- หน้าแรก
- ระบบเซียนสร้างเมือง เริ่มต้นที่ไล่หมาหน้าหมู่บ้าน
- บทที่ 3 - ทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่กลับไม่เหมือนเดิม!
บทที่ 3 - ทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่กลับไม่เหมือนเดิม!
บทที่ 3 - ทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่กลับไม่เหมือนเดิม!
บทที่ 3 - ทั้งที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป แต่กลับไม่เหมือนเดิม!
เสี่ยวอวี้หันไปแนะนำกับชายวัยกลางคน "คุณจ้าวคะ ท่านนี้คือทายาทของตระกูลเฉิน และเป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน เฉินฮั่นค่ะ"
"ที่แท้ก็ท่านผู้นำตระกูลเฉิน" จ้าวคังรีบทักทายอย่างกระตือรือร้น
แม้สังคมสมัยใหม่การเรียกใครว่าผู้นำตระกูลจะฟังดูแปลกๆ แต่หลังจากได้เห็นฝีมือที่อีกฝ่ายแสดงเมื่อครู่ กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูมีความลึกลับน่าค้นหาขึ้นมาทันที
"สวัสดีครับคุณจ้าว" เฉินฮั่นยิ้มตอบรับ พร้อมกล่าวต้อนรับอีกฝ่ายสู่การท่องเที่ยวตระกูลเฉิน
หลังจากนั้น เขาก็เหลือบมองป้ายสร้างที่ตั้งสำนักในคลังเก็บของ เพื่อตรวจสอบเงื่อนไข
เงิน 10,000 หน่วย (32,000/10,000) 2. ค่าชื่อเสียง 10 แต้ม (12/10)
ค่าชื่อเสียงเพิ่มขึ้นมา 12 แต้มจริงๆ ด้วย
เมื่อกี้ยังคิดอยู่เลยว่าจะหาค่าชื่อเสียงมาจากไหน ตอนนี้กลับมีเซอร์ไพรส์
การแสดงปาฏิหาริย์ต่อหน้าผู้คน นี่มันสิ่งที่สำนักง่อไบ๊ในโลกซูซันทำเป็นประจำเลยนี่นา
ไม่นึกว่าโชว์เมื่อกี้จะกลายเป็นการแสดงปาฏิหาริย์ไปซะได้
ลองนับดูคร่าวๆ คณะของคุณจ้าวมีทั้งหมด 13 คน เด็กหญิงหนึ่งคน ผู้ใหญ่ 12 คน นี่น่าจะหมายความว่านอกจากเด็กหญิงแล้ว ผู้ใหญ่ทั้ง 12 คนต่างมอบค่าชื่อเสียงให้คนละหนึ่งแต้ม
ส่วนสาเหตุที่เด็กหญิงไม่สามารถมอบค่าชื่อเสียงได้ น่าจะเป็นเพราะอายุน้อยเกินไป ยังไม่มีความเข้าใจและการแยกแยะในเรื่องพวกนี้
คิดได้ดังนั้น เฉินฮั่นจึงจงใจพลิกฝ่ามือต่อหน้าพวกจ้าวคังอีกครั้ง เก็บก้อนหินก้อนนั้นกลับเข้าคลังไป
รู้ว่าทำแบบนี้แล้วได้ค่าชื่อเสียง ก็ต้องอยากปั๊มแต้มเพิ่มเป็นธรรมดา
ในเมื่อเกมมีระบบแบบนี้ออกมา ต่อไปที่ต้องใช้ค่าชื่อเสียงคงมีไม่น้อยแน่
เหมือนเกมเติมเงินนั่นแหละ ถ้าเขาสร้างระบบเติมเงินมา เขาก็ต้องหาทางให้คุณเติมจนได้
แต่เสียดาย ครั้งนี้เขาไม่ได้รับค่าชื่อเสียงเพิ่ม
ดูเหมือนการได้รับค่าชื่อเสียงจากคนเดิมจะมีข้อจำกัด ไม่สามารถอาศัยช่องโหว่ปั๊มแต้มจากคนคนเดียวซ้ำๆ ได้
เขาถึงกับพูดไม่ออก ตอนระบบเกมเอาหมาน้อยมาเป็นปีศาจสุนัขไม่ยักกะเนี๊ยบ ทีแบบนี้ดันมาเข้มงวดซะงั้น
จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับหมาระบบสองมาตรฐาน
