- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นเขาปู้โจว งานอดิเรกคือจับคนมาขุดดิน
- บทที่ 2 - หัวใจแห่งโลกบรรพกาล
บทที่ 2 - หัวใจแห่งโลกบรรพกาล
บทที่ 2 - หัวใจแห่งโลกบรรพกาล
บทที่ 2 - หัวใจแห่งโลกบรรพกาล
เขาปู้โจวนั้นสูงใหญ่และหนักแน่น แผ่อำนาจกดดันอันมหาศาล ทว่าที่นี่กลับเต็มไปด้วยเจตจำนงที่ล่องลอยอยู่ระหว่างฟ้าดินเสียส่วนใหญ่
พวกมันมีทั้งความสงบ ความโหดร้าย ความสับสนวุ่นวาย และความดุร้ายป่าเถื่อน หลากหลายรูปแบบ แต่พวกมันล้วนกัดกร่อนเสาหลักค้ำฟ้าอยู่ตลอดเวลา แม้แต่เทียนหยวนเอง ก็ทำได้เพียงเดินอยู่บนภูเขาและในชีพจรแผ่นดินเท่านั้น
หากสิ่งมีชีวิตอื่นล่วงล้ำเข้ามา เกรงว่าจะต้องหลงทางและสูญเสียตัวตนไปในทันที
แต่บัดนี้ เมื่อชีพจรย่อยสายหนึ่งถูกทะลวงจนโล่งสะดวก เขาปู้โจวก็สามารถต้านทานมลทินจากเจตจำนงเร่ร่อนเหล่านั้นได้ในระดับหนึ่งแล้ว
เขาอาจจะจับสิ่งมีชีวิตบางอย่างเข้ามา เพื่อช่วยทะลวงและชำระล้างชีพจรแผ่นดิน
ลำพังแค่ตัวเขาเอง ใช้เวลาถึงหมื่นปีเต็มกว่าจะสางชีพจรย่อยได้เพียงเส้นเดียว แดนบูรพามีชีพจรย่อยถึงร้อยแปดเส้น ยังไม่นับรวมชีพจรหลักขนาดมหึมาอีกสามเส้นนั่น
การที่จู่ๆ ก็มาโผล่ที่โลกบรรพกาล เขาปู้โจวคือที่พึ่งพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา
การเทศนาธรรม ณ ตำหนักม่วงนภาเริ่มขึ้นแล้ว มหาภัยพิบัติแห่งเผ่าลิขิตสวรรค์และเผ่าภูติกำลังใกล้เข้ามา เขาไม่มีเวลามากนัก
โลกบรรพกาลไม่นับวันเวลา อีกทั้งยังกว้างใหญ่ไพศาล สิ่งมีชีวิตมีจำนวนนับไม่ถ้วน ขอเพียงมีสิ่งมีชีวิตมากพอ เขาก็จะสามารถชำระล้างและจัดระเบียบชีพจรแผ่นดินได้มากขึ้นในเวลาอันสั้น
ยิ่งทะลวงชีพจรแผ่นดินได้มากเท่าไหร่ เจตจำนงของเขาปู้โจวก็จะยิ่งแข็งแกร่ง สามารถต้านทานการรุกรานของจิตสำนึกรอบด้าน ตัวภูเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งและตระหง่านมั่นคงขึ้น
ถึงเวลานั้น เสาหลักค้ำฟ้าอันยิ่งใหญ่ มีหรือที่จอมอสูรบรรพชนเพียงไม่กี่ตนจะชนจนหักโค่นลงได้
หากสามารถชำระล้างและซ่อมแซมชีพจรแผ่นดินทั่วทั้งโลกบรรพกาลได้จนหมดสิ้น เมื่อนั้นเพียงแค่อำนาจของเขาปู้โจว เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดต้านทานได้
และด้วยการอาศัยเขาปู้โจว เขาจะต้องประสบความสำเร็จอย่างเหนือชั้น หรืออาจเทียบเคียงกับเหล่าเทพปีศาจแห่งความโกลาหลเหล่านั้นได้
เทียนหยวนยิ่งคิดใจก็ยิ่งเต้นแรง ร่างกายของเขาหายวับไปจากห้วงจิตสำนึก กลับมายังหุบเขาแห่งเดิม
เถาน้ำเต้ากำเนิดเดิมที่พลิ้วไหวตามสายลม เห็นเทียนหยวนปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด
เมื่อครู่อำนาจของท่านพ่อภูเขาพุ่งสูงขึ้น วิถีธรรมของมันก็ดูเหมือนจะกระจ่างชัดขึ้นบ้าง เถาน้ำเต้าจึงตั้งใจจะสงบจิตเพียรภาวนา
เทียนหยวนมองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นั่นมีเสียงตุบตุบแว่วมา ราวกับมีหัวใจดวงหนึ่งกำลังเต้นอยู่
ทุกครั้งที่เกิดการสั่นสะเทือน เขารู้สึกได้ว่ามีเจตจำนงอันแผ่วเบาไหลมารวมกันที่ภูเขา และพลังงานที่เขาปู้โจวส่งเข้าไปในชีพจรย่อยสายนั้น ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในสายตาของเทียนหยวน เขาปู้โจวเปรียบเสมือนหัวใจของโลกบรรพกาล และเหล่าชีพจรแผ่นดินก็คือเส้นเลือดของผืนพิภพ ที่ช่วยค้ำจุนการหมุนเวียนของโลกทั้งใบ
