เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 67 - การต่อสู้

บทที่ 67 - การต่อสู้

บทที่ 67 - การต่อสู้


บทที่ 67 - การต่อสู้

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

กว่าพวกเขาทั้งหมดจะเดินทางมาถึงเทือกเขาอวิ๋นตาน ตะวันก็บ่ายคล้อยเสียแล้ว

บริเวณรอบนอกของเทือกเขาอวิ๋นตานไม่ได้มีเพียงผู้ฝึกตนระดับรวบรวมลมปราณที่มาฝึกฝนเท่านั้น แต่ยังมีพวกทหารรับจ้าง และกลุ่มคนธรรมดาที่จับกลุ่มกันมาล่าสัตว์อสูรระดับต่ำปะปนอยู่ด้วย

ทุกคนในกลุ่มต่างเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมธรรมดาและแปะยันต์แปลงโฉมเพื่อพรางตัว

"ชิงอี เดี๋ยวเจ้ามาอยู่ทีมเดียวกับข้า คอยระวังหลัง หนิงเซวียนเจ้าไปคู่กับจ้าวอิ๋งรับหน้าที่แนวหน้า ส่วนเหอรัวฉีคู่กับเซ่อจิ้น คอยคุมเชิงและสังเกตการณ์อยู่ตรงกลาง"

"ตกลง"

ทุกคนต่างไม่มีใครคัดค้านการจัดทีมของลู่จิ่งชิง

นั่นเพราะในกลุ่มนี้นอกจากเหอรัวฉีที่ไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่แล้ว คนอื่นๆ ล้วนเป็นลูกหลานจากตระกูลเซียนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลลู่ พวกเขาจึงรู้จักมักจี่กันมาตั้งแต่เด็ก

ต่อมาเมื่อเข้าสำนักก็ได้มารู้จักกับเหอรัวฉี แม้จะเป็นผู้หญิงแต่ฝีมือการต่อสู้กลับโดดเด่นไม่แพ้ชาย จึงได้ชักชวนมาร่วมทีมทำภารกิจด้วยกัน

หลังจากร่วมงานกันหลายครั้งจนรู้ใจ พวกเขาจึงมักจะจับกลุ่มกันรับภารกิจสำนักอยู่บ่อยๆ

และลู่จิ่งชิงที่มีความสามารถรอบด้านโดดเด่นกว่าใคร เพื่อนๆ จึงยกให้เขาเป็นหัวหน้าทีมไปโดยปริยาย

เสิ่นชิงอีเดินตามประกบอยู่ข้างกายลู่จิ่งชิง

เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ป่า เสิ่นชิงอีก็เริ่มตื่นตัวขึ้นมาทันที

แม้ว่าพวกเขายังไม่ได้ก้าวเข้าไปในเขตอันตรายที่แท้จริงของป่าอวิ๋นตาน แต่สัญชาตญาณของผู้ฝึกตนทำให้ไม่มีใครกล้าประมาท

ในกลุ่มของพวกเขา คนที่มีระดับพลังสูงสุดคือลู่จิ่งชิงและหนิงเซวียน ซึ่งอยู่ที่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ ส่วนคนอื่นๆ นอกจากเสิ่นชิงอีแล้ว ล้วนอยู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นสูงทั้งสิ้น

ในสถานที่สำหรับฝึกฝนระดับรวบรวมลมปราณอย่างป่าอวิ๋นตานนี้ ระดับพลังของทีมพวกเขาถือว่าอยู่ในแถวหน้าเลยทีเดียว

ตลอดทางที่ผ่านมา ผู้ฝึกตนกลุ่มอื่นที่พบเจอจึงไม่ค่อยกล้าเข้ามายุ่งย่ามกับพวกเขา

ส่วนพวกสัตว์อสูร ถ้าเจอตัวที่พอสู้ไหว พวกเขาก็จะลงมือจัดการทันที

"ปัง"

เสิ่นชิงอีเซถอยหลังไปหลายก้าวด้วยสภาพทุลักทุเล ความเจ็บปวดแสบเหมือนไฟลวกที่แขนทำให้นางขมวดคิ้วแน่น

"ศิษย์น้องเล็ก โจมตีที่ดวงตาของมัน"

เสียงของลู่จิ่งชิงดังมาจากด้านหลัง

เสิ่นชิงอีขบกรามแน่น กระชับกระบี่ยาวที่สำนักแจกให้ในมือ แล้วพุ่งเข้าไปโจมตี 'หนูเนตรปีศาจ' ที่กำลังคลุ้มคลั่งอีกครั้ง

แต่ทว่าหนูเนตรปีศาจที่อยู่ในสภาวะบ้าคลั่งกลับไม่หลบหลีกแม้แต่น้อย

มันยังคงพุ่งเข้าใส่เสิ่นชิงอีด้วยความเร็วที่ไม่ลดละ พิษร้ายที่มันปล่อยออกมาทำให้ต้นไม้ใบหญ้ารอบข้างเหี่ยวเฉาตายไปเป็นแถบ

เมื่อเห็นว่าบาดแผลบนตัวของเสิ่นชิงอีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มของลู่จิ่งชิงก็ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะยื่นมือเข้าไปช่วย

พอเห็นเสิ่นชิงอีถูกหนูเนตรปีศาจกระแทกจนกระเด็นไปชนกับต้นไม้ใหญ่จนกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง หนิงเซวียนก็เริ่มทนดูไม่ไหว

"ลู่จิ่งชิง เจ้าไม่คิดจะเข้าไปช่วยศิษย์น้องเล็กของเจ้าหน่อยหรือ ดูสภาพนางสิ อาการหนักเอาเรื่องเลยนะ"

คิ้วของลู่จิ่งชิงขมวดมุ่นมาตั้งแต่ตอนที่เสิ่นชิงอีถูกหนูเนตรปีศาจโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า

"นั่นเป็นแค่หนูเนตรปีศาจระดับสอง ส่วนนางอยู่ระดับสี่ ต่อให้สัตว์อสูรจะมีร่างกายแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนโดยธรรมชาติ แต่สัตว์อสูรระดับต่ำที่ยังไม่ถึงขั้นกลาง ย่อมไม่สามารถใช้วิชาติดตัวอะไรได้ อย่างมากก็เป็นแค่สัตว์เดรัจฉานที่มีร่างกายถึกทนหน่อยก็เท่านั้น"

"แต่ว่า... แต่ว่าศิษย์น้องเสิ่นเพิ่งจะเคยออกมาฝึกฝนข้างนอกเป็นครั้งแรก ประสบการณ์การต่อสู้ยังน้อย มันก็มีเหตุผลที่น่าเห็นใจอยู่นะ... ลู่จิ่งชิง เจ้าเข้มงวดเกินไปหรือเปล่า"

"เข้มงวดหรือ สัตว์อสูรตัวอื่นหรือผู้ฝึกตนคนอื่นในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร เขาไม่มานั่งออมมือให้เพียงเพราะเห็นว่านางไม่รู้อีโหน่อีเหน่หรอกนะ"

ทุกคนต่างพากันเงียบกริบ เพราะการที่เสิ่นชิงอีซึ่งอยู่ระดับสี่ แต่กลับตกเป็นรองในการต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับสองนั้น มันดูไม่จืดจริงๆ

เหอรัวฉีมองดูเสิ่นชิงอีที่ถูกหนูเนตรปีศาจชนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นอีกครั้ง ก็อดขมวดคิ้วตามไม่ได้

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 67 - การต่อสู้

คัดลอกลิงก์แล้ว