จ้าวคังและคณะกลับถูกดึงดูดความสนใจอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจไปทั่วตัวเขา อยากรู้ว่าก้อนหินนั้นถูกซ่อนไว้ที่ไหน
ตามปกติ การแสดงแบบนี้ไม่ได้ทำให้หินหายไปจริงๆ หรอก แต่แค่ซ่อนไว้สักที่บนตัว
เพียงแต่อีกฝ่ายสวมแค่เสื้อยืดกางเกงยีนส์เรียบๆ ดูไม่มีที่ให้ซ่อนของได้เลย
แม้แต่เสี่ยวอวี้ยังแอบสำรวจตัวศิษย์พี่ เธออยากรู้มากว่าศิษย์พี่เอาหินไปซ่อนไว้ไหน มันไม่มีที่ซ่อนเลยนะ ทันใดนั้นเธอก็มองไปที่จุดยุทธศาสตร์ของศิษย์พี่ นึกถึงฉากละครทีวีที่ซ่อนระเบิดไว้ในกางเกง
ศิษย์พี่คงไม่ซ่อนหินไว้ในเป้าหรอกนะ
แต่ความนูนมันก็ดูไม่ใช่ทรงนั้นนี่นา
คิดไปคิดมา เธอก็เริ่มรู้สึกอายขึ้นมา รีบหันไปพูดกับพวกจ้าวคัง "คุณจ้าวคะ เดี๋ยวฉันพาพวกคุณไปลงทะเบียนเข้าพักก่อน แล้วค่อยพาไปเลือกวัตถุดิบทำมื้อเย็นที่สวนผัก พรุ่งนี้ค่อยพาชมกลุ่มอาคารโบราณให้ทั่วนะคะ"
การท่องเที่ยวกลุ่มอาคารโบราณตระกูลเฉิน มีครบวงจรทั้งที่พัก สัมผัสวิถีเกษตร อาหาร และการเยี่ยมชมสถานที่ นี่เป็นฟังก์ชันพื้นฐานของการท่องเที่ยวชนบทอยู่แล้ว ส่วนจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไหม ก็ต้องวัดกันที่เนื้อหาหลัก
อย่างกลุ่มอาคารโบราณตระกูลเฉิน จุดขายหลักคือสถาปัตยกรรมจีนโบราณ สิ่งที่ตระกูลเฉินต้องทำคือเสริมเรื่องราวและสีสันความมหัศจรรย์ลงไปในจุดขายหลักนี้
ดังนั้นทางตระกูลเฉินจึงทำทางเดินชมสถานที่ไว้ยาวเหยียด สองข้างทางประดับด้วยรูปถ่ายเก่าๆ และคำบรรยายประวัติความเป็นมา
ตอนที่พวกจ้าวคังเดินผ่านก็เห็นแล้ว เรื่องราวส่วนใหญ่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเฉินผู้สืบทอดวิถีเต๋ากับองค์เทพปราบมาร
ฉายาตระกูลผู้สืบทอดวิถีเต๋านี้ สำหรับคนทั่วไปแล้วฟังดูขลังพิลึก
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ คนทั่วไปเห็นเรื่องราวพวกนี้คงไม่คิดอะไรมาก เพราะสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งก็ชอบอ้างสรรพคุณเกินจริง แปะทองใส่หน้าตัวเองกันทั้งนั้น ดูสิ นี่ถึงขั้นอ้างความสัมพันธ์กับองค์เทพปราบมารเลยทีเดียว
ยุคสมัยใหม่เขาถือลัทธิอเทวนิยมเป็นหลักกันแล้ว
แต่เมื่อกี้เพิ่งได้เห็นฝีมือของท่านผู้นำตระกูลหนุ่ม จ้าวคังและคณะกลับรู้สึกทะแม่งๆ ว่าตระกูลเฉินนี้ไม่ธรรมดา
"ที่แท้ก็มีประวัติความเป็นมาลึกซึ้งขนาดนี้ มิน่าล่ะ" จ้าวคังเปรยขึ้นมา
รูปถ่ายล้วนเป็นภาพเก่าแก่สมัยตระกูลเฉินรวบรวมชายฉกรรจ์สิบหมู่บ้านแปดตำบลไปปราบโจร ว่ากันว่าเป็นฝีมือการถ่ายของคุณหนูลูกผู้ดีในอำเภอสมัยนั้นที่มาช่วยถ่ายให้
