- หน้าแรก
- ระบบปล่อยจอย: ยิ่งขี้เกียจ ข้ายิ่งไร้เทียมทาน
- บทที่ 28 - ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
บทที่ 28 - ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
บทที่ 28 - ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
บทที่ 28 - ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูงสุด
"ห้าแสน!"
องค์หญิงเซี่ยเหยียนหรานแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ยตาร้อนผ่าว รีบตะโกนราคาสู้ทันที หมายมั่นปั้นมือจะคว้าหินก้อนที่สี่มาให้ได้
ต้องรู้ว่าพอเฉินเสวียนเปิดได้ของดีขนาดนี้ ราคาหินเสินเสวียนมีแต่จะพุ่งทะยานจนแตะเพดาน
ดังนั้นต้องรีบชิงลงมือก่อนได้เปรียบ
ไม่นานนักเสียงขานราคาก็ดังระงม คนที่คิดเหมือนนางมีไม่น้อย
"หนึ่งล้าน!"
"องค์หญิงรอง! ต้องขออภัยด้วย หินก้อนนี้ข้าน้อยขอรับไปดูแลเอง"
ชายหนุ่มผู้หนึ่งกล่าวเสียงเรียบ ความตื่นตะลึงที่เฉินเสวียนทิ้งไว้เมื่อครู่ยังคงตราตรึงใจเขาไม่หาย
"หึ คิดจะแข่งกับราชวงศ์ต้าเซี่ยของข้า?"
"หนึ่งล้านห้าแสน!"
เซี่ยเหยียนหรานไม่ยอมถอย กัดไม่ปล่อย
ราชวงศ์ต้าเซี่ยทรัพยากรมั่งคั่ง ยิ่งใหญ่เกรียงไกร หากต้องวัดกันด้วยเงินตรา นางไม่เคยกลัวใคร
"หนึ่งล้านหกแสน!"
"หนึ่งล้านแปดแสน!"
พลังวิญญาณถูกอัดฉีดเข้าไปในป้ายประมูลอย่างบ้าคลั่ง
ราคาที่แต่ละขุมกำลังเสนอออกมานั้นบ้าเลือดขึ้นเรื่อยๆ
"คุ้ม โคตรจะคุ้มเลย"
ด้วยตัวอย่างความสำเร็จของเฉินเสวียน ผู้คนในงานต่างเดือดพล่าน
ตัวเลขราคาถูกตะโกนออกมาเหมือนเงินไม่มีค่า
ทำเอาสมองของหวังเทียนสือแทบจะไหม้
นี่มันสงครามของเหล่าเทพชัดๆ ใครไม่แน่จริงมีเจ็บตัว
"กระจกนภากาศเก้าชั้น"
"ภายในกระจกดูเหมือนจะมีค่ายกลไร้สิ้นสุด สามารถสะกดข่มสิ่งชั่วร้าย มองทะลุความว่างเปล่า"
เมื่อถือไว้ในมือ ความเย็นเยียบที่ไม่มีวันจางหายก็แผ่ซ่านเข้ามา
จิตสัมผัสของเฉินเสวียนพลันแจ่มชัดขึ้นโดยไม่รู้ตัว หลังจากตรวจสอบดูสักพักเขาก็เข้าใจ
"อ้อ มีผลช่วยให้จิตใจสงบด้วยสินะ ดูท่าจะแพ้ทางพวกวิชาลวงตาอย่างรุนแรง สมแล้วที่เป็นอาวุธจักรพรรดิ"
"แต่ก็ยังห่างชั้นกับตราประทับเสินหวงอยู่หลายขุม ถึงอย่างไรก็เป็นแค่กึ่งจักรพรรดิ ยังห่างไกลจากของจริงอยู่บ้าง"
"เพียงแต่กระจกนภากาศเก้าชั้นนี้ยังชำรุดอยู่ หากหาเต๋าระดับจักรพรรดิมาซ่อมแซมได้สมบูรณ์ มันต้องเป็นตัวตึงในหมู่อาวุธจักรพรรดิแน่ๆ"
"สรุปแล้วก็ไม่เลว"
พูดจบเขาก็เปิดหินอีกสองก้อนที่เหลือ
แต่ละก้อนล้วนมีของมีค่า แต่ไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเท่าก้อนแรก มูลค่ารวมๆ น่าจะอยู่ที่ราวๆ สองแสน
ไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก
หลังจากเล่นจนพอใจ เฉินเสวียนก็หาววอดหนึ่งที แล้วเดินออกจากหอเสินเสวียนไป
หือ?
ทำไมรู้สึกเหมือนมีกลิ่นอายสองสายตามมาห่างๆ? แถมยังไม่คิดจะปิดบังตัวตนเลยด้วย?
กล้าดีนี่หว่าที่มาสะกดรอยตามเขาอย่างเปิดเผยขนาดนี้!
พอหันกลับไปมอง ก็พบร่างคุ้นตาในชุดแดงและชุดม่วงจริงๆ
"เฮ้ย ยัยโรคจิตชอบสะกดรอย!"
"บ้า! ไม่ใช่นะ! ข้ากับพี่หญิงแค่บังเอิญผ่านมาทางนี้ต่างหาก"
เว่ยยุ่นอวี่รีบแก้ตัวเสียงดัง
"อีตาเฉินเสวียนนี่จงใจแกล้งกันชัดๆ"
เว่ยยุ่นเย่ว์กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ เฉินเสวียนต้องรู้ตัวนานแล้วแน่ๆ แต่จงใจรอให้ถึงตอนนี้ค่อยทัก
"ดึกดื่นป่านนี้ไม่กลับไปนอน พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?"
เฉินเสวียนสงสัยจริงๆ สองพี่น้องนี่กะจะตัวติดกับเขาเป็นปาท่องโก๋เลยหรือไง
"ฮึ ท่านพระบุตร หรือว่าท่านไม่ต้องการพวกเราแล้ว?"
เว่ยยุ่นเย่ว์ส่งเสียงกระเง้ากระงอด ส่งสายตาออดอ้อนน่าสงสารไปให้เฉินเสวียน
"หา ข้าเคยบอกว่าต้องการด้วยเรอะ?"
เฉินเสวียนย้อนถาม
เขาอุตส่าห์มาเที่ยวแบบเงียบๆ ขืนให้สองคนนี้ตามมาด้วย
ไปที่ไหนก็ต้องกลายเป็นจุดสนใจ ถูกจับตามองตลอดเวลา
พวกนางสวยเกินไป ใครจะรู้ว่าเคยมีแมลงภู่ผึ้งตามตอมมากี่ฝูงแล้ว
เดี๋ยวก็มีพวกตาถั่วกระโดดออกมาหาเรื่องให้เสียเวลาอีก
แล้วเขาจะได้เที่ยวไหมเนี่ย
"ชิ คนเจ้าชู้! เปลี่ยนสีไวยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ ในใจชัดๆ ว่าชอบ แต่ปากแข็งไม่ยอมรับ คนโกหก"
ในใจบอกว่าเอา แต่ปากบอกว่าไม่
เว่ยยุ่นเย่ว์แทบจะอกแตกตาย อยากจะทุบเฉินเสวียนให้หายแค้นนัก
"แน่นอนสิเจ้าคะ คุณชายโอบกอดผู้น้อยโชว์ไปทั่วขนาดนั้น คนทั้งเมืองเม่ยหมอเขารู้กันหมดแล้ว หรือท่านพระบุตรจะรังเกียจ คิดจะไล่ผู้น้อยไปจริงๆ"
"เมื่อครู่ท่านพระบุตรเพิ่งช่วยพวกเราไว้ ยังไม่ทันได้ตอบแทนบุญคุณ จะให้พวกเราเนรคุณทิ้งท่านไปได้อย่างไร"
สองพี่น้องสลับกันพูดซ้ายทีขวาที ยกแม่น้ำทั้งห้ามาชักแม่น้ำทั้งหก ทำเอาเฉินเสวียนมึนตึ้บ
"เออๆๆ ได้ๆๆ"
อยากตามก็ตามมา ถึงยังไงคนทั้งเมืองก็รู้กันหมดแล้ว คงไม่ต่างกันเท่าไหร่
หลังจากเดินเที่ยวต่ออีกสักพัก ทั้งสามก็กลับมาที่โรงเตี๊ยม
ขณะที่เฉินเสวียนปิดประตูห้องเตรียมจะพักผ่อนและศึกษากระจกนภากาศเก้าชั้นตามลำพัง
เว่ยยุ่นอวี่และเว่ยยุ่นเย่ว์กลับผลักประตูเข้ามา แล้วถือวิสาสะนั่งลงบนเตียง จ้องมองเฉินเสวียนตาแป๋ว
"เดี๋ยวนะ ทำไมพวกเจ้ายังไม่ไปอีก?"
"อย่าบอกนะว่าจะตอบแทนบุญคุณจริงๆ? ไม่ต้องหรอก กลับไปเถอะ"
เว่ยยุ่นเย่ว์บิดตัวไปมาด้วยความขัดเขิน มือขยำชายกระโปรง ก้มหน้างุด สุดท้ายก็เอ่ยปากว่า "พวกเรามีเรื่องอยากจะขอร้องท่านพระบุตรเจ้าค่ะ"
"เรื่องอะไร"
เฉินเสวียนสังหรณ์ใจไม่ดีชอบกล รีบถอยไปยืนในจุดที่ไกลจากพวกนางที่สุด
ไอเซียนอันเลือนรางค่อยๆ ลอยออกมาจากร่างของสองสาว จนอบอวลไปทั่วห้อง
"นี่มัน?"
"ปราณเพียวเหมียวห้าธาตุ?"
"ทำไมถึงไปอยู่ที่พวกเจ้าได้ ตามหลักแล้วมันต้องถูกหลิวชิงหรานกับซูเป่ยเฉินหลอมรวมไปแล้วไม่ใช่รึ?"
งง เฉินเสวียนงงเป็นไก่ตาแตก
ให้ตายก็คาดไม่ถึงว่า สองคนนี้จะได้ครอบครองปราณเพียวเหมียวห้าธาตุ
"ซูเป่ยเฉินคือใครเจ้าคะ?"
"แปลกจริง เฉินเสวียนรู้ได้ยังไงว่าพวกเราสองพี่น้องเคยเจอหลิวชิงหราน"
เว่ยยุ่นเย่ว์และเว่ยยุ่นอวี่ต่างสงสัย ยิ่งมองเฉินเสวียนก็ยิ่งไม่เข้าใจ
แต่ก็รีบเข้าเรื่องสำคัญทันที
"ท่านพระบุตรน่าจะทราบดีถึงสรรพคุณและวิธีหลอมรวมปราณเพียวเหมียวห้าธาตุ"
"ลำพังพวกเราสองคนทำได้เพียงเก็บกักมันไว้ในร่าง ไม่สามารถหลอมรวมได้"
"ดังนั้นจึงอยาก.............ขอร้องท่านพระบุตร"
"ได้โปรดมอบครั้งแรกให้พวกเราด้วยเถอะเจ้าค่ะ"
พูดตรงไม่อ้อมค้อม ในเมื่อเฉินเสวียนรู้ทันความคิดพวกนาง และพวกนางก็รู้ใจเฉินเสวียน
ไม่ต้องอ้อมโลก พูดกันตรงๆ นี่แหละ
"เวรเอ๊ย ฟ้าถล่มดินทลาย"
"นี่มัน... นี่มันไม่ถูกหรือเปล่าวะ"
เฉินเสวียนมึนตึ้บ เขาจำได้ว่าเนื้อเรื่องมันไม่ได้เดินแบบนี้นี่หว่า
เขาอุตส่าห์ตั้งใจปล่อยจอย ระบบก็ไม่เห็นเตือนว่าเนื้อเรื่องได้รับผลกระทบ แปลกมาก
คิดไม่ออก เฉินเสวียนเลยเลิกคิด
ไม่นึกเลยว่านิสัยชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เขาซ่อนเร้นมานานในฐานะตัวร้ายจะถูกล่วงรู้เข้าจนได้
พูดจบเขาก็ยกชาสมุนไพรเก๋ากี้วิญญาณบนโต๊ะขึ้นจิบ
(ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เก้าสิบเก้าแปดสิบเอ็ดกระบวนท่า)
เช้าตรู่เจ็ดวันให้หลัง แสงแดดสาดส่องเข้ามาแยงตาจนเฉินเสวียนต้องหรี่ตา
"ยังเช้าอยู่เลย ท่านพระบุตรพักผ่อนต่ออีกหน่อยเถอะเจ้าค่ะ"
"ท่านพระบุตรนี่ร้ายนัก ภายนอกดูสุภาพอ่อนโยน แต่บนเตียงกลับดุดันถึงใจ"
เว่ยยุ่นเย่ว์และเว่ยยุ่นอวี่นอนซบอยู่ในอ้อมอกของเฉินเสวียนราวกับลูกแมวสีขาวบริสุทธิ์
การหลอมรวมเสร็จสมบูรณ์
ตูม!
ปราณเพียวเหมียวห้าธาตุ อันว่างเปล่าลึกล้ำ เปลี่ยนห้องทั้งห้องให้กลายเป็นแดนเซียน ไอเซียนค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นวงล้อไท่จี๋ขนาดมหึมา โอบล้อมร่างของพวกเขาทั้งสามไว้
กลิ่นอายสั่นสะเทือน พลังวิญญาณไพศาล
ลำแสงสีทอง สีม่วง สีแดง และสีขาว หลอมรวมเข้าด้วยกัน
ราวกับหงส์เซียนห้าสีที่ร่ายรำ แสงสิริมงคลนานาชนิดพันเกี่ยวรอบกาย
คลื่นพลังวิญญาณม้วนตลบชำระล้างร่างของพวกนาง ขจัดสิ่งสกปรกภายในกายจนหมดสิ้น
ไอเซียน ปราณวิญญาณ แสงสว่าง ผสมปนเปกันจนโรงเตี๊ยมแทบจะถล่มลงมา
ทันใดนั้น แสงสีทองก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง ก่อนจะคืนความสงบสู่โรงเตี๊ยม ราวกับภายนอกห้องไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สุดท้าย ปราณเพียวเหมียวห้าธาตุก็ม้วนเอาเต๋าที่ลอยอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับพลังวิญญาณและแสงสว่าง หลอมรวมเข้าสู่ร่างของเฉินเสวียน
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวกระจายออกไป บนร่างกายสีทองอร่ามปรากฏแสงลึกลับสีม่วงแดง
เฉินเสวียนในยามนี้ ไอเซียนลอยละล่อง ดุจเซียนผู้หลับใหล องอาจเหนือหล้า ไม่แปดเปื้อนธุลีโลก
ดวงตาเบิกโพลง พ่นลมหายใจออกมาเป็นไอหมอก
"ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นสูงสุด!"
[จบแล้ว]