เทียนหยวนไม่ลังเล ก้าวเท้ายาวๆ เหาะเหินไปยังทิศทางของชีพจรย่อยสายนั้น
แม้ในขณะนี้เขาปู้โจวจะไม่เหมือนช่วงแรกเริ่มเบิกฟ้า แต่ก็ยังคงแผ่อำนาจอันยิ่งใหญ่ นอกจากเหล่าเทพปีศาจกำเนิดเดิมกลุ่มนั้นแล้ว แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ในภูเขา
หากต้องการจับสิ่งมีชีวิต ก็ต้องลงไปหาที่ตีนเขา
ทิศทางของชีพจรแผ่นดินที่ทะลวงแล้วนี้ ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเมื่อยืนอยู่เหนือชีพจรแผ่นดิน เขาก็จะมีพลังปราณให้ใช้อย่างไม่มีวันหมด
ในระหว่างที่เหาะเหิน เทียนหยวนสะบัดมือเบาๆ หินขนาดเท่าฝ่ามือมนุษย์ก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือ
หินก้อนนั้นมีห้าสี กลมเกลี้ยงดุจไข่มุก ห่อหุ้มด้วยวงแหวนแสงห้าสี แดง เขียว เหลือง ขาว ดำ แสงรัศมีหมุนวนพร่างพราย ทำให้หินในมือดูลึกลับเป็นที่สุด
เทียนหยวนโยนมันเข้าปาก เคี้ยวเสียงดังกรุบกรับ แสงรุ้งห้าสีพวยพุ่งออกมา เขาจึงรีบกลืนลงท้องไปอย่างรวดเร็ว
พลังปราณอันเข้มข้นพร้อมด้วยกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติไหลทะลักเข้ามา เทียนหยวนก้มมองแสงเก้าสีที่กระพริบแผ่วๆ บริเวณหน้าอก ดวงตาฉายแววปีติยินดี "ศิลาเทพห้าสีอร่อยกว่าพวกดินทรายนั่นตั้งเยอะ"
แม้จะครอบครองขุมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกบรรพกาล แต่ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงมนุษย์หินธรรมดา ผลไม้ทิพย์และของวิเศษมากมายเขาไม่สามารถดูดซับได้
ที่เขามีความสำเร็จเช่นทุกวันนี้ ก็เพราะเขาได้กัดกินของวิเศษต่างๆ บนเขาปู้โจวเพื่อปรับปรุงร่างกาย
ในบรรดาสมบัติล้ำค่าเหล่านั้น เทียนหยวนโปรดปรานศิลาเทพและเหล็กวิญญาณเป็นที่สุด ไม่เพียงรสชาติดีเยี่ยม แต่ยังเข้ากับร่างกายของเขาเป็นอย่างมาก
เขาปู้โจวกว้างใหญ่ไพศาล มีสิ่งมีชีวิตมากมายมาแสวงหาขุมทรัพย์ แต่สมบัติล้ำค่าก็ยังคงมีอยู่นับไม่ถ้วน
เมื่อก่อนได้แต่มองตาปริบๆ ตอนนี้เขาสามารถกินได้อย่างเต็มคราบ
เนื่องจากเป็นร่างแยก เทียนหยวนจึงไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันของภูเขา แถมยังสามารถเดินทางไปมาบนเขาปู้โจวได้อย่างอิสระ
เพียงไม่นาน เขาก็มาถึงตีนเขาปู้โจว
"เฮ้อ!" เทียนหยวนพ่นลมหายใจเบาๆ แล้วก้าวเท้าลงบนชีพจรแผ่นดินสายนั้น
เป็นไปตามคาด เขาสามารถดูดซับพลังปราณในชีพจรแผ่นดินได้อย่างง่ายดาย แต่กลับสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนย้ายพริบตาไปเสียแล้ว เทียนหยวนกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะก้าวยาวๆ มุ่งหน้าไปเบื้องหน้า
มหาภัยพิบัติมังกรหงส์ผ่านพ้นไปหลายยุคสมัย เผ่าลิขิตสวรรค์ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นจนเริ่มมีอำนาจลุกลามดุจไฟป่า แต่สิ่งมีชีวิตที่มีมากที่สุดในโลกบรรพกาลยังคงเป็นเผ่าพันธุ์หมื่นภูติ
ไม่นานนัก เทียนหยวนก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังหลายจุด เพียงแต่มันค่อนข้างอ่อนแอ
ในมิติแห่งนั้น แม้เขาปู้โจวจะสามารถต้านทานการรุกรานของเจตจำนงเร่ร่อนได้บ้างแล้ว แต่ตบะบารมียังอ่อนด้อย เกรงว่าจะทำอะไรได้ยาก เพราะการมาครั้งนี้ของเขาเพื่อหาสิ่งมีชีวิตไปช่วยทะลวงและชำระล้างชีพจรแผ่นดิน
อย่างน้อยต้องระดับเทพสวรรค์ทองคำ มิเช่นนั้นเพียงแค่พลังปราณที่ชะล้างในชีพจรแผ่นดิน ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกมันระเบิดร่างตายได้