ตรงจุดนี้เสี่ยวอวี้เล่าให้พวกจ้าวคังฟังว่า ธรรมเนียมการรวมพลคนหนุ่มปราบโจรต้านทัพกบฏของตระกูลเฉินนั้น สืบย้อนกลับไปได้ถึง 1,000 ปีก่อน
และในตอนนี้เอง จ้าวคังและคณะถึงได้รู้ว่าตระกูลเฉินมีวิชากังฟูสืบทอดกันมาจริงๆ
พลานนึกโยงไปถึงฝีมือที่ผู้นำตระกูลหนุ่มคนนั้นแสดง หรือว่าเขาจะมีวรยุทธ์จริงๆ ความเร็วถึงได้สูงจนพวกเขามองตามไม่ทัน
สายตาที่มองเสี่ยวอวี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป
เพราะคลิปที่น้องสาวคนนี้ถ่ายลงแอปฯ ล้วนเป็นการรำกระบี่ รำมวย ดูทรงแล้วไม่ธรรมดาเลย
ยิ่งคิด พวกจ้าวคังก็ยิ่งอดใจไม่ไหว ต้องหยิบมือถือมาถ่ายรูป ถ่ายคำบรรยายประวัติ แล้วโพสต์ลงโซเชียลพร้อมแคปชัน "วันนี้มีโอกาสมาเที่ยวตระกูลเฉินอันลึกลับ ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ"
ส่วนเฉินฮั่นกลับมาถึงเขตเรือนหลักตระกูลเฉินแล้ว ที่นี่เป็นที่พักอาศัยของคนในตระกูล สมัยเขาเด็กๆ ที่นี่คึกคักมาก แต่ตอนนี้คนหนุ่มสาวออกไปทำงานกันหมด เหลือเพียงคนแก่เฝ้าบ้าน
ในฐานะผู้นำตระกูล เขามีเรือนพักขนาดใหญ่เป็นส่วนตัว พร้อมเรือนหอคอย พื้นที่กว้างขวางกว่าวิลล่าเดี่ยวทั่วไปเสียอีก
เมื่อทิ้งตัวลงนอนบนเก้าอี้โยกในลานบ้าน เขาก็หยิบป้ายสร้างที่ตั้งสำนักออกมาอีกครั้ง
ตอนนี้เงื่อนไขครบแล้ว เขาอยากรู้นักว่ากลุ่มอาคารโบราณตระกูลเฉินหลังการปรับปรุงจะเป็นอย่างไร
[ต้องการใช้ป้ายสร้างที่ตั้งสำนักทำการปรับปรุงกลุ่มอาคารโบราณตระกูลเฉิน ณ ปัจจุบันหรือไม่]
เฉินฮั่นเลือกตกลงทันที
วินาทีต่อมา เขาเห็นป้ายสร้างที่ตั้งสำนักในมือส่องแสงสว่างจ้า ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเขา มันกลายเป็นลำแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วกระจายตัวออกกลายเป็นม่านแสงครอบคลุมกลุ่มอาคารโบราณตระกูลเฉินทั้งหมดเอาไว้
เฉินฮั่นตะลึงตาค้าง
เขาไม่คิดเลยว่ามันจะอลังการงานสร้างขนาดนี้ นี่มันเหตุการณ์เหนือธรรมชาติชัดๆ
แบบนี้จะอธิบายกับคนอื่นยังไง
"เสี่ยวฮั่น เย็นนี้จะกินอะไร" ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเดินเข้ามาถาม
เฉินฮั่นมองอาเล็กที่เดินเข้ามาโดยไม่มีท่าทีผิดปกติ จึงลองถามดู "อาเล็กครับ ลองเงยหน้ามองข้างบนหน่อยสิ"
เฉินหลินเงยหน้ามองด้วยความสงสัย "นกกระจอกสองตัวบินผ่านไปแล้ว"
"..." เฉินฮั่นไม่สนหรอกว่าจะมีนกกระจอกบินผ่านไหม เขาได้ข้อมูลสำคัญมาแล้ว นั่นคืออาเล็กมองไม่เห็นแสงที่ครอบคลุมกลุ่มอาคารโบราณตระกูลเฉินอยู่
เขารีบเดินออกจากลานบ้าน
เฉินหลินเห็นดังนั้นก็รีบตะโกนไล่หลัง "เสี่ยวฮั่น ยังไม่ได้บอกเลยนะว่าเย็นนี้จะกินอะไร"
"อาเล็ก เอาแบบรสอ่อนๆ หน่อยก็ได้ครับ" เฉินฮั่นตอบกลับไประหว่างทางเขาเจอคนในตระกูลหลายคน แวะไปดูพวกจ้าวคังที่กำลังสนุกกับการเก็บผักในสวน ทุกคนดูเหมือนจะมองไม่เห็นแสงนั่นเลย
ดูเหมือนจะมีแค่เขาที่มองเห็น
กลับมาถึงเรือนพัก เขาเฝ้าสังเกตแสงที่ครอบคลุมกลุ่มอาคารโบราณตระกูลเฉินอยู่นาน แสงนั้นคงอยู่เป็นเวลานานจนกระทั่งอาเล็กเรียกกินข้าว มันก็ยังคงครอบคลุมอยู่
เฉินฮั่นไปหาอาเล็ก อาเล็กเตรียมกับข้าวไว้สามอย่างพร้อมซุปหนึ่งถ้วย ล้วนเป็นอาหารรสจืด
เฉินหลินเห็นเขานั่งลงก็ถามขึ้น "เสี่ยวฮั่น กินแต่ของจืดๆ ตลอด ช่วงนี้ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า อาเห็นหน้าเราซีดๆ นะ"
"อาเล็ก ผมไม่เป็นไรครับ" เฉินฮั่นรีบกลบเกลื่อน
เพราะมะเร็งปอดทำให้เขาเหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียว ถ้าสุดท้ายเขาไม่รอด เขาขอแบกรับไว้คนเดียวดีกว่า ไม่อยากให้คนอื่นต้องมาเป็นห่วง
พูดจบ เขาก็ก้มหน้าก้มตากินข้าว
โต๊ะอาหารมีแค่เขากับอาเล็ก สมัยหนุ่มๆ อาเล็กเคยเจ็บปวดจากความรัก เลยไม่ยอมแต่งงานใหม่และไม่มีลูก เขาคิดว่าคงต้องหาเวลาคุยกับอาเล็กสักหน่อย ให้แกหาเมียสักคน
อายุขนาดอาเล็กน่าจะยังปั๊มลูกไหว ไม่งั้นถ้าเขาตายไป สายเลือดสายนี้คงเสี่ยงจะสูญพันธุ์แน่
จู่ๆ เฉินหลินก็พูดขึ้น "เสี่ยวฮั่น สายเลือดเราเหลือแกเป็นหน่อเดียว แกน่าจะรีบแต่งงานมีครอบครัว ขยายเผ่าพันธุ์ได้แล้วนะ อามองว่าเสี่ยวอวี้นิสัยดีมาก ช่วยเหลือแกเต็มที่ทุกอย่าง แกไม่ลองขอเธอแต่งงานดูล่ะ ให้อาไปทาบทามให้ไหม"
"..." เฉินฮั่นไม่มีอารมณ์จะคุยเรื่องนี้จริงๆ ดันมาโดนรุกฆาตก่อนซะงั้น
เขาก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ ทันใดนั้นความเจ็บปวดแล่นพล่านขึ้นมาจากปอด เขารีบบอกลาอาเล็กแล้วกลับเรือนพักของตัวเอง
ล็อกประตูแน่นหนา เข้าไปในห้องน้ำแล้วก็กลั้นไม่ไหว กระอักเลือดออกมาคำโต
ความเจ็บปวดที่ตามมารุนแรงยิ่งขึ้น มือไม้สั่นเทาขณะควานหายาแก้ปวด ยัดเข้าปากแล้วกลืนลงคออย่างยากลำบาก
มะเร็งระยะสุดท้าย เซลล์มะเร็งจะแผลงฤทธิ์เป็นระยะๆ ทำให้เจ็บปวดเจียนตาย สถานการณ์แบบนี้ทำได้แค่กินยาแก้ปวดบรรเทาอาการ ทุกครั้งที่อาการกำเริบเรี่ยวแรงจะหดหาย ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
ดูเหมือนวันนี้จะใช้พลังงานมากไป อาการเลยกำเริบรุนแรงกว่าปกติ เขาคลานขึ้นเตียงอย่างทุลักทุเล ขดตัวงอ แล้วหมดสติไปอย่างสะลึมสะลือ
เมื่อเฉินฮั่นได้สติตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาได้ยินเสียงแจ้งเตือนอันเวิ้งว้างในหัวลางๆ
[ยินดีด้วย ป้ายสร้างที่ตั้งสำนักทำการปรับปรุงกลุ่มอาคารโบราณตระกูลเฉินเสร็จสมบูรณ์ คุณได้ครอบครองที่ตั้งสำนักของตัวเองแล้ว พร้อมเปิดดูข้อมูลที่ตั้งสำนัก!]
