- หน้าแรก
- ระบบปล่อยจอย: ยิ่งขี้เกียจ ข้ายิ่งไร้เทียมทาน
- บทที่ 9 - ใครอยากไปก็เชิญ!
บทที่ 9 - ใครอยากไปก็เชิญ!
บทที่ 9 - ใครอยากไปก็เชิญ!
บทที่ 9 - ใครอยากไปก็เชิญ!
ไม่นานนัก ข่าวการปรากฏขึ้นของสำนักศักดิ์สิทธิ์เพียวเหมียวก็แพร่สะพัด
ขุมอำนาจยักษ์ใหญ่ทั่วสารทิศต่างจับตามอง แม้แต่ผู้ฝึกตนอิสระยังแอบเฝ้าสังเกตการณ์
แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่เรียกประชุมระดับแกนนำเป็นการด่วนเพื่อหารือเรื่องสำนักเพียวเหมียว
ณ ห้องโถงประชุม
บรรยากาศน่าเกรงขาม กลิ่นอายพลังระดับสะเทือนฟ้าดินหลายสายค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เหล่าผู้อาวุโสที่มีกลิ่นอายเซียนเหาะเหินเดินอากาศเข้ามา
คนเหล่านี้คือกำลังหลักของแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่
เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ ผู้ที่อ่อนแอที่สุดยังมีระดับพลังเริ่มต้นที่กึ่งจักรพรรดิ
ผู้ที่แกร่งที่สุดในห้องโถงคือผู้อาวุโสลำดับสองแห่งยอดเขาหลักแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่
และเป็นประธานการประชุมในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ระดับสูงเท่านั้น แต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์บางส่วนก็ได้เข้าร่วมด้วย ถือเป็นการบ่มเพาะพิเศษที่ทางแดนศักดิ์สิทธิ์มอบให้
แน่นอนว่าเฉินเสวียนนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวแถวของเหล่าอัจฉริยะ หลิวชิงหรานเองก็เข้าร่วมการประชุมนี้เช่นกัน
ผู้อาวุโสสาม สวีเซิ่ง แผ่กลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ น่าเกรงขามโดยไม่ต้องแสดงอารมณ์โกรธ ทุกอิริยาบถแผ่แรงกดดันมหาศาลออกมา
เขานั่งอยู่ตรงกลาง มองไปรอบๆ พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเนิบนาบ
"หอข่าวกรองส่งข่าวมาว่า สำนักสันโดษนามสำนักศักดิ์สิทธิ์เพียวเหมียวได้ปรากฏขึ้น เมื่อสิบล้านปีก่อนสำนักเพียวเหมียวหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ใด"
"บัดนี้สำนักศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ย่อมต้องเต็มไปด้วยมรดกตกทอดนับสิบล้านปี วาสนาระดับนี้พวกเราจะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้ การที่ข้าผู้เฒ่าจัดประชุมขึ้นในครั้งนี้ ก็เพื่อหารือเรื่องนี้โดยเฉพาะ"
"เพียงแต่สำนักศักดิ์สิทธิ์เพียวเหมียวนั้นลึกลับพิสดารเกินไป ภายในยังมีค่ายกลผนึกที่ยอดฝีมือระดับสูงสุดทิ้งไว้ซึ่งยังไม่สลายไป เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน หากสามารถฝ่าฟันวิกฤตไปได้ ย่อมได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่ อาจถึงขั้นมีโอกาสได้รับสุดยอดวิชาของสำนักเพียวเหมียว 《หมัดเพียวเหมียวซีฮวง》 ก็เป็นได้"
'มีอันตราย ย่อมมีวาสนา หากพวกเจ้าสนใจ จะลองไปดูก็ไม่เสียหาย อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่หากใครสนใจ ก็ลงชื่อได้'
ผู้อาวุโสกล่าวจบ บรรยากาศในห้องประชุมก็เดือดพล่าน
ทุกคนต่างถกเถียงกันเรื่องสำนักศักดิ์สิทธิ์เพียวเหมียว
มีเพียงหลิวชิงหรานที่ไม่ได้ร่วมวงสนทนากับใคร ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปที่เฉินเสวียนตลอดเวลา
เฉินเสวียนมีสีหน้าเรียบเฉย นิ่งสงบดั่งบ่อน้ำลึก ไม่มีท่าทีตื่นเต้นดีใจแม้แต่น้อย แตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ผู้อาวุโสสวีเซิ่งเห็นดังนั้นก็กล่าวชื่นชมในความมั่นคงทางจิตใจของเขา พยักหน้าให้เล็กน้อย
'จะอันตรายอะไรนักหนา ไม่รู้จริงอย่ามั่วได้ไหม'
'ผ่านไปตั้งสิบล้านปี ศิษย์สำนักเพียวเหมียวโดนฆ่าตายเรียบ แม้แต่ขนสักเส้นยังไม่เหลือ'
'ถ้าไม่ใช่เพราะรอยแยกมิติเกิดปริร้าวที่ผนึกแห่งหนึ่ง สำนักเพียวเหมียวคงซ่อนตัวต่อไปได้อีกหลายพันปี'
'นอกจาก 《หมัดเพียวเหมียวซีฮวง》 แล้ว ในพื้นที่ต้องห้ามที่ซ่อนอยู่ในสำนักเพียวเหมียวยังมีปราณวิญญาณห้าธาตุ นี่แหละคือสาเหตุที่สำนักเพียวเหมียวยังไม่พังทลายลง'
'เจ้าสำนักเพียวเหมียวเป็นผู้เชี่ยวชาญค่ายกลกลไก ใครจะไปนึกว่าพื้นที่ต้องห้ามดันถูกออกแบบไว้ตรงหน้าตำหนักใหญ่ที่เด่นที่สุด'
'ถึงเวลาเจ้าปราณวิญญาณห้าธาตุนี่ก็จะถูกซูเป่ยเฉินค้นพบแบบงงๆ ที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดคือ มันแกล้งโง่ทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วยัยหลิวชิงหรานสมองกลวง ผู้หญิงที่ไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ก็ดันเชื่อคนง่าย ช่วยมันหลอมรวมพลังจนเสร็จสรรพ ยอมตกเป็นเครื่องมือของมัน'
'จากนั้นก็หันมาบำเพ็ญเพียรคู่กัน มอบใจให้ซูเป่ยเฉิน'
'ของเทพๆ อย่างปราณวิญญาณห้าธาตุ เจ้าคิดว่าเจ้าคนเดียวจะหลอมรวมมันได้หรือไง'
'บื้อจริงๆ เล้ย'
เฉินเสวียนบ่นพึมพำในใจ
หลิวชิงหรานที่แอบฟังอยู่แทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้
สองมือขยำชายกระโปรงแน่น อยากจะลุกไปตบเฉินเสวียนให้ตายคามือ
สมองกลวง? บื้อ?
น่าโมโหชะมัด กