- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในนิยายทั้งที ขอแค่มีชีวิตรอดและร่ำรวยก็พอ
- บทที่ 34 - ความกล้าหาญ
บทที่ 34 - ความกล้าหาญ
บทที่ 34 - ความกล้าหาญ
บทที่ 34 - ความกล้าหาญ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ทุกคนต่างพากันเงยหน้ามองกลุ่มศิษย์สำนักวิถีวิญญาณที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ
หวังจะได้รับคำตอบ แต่ก็น่าเสียดายที่เหล่าศิษย์บนฟ้าไม่ได้ให้คำตอบใดๆ
พวกเขายังคงยืนสงบนิ่งอยู่กลางเวหา
คนที่เหลือรอดมาถึงด่านนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนหัวทึบ เมื่อเห็นศิษย์สำนักวิถีวิญญาณไม่ตอบ ก็พอจะเดาได้ว่าผาถามวิถีแห่งนี้คงเป็นบททดสอบอีกด่านหนึ่ง
ในเมื่อท่านเซียนบอกว่าขอแค่ผ่านผาถามวิถีไปได้ ก็จะได้เข้าสำนักวิถีวิญญาณอย่างเป็นทางการ เช่นนั้นย่อมต้องมีหนทางให้ผ่านไปได้แน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น บางคนจึงเริ่มมองหาหนทาง
ส่วนพวกเด็กๆ ที่อายุน้อย แม้ประสบการณ์จะจำกัด แต่เมื่อเห็นรุ่นพี่ที่โตกว่าเริ่มลงมือ พวกเขาก็เริ่มทำตามอย่างรู้งาน
เสิ่นชิงอีมองไปยังหนทางเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอก จากมุมที่พวกเขายืนอยู่ เมื่อมองลงไปจะเห็นเพียงความลึกที่ไร้ก้นบึ้ง นานๆ ครั้งจะมีลมพายุรุนแรงพัดผ่าน หอบเอาเศษหินปลิวว่อน
บางคนเริ่มรู้สึกขวัญผวา รีบถอยหลังกลับมาสองก้าว
หลังจากช่วยกันหาหนทางอยู่พักใหญ่แต่ไม่พบอะไร ทุกคนก็เริ่มเดินวนไปวนมาด้วยความลังเล
เสิ่นชิงอีมองไปรอบๆ ในที่สุดสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเถาวัลย์เส้นหนึ่งบนต้นไม้ใหญ่ไม่ไกล นางเดินเข้าไปจับเถาวัลย์แล้วออกแรงดึงอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็กระชากมันลงมาได้
คนที่อยู่ข้างๆ เห็นเข้าก็อดสงสัยไม่ได้
"น้องสาว ต่อให้เจ้าคิดจะโหนเถาวัลย์ข้ามไป แต่เถาวัลย์เส้นนั้นมันสั้นเกินไป เกรงว่าข้ามไปได้ไม่ถึงครึ่งทางของผาถามวิถีก็คงหมดระยะแล้ว"
เสิ่นชิงอีหันไปมองเด็กหนุ่มที่เอ่ยเตือน เด็กหนุ่มสวมชุดผ้าป่านหยาบๆ แต่เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน แววตาสดใส มองมาที่นางด้วยความปรารถนาดี
เสิ่นชิงอีส่งยิ้มบางๆ ให้
"ขอบคุณที่เตือน"
พูดจบ เสิ่นชิงอีก็ลองกะน้ำหนักเถาวัลย์ในมือ แล้วนำปลายด้านหนึ่งมาผูกไว้ที่เอวของตนเอง
เมื่อตรวจสอบความแน่นหนาดีแล้ว เสิ่นชิงอีก็เดินไปที่ริมผาถามวิถี
นางชะโงกหน้ามองลงไปแวบหนึ่ง ก็ต้องสูดหายใจเข้าด้วยความหวาดเสียว
ผนังผาสูงชันมองไม่เห็นก้นบึ้ง ไหนจะลมพายุที่พัดกรรโชกนั่นอีก คนธรรมดามาเห็นเข้าคงหน้าถอดสี ต่อให้เป็นคนใจกล้าก็คงอดหวั่นไหวในใจไม่ได้
เสิ่นชิงอีสูดหายใจเข้าลึกๆ แอบให้กำลังใจตัวเองเงียบๆ
นางมองหาต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงและอยู่ไม่ไกลจากหน้าผา แล้วเดินเข้าไปผูกปลายเถาวัลย์อีกด้านไว้กับต้นไม้นั้น
เหล่าผู้ฝึกตนที่นั่งดูอยู่ในตำหนักใหญ่ต่างมองเด็กหญิงในกระจกวารีด้วยความสนใจ
"แม่หนูนั่นคิดจะทำอะไร หรือนางคิดจะใช้เถาวัลย์เส้นเล็กๆ นั่นโหนข้ามมาจริงๆ"
เซี่ยซิงเฉินเท้าคาง มองดูเสิ่นชิงอีด้วยท่าทีสบายอารมณ์
สำหรับอัจฉริยะผู้นี้ เขายังคงคิดจะแย่งชิงตัวนางมา จึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ
แม้ศิษย์พี่เสียนฉือจะบอกว่าเด็กคนนี้มีวาสนากับเซ่อจื่อเจียง แต่ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเขา หากเอาแต่เชื่อเรื่องฟ้าลิขิต แล้วจะบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตสวรรค์ไปเพื่ออะไร
ต้นกล้าชั้นดีขนาดนี้ หากไม่ลองแย่งดูสักตั้ง เขาคงเจ็บใจไปตลอดชีวิตจนเกิดเป็นปมในใจแน่
เซ่อจื่อเจียงเองก็คอยสังเกตทุกอิริยาบถของเสิ่นชิงอี
หลังจากได้ยินจากปากศิษย์พี่ว่าเด็กคนนี้อาจจะได้เป็นลูกศิษย์ของเขา เซ่อจื่อเจียงก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหว
ตอนนี้เขามีลูกศิษย์อยู่สี่คน หากจะมีคนที่ห้าเพิ่มมาอีกสักคนก็ไม่เลว
ตัดภาพกลับมาที่ผาถามวิถี เสิ่นชิงอีตรวจสอบจนแน่ใจว่าปมเถาวัลย์ทั้งสองด้านแน่นหนาดีแล้ว นางก็สูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง แล้วก้าวเท้าซ้ายที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไป
ในใจท่องบ่นเงียบๆ
นางอยากเป็นเซียน นางไม่กลัว!
นางตัดสินใจก้าวเท้าออกไปอย่างแรง สีหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียดถึงขีดสุด
ทว่าความรู้สึกของการร่วงหล่นอย่างรวดเร็วที่คาดการณ์ไว้กลับไม่เกิดขึ้น
เท้าข้างที่ก้าวออกไปราวกับเหยียบลงบนวัตถุที่จับต้องได้
เสิ่นชิงอีค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เท้าของนางในยามนี้วางอยู่บนขอบของก้อนหินก้อนหนึ่ง
พื้นที่ของก้อนหินนั้นไม่เล็ก ขนาดประมาณหนึ่งเมตร แต่ห่างออกไปจากระยะหนึ่งเมตรนั้น ยังคงมองเห็นก้นเหวอันลึกโพรก
เสิ่นชิงอีตัวสั่นวูบ เกือบจะก้าวพลาด
นางรีบประคองตัวให้กลับมาทรงตัวมั่นคง
[จบแล้ว]