เหาะเหินมาหลายพันลี้ แทบทั้งหมดล้วนเป็นพวกระดับเทพสวรรค์หรือเซียนแท้จริง
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า เทียนหยวนพึมพำกับตัวเอง "หรือว่าจะแห่ไปดูเรื่องสนุกบนห้วงดารากันหมด"
ในห้วงความว่างเปล่ามีเพียงระดับเทพสวรรค์อมตะสูงสุดเท่านั้นที่เข้าไปได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้พวกตัวเล็กตัวน้อยที่อยากรู้อยากเห็นตามไปดูที่ชายขอบโลกบรรพกาล
เทียนหยวนไม่รีบร้อน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงจากเขาปู้โจว ถือโอกาสเดินเที่ยวชมไปในตัว
ทั่วทั้งฟ้าดินปกคลุมด้วยพลังปราณกำเนิดเดิม แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่าระดับเซียน แต่เนื่องจากข้อจำกัดของรากฐานกำเนิด ระดับเทพสวรรค์ทองคำจึงเป็นจุดสิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในโลกบรรพกาล
ในที่สุด ณ หุบเขาลึกแห่งหนึ่ง เทียนหยวนก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังระดับเทพสวรรค์ทองคำ
กลิ่นอายเบาบาง อีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในผนังผา หากไม่ใช่เพราะกฎแห่งปฐพีของเขาแข็งแกร่ง ก็คงไม่สามารถตรวจจับได้
ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ร่างกำยำของเทียนหยวนก็หายเข้าไปในหน้าผา และเมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็มายืนอยู่ในถ้ำหินปูนลึกนับหมื่นวา
ถ้ำกว้างสุดลูกหูลูกตา หินงอกหินย้อยเรียงราย เปล่งแสงสลัวๆ
ยังไม่ทันที่เทียนหยวนจะได้มองดูให้ละเอียด ในกองหินขรุขระเบื้องล่างก็ปรากฏดวงตาสีแดงเลือดคู่หนึ่ง ร่างมหึมาบิดตัวไปมาในความมืด
กวาดตามองระดับพลังของอีกฝ่าย เทียนหยวนรู้สึกยินดีในใจ และเมื่อได้เห็นร่างจริงของมัน เขาก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่
"สหายธรรมคือผู้ใด เหตุใดจึงบุกรุกถ้ำของข้า?" เสียงแหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมา
เทียนหยวนหัวเราะลั่น "เจ้ามีวาสนากับข้า ข้าจะมอบวาสนาอันยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้า!"
พูดจบ เขาก็กระโดดลอยตัว ร่างยักษ์ทิ้งดิ่งลงไปด้านล่าง
มังกรวารีโลหิตหน้าเปลี่ยนสีด้วยความโกรธ อ้าปากพ่นลมพายุสีแดงคล้ำออกมา ร่างกายพุ่งสวนขึ้นไปทันที
มันเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่มาหลายแสนปี ไม่เคยสร้างความแค้นกับใคร และไม่รู้จักมนุษย์หินตรงหน้าด้วย
แต่ทว่าเมื่อร่างเพิ่งจะทะยานขึ้น มังกรวารีโลหิตก็ต้องชะงักงัน
ไม่มีคลื่นพลังเวทย์ มนุษย์หินประหลาดนั่นไม่ได้ใช้วิชาอาคมหรืออิทธิฤทธิ์ใดๆ ดูเหมือนต้องการจะใช้ร่างกายปะทะกับมันตรงๆ
เผ่ามังกรตกต่ำมานานแล้ว แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาดูแคลนได้ง่ายๆ
"โฮก!" เสียงคำรามต่ำๆ ดังสนั่นจนเสาหินรอบด้านแตกกระจุย
เผ่ามังกรเป็นหนึ่งในสามเผ่าพันธุ์บรรพชน ในอดีตสามารถต่อกรกับอีกสองเผ่าได้พร้อมกัน ก็เพราะอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัว มันเป็นสายพันธุ์มังกรผ่าเหล่า ร่างกายยิ่งไม่ธรรมดา จะต้องกลัวสิ่งใด
ทว่าความคิดนี้เพิ่งจะแวบเข้ามาในหัว มังกรวารีโลหิตก็ได้ยินเสียงดังผัวะที่เหนือหัว ทันใดนั้นก้อนหินมหึมาสองก้อนก็กระแทกเข้ามาที่หน้า
มังกรวารีโลหิต: ???
[จบแล้ว]