เฉินฮั่นลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ทำคือหยิบมือถือมาดูเวลา
หกโมงเช้า ผ่านไปหนึ่งคืนแล้ว
จากนั้น เขาก็มองไปรอบห้องด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนทั้งห้องจะเปลี่ยนไป
ชัดเจนว่าการตกแต่งและโครงสร้างไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่กลับรู้สึกเหมือนถูกชะล้าง ฝุ่นละอองและความเก่าคร่ำครึหายไปสิ้น เติมเต็มด้วยกลิ่นอายความขลังที่ยากจะบรรยาย
นี่คือคุณสมบัติความขลัง +2 สินะ
เขานึกอะไรขึ้นได้ รีบวิ่งออกจากห้องไปสำรวจรอบกลุ่มอาคารโบราณ แม้ทุกที่ยังคงเป็นอาคารเก่าหลังเดิม บางจุดยังมีรอยแตกร้าวเหมือนเก่า แต่กลับให้ความรู้สึกสะอาดหมดจด
ถ้าเปรียบกับเมื่อก่อนที่เป็นตาแก่ใกล้ตาย ตอนนี้ตาแก่คนนั้นได้เปลี่ยนชุดใหม่กลายเป็นผู้เฒ่าเซียนผู้ทรงศีล
ใครเห็นก็ต้องสัมผัสได้ถึงความงามอันเก่าแก่ ดูน่ามองน่าชมเป็นที่สุด
นี่คงเป็นคุณสมบัติความงดงาม +2 สินะ
พอมีคุณสมบัตินี้เพิ่มเข้ามา ความแตกต่างก็ชัดเจนจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นที่เดียวกัน กลุ่มอาคารโบราณทั้งหมดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
จังหวะนั้นเอง เขาเห็นอาเล็กเดินออกมาด้วยสีหน้าสงสัย พอเห็นเขาก็ทักขึ้น "เสี่ยวฮั่น รู้สึกไหมว่ารอบๆ นี้มีอะไรแปลกไป"
เฉินฮั่นเข้าใจว่าอาเล็กหมายถึงอะไร จึงยิ้มตอบ "อาเล็ก รอบๆ ก็เหมือนเดิมนี่ครับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนสักหน่อย จะมีอะไรแปลกไปได้ไง"
เฉินหลินพยักหน้า แต่ปากก็ยังพึมพำ "นั่นสิ ชัดเจนว่าไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่ทำไมถึงรู้สึกไม่เหมือนเดิมนะ"
อีกด้านหนึ่ง พวกจ้าวคังและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก็ทยอยตื่นนอน
จ้าวคังมาเที่ยวกับภรรยา ทั้งคู่ตื่นมาเตรียมจะล้างหน้าแปรงฟัน จู่ๆ ภรรยาก็พูดขึ้น "เอ๊ะ ทำไมจู่ๆ รู้สึกว่าห้องพักดูแปลกไป การตกแต่งก็เหมือนเดิมนะ แต่ทำไมดูสวยขึ้น น่ามองขึ้นยังไงไม่รู้"
"คุณก็รู้สึกเหมือนกันเหรอ" จ้าวคังประหลาดใจมาก เมื่อกี้เขาตื่นมาก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน นึกว่าตัวเองคิดไปเองซะอีก
[จบแล้ว]