- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในนิยายทั้งที ขอแค่มีชีวิตรอดและร่ำรวยก็พอ
- บทที่ 100 - พายุคลั่ง
บทที่ 100 - พายุคลั่ง
บทที่ 100 - พายุคลั่ง
บทที่ 100 - พายุคลั่ง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
แต่ในฐานะศิษย์ผู้ดูแลถ้ำสำนึกตน ไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้ดีไปกว่าเขาแล้ว
จะว่าผิดก็ไม่เชิง แต่จะว่าไม่ผิดก็มีส่วนผิดจริงๆ
ศิษย์ผู้ดูแลส่ายหน้าอย่างจนใจ
"เฮ้ เฮ้ สหาย อย่าเพิ่งส่ายหน้าสิ นังหนูข้างในนั่นไม่เอา ข้าเอานะ ข้าเอา"
หว่านเจินขมวดคิ้ว มองลงไปที่ถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้านล่าง
เฟ่ยจ้งเห็นหว่านเจินมองมาที่ตน ก็รีบฉีกยิ้มกว้างส่งให้ทันที
ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง ท่าทางซกมก บวกกับรอยยิ้มประจบประแจง ทำให้ใครเห็นแวบแรกก็ยากที่จะเกิดความรู้สึกดีด้วย
แต่หว่านเจินในฐานะศิษย์ผู้ดูแล อยู่ที่นี่มาหลายปี ย่อมเรียนรู้ที่จะเก็บสีหน้าและไม่ตัดสินคนจากภายนอก
เพราะคนที่อยู่ข้างล่างนั่น ก็ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ
"สหาย เจ้าไปที่ถ้ำของนังหนูนั่นตั้งหลายรอบแล้ว ทุกรอบก็หิ้วของดีๆ ไปด้วย เจ้าไม่รู้หรอกว่า กลิ่นหอมนั่นลอยมาไกลถึงนี่ เล่นเอาพยาธิในท้องข้าตื่นกันหมดแล้ว คาดว่าตอนนี้นังหนูนั่นคงกำลังฟัดเหวี่ยงกับลมประหลาดในถ้ำอยู่ นางกินไม่ได้ ก็อย่าให้เสียของเลยนะ ตาเฒ่าอย่างข้าอยากกิน ข้ากินได้นะ"
หว่านเจินก้มมองกล่องอาหารในมือ ของสิ่งนี้มูลค่าไม่ใช่น้อย
ฝีมือคุณหนูใหญ่ตระกูลกู้แห่งตระกูลผู้ฝึกตนชั้นนำ ข้าววิญญาณแต่ละเม็ดที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่สิ่งที่ใครนึกอยากจะกินก็หากินได้
ต่อให้มีกล่องอาหารลงอาคมปิดผนึกไว้ ก็ยังได้กลิ่นหอมจางๆ ลอยออกมา พอจะเดาได้ว่าของข้างในย่อมไม่ใช่อาหารธรรมดา
หว่านเจินแกว่งกล่องอาหารในมือไปมา
"เฒ่าปีศาจเฟ่ย ข้าขอแนะนำให้เจ้ารีบเข้านอนแต่หัวค่ำจะดีกว่า ของจากตระกูลกู้นั้นกินไม่ง่ายหรอกนะ เก็บความคิดชั่วร้ายของเจ้าพับใส่กระเป๋าไปเสีย มิเช่นนั้นระวังฟันจะหัก ระวังจะติดคอตายเอาได้"
ความพิเศษของเสิ่นชิงอี น่าจะเป็นที่รับรู้ของจิ้งจอกเฒ่าบางตัวแถวนี้แล้ว
แต่หากคิดจะวางแผนร้ายใส่คนผู้นั้น
ก็ต้องดูว่ามีใจกล้าและมีดวงแข็งพอไหม
"เฮ้ สหาย สหายเต๋า ท่านผู้เฒ่า ตาแก่คนนี้ก็แค่อยากกินข้าวมื้อเดียวเองนะ อย่าใจจืดใจดำนักสิ อย่างไรก็อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปี"
เสียงของเฟ่ยจ้งเริ่มขาดห้วงเพราะถูกเสียงลมหวีดหวิวกลบ เขาจ้องมองแผ่นหลังของหว่านเจินที่เดินจากไป แววตาของเฟ่ยจ้งพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา
"คิดว่าข้าอยากกินของพรรค์นั้นนักหรือไง ถุย สำนักวิถีวิญญาณสมควรตาย ปู้เย่ว์ถิงสมควรตาย อย่าให้ข้ามีวันที่ได้ออกไปนะ"
"หนวกหูจริง หุบปาก"
ถ้ำมืดมิดที่อยู่ข้างๆ มีหัวขนาดใหญ่โผล่ออกมา
"เฟ่ยจ้ง อย่าดีแต่ด่าลับหลัง มีความกล้าก็ไปด่าต่อหน้าคนเขาโน่น วันๆ เอาแต่บ่นพึมพำ น่ารำคาญ"
"ตงจี๋ เจ้าจะมาเบ่งอำนาจอะไรที่นี่ มีสายเลือดราชาอสูรแล้วอย่างไร ไม่ใช่ว่าก็โดนขังอยู่ในสำนักวิถีวิญญาณมาห้าร้อยปีเหมือนกันหรือไง"
เสียงเอะอะโวยวายด้านนอกนั้น เสิ่นชิงอีไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย เพราะในขณะนี้ ข้างหูของนางมีเพียงเสียงลมกรรโชก
เสิ่นชิงอีไม่รู้แล้วว่าตัวเองเดินผ่านจุดเช็คอินมากี่จุด รู้เพียงแค่ว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปในถ้ำ ก็ยิ่งหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ พร้อมกันนั้น พายุลมที่พัดกระหน่ำ ก็คมกริบประดุจมีดดาบ
หากไม่ระวังแม้แต่นิดเดียว ก็อาจถูกลมหนาวบาดผิวหนังจนเนื้อแตกได้
ทันใดนั้น พายุลูกใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่เสิ่นชิงอีอีกครั้ง เสิ่นชิงอีรีบเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว
พลังปราณในกายพุ่งขึ้นถึงขีดสุด แต่ระดับพลังกลับยังไม่ยอมเลื่อนขั้นเสียที
เสิ่นชิงอีรู้ดีว่า ในตอนนี้หากต้องการจะทะลวงผ่านระดับรวบรวมลมปราณขั้นสิบ เพื่อเข้าสู่ขั้นสิบเอ็ดและก้าวไปสู่ขั้นสมบูรณ์ คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก
แต่ทว่า เสิ่นชิงอีในยามนี้ก็ไม่ได้รีบร้อน
ตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา นางเคยรีบร้อนมาหลายครั้ง และก็ต้องเจ็บตัวมาหลายหน
ยังจำได้แม่นว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง เพราะความใจร้อนบุ่มบ่าม นางเกือบจะถูกลมพายุเฉือนหูขาดไปครึ่งข้าง
[จบแล้ว]