุ่นตัวสั่นเทิ้ม หดคอลง ในหัวแวบความคิดที่เพิ่งคิดเมื่อครู่ขึ้นมา
เหลือบมองกุ่นกุ่นที่ทำหน้าหวาดกลัว เทียนหยวนไม่ได้อธิบายอะไร เงยหน้ามองไปไกลๆ ที่นั่นมีกระแสเลือดลมพลุ่งพล่าน
เขาตั้งใจจะกลับเขาปู้โจวแล้ว แต่ก่อนไปบังเอิญเจอชนเผ่าบรรพชนเข้า แน่นอนว่าต้องไม่พลาด
ด้านหลังมีเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นของควาฟู่ดังไล่มา เทียนหยวนพุ่งทะลุดินออกมา อ้าปากพ่นฝุ่นสีเหลืองหม่นๆ ออกมา
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุด อานุภาพของดินวิเศษเก้าสวรรค์ก็ยิ่งร้ายกาจ เพียงพริบตาเดียวที่ม้วนผ่าน ชาวเผ่าบรรพชนทั้งหมดก็หายวับไปจากตรงนั้น
กุ่นกุ่นที่ติดตามอยู่ข้างๆ กลับตาเบิกโพลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ในฝุ่นดินสีเหลืองที่ม้วนตัวหายไปอย่างรวดเร็วนั้น เขาเห็นเงาร่างที่เกรี้ยวกราดและกู่ร้องคำรามอยู่อย่างเลือนราง มันคือเหล่าชาวเผ่าบรรพชนที่ถูกเทียนหยวนจับตัวไป
พวกชาวเผ่าไม่ได้ถูกเทียนหยวนกิน?
กุ่นกุ่นตกใจมาก รู้ว่าเทียนหยวนจงใจให้เขาเห็น
เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายเล็กน้อย ในใจกลับรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเปราะหนึ่ง
แต่สำหรับการกระทำของเทียนหยวน เขายิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ อีกฝ่ายจับชาวเผ่าบรรพชนไปมากมายขนาดนี้เพื่ออะไรกันแน่?
[จบแล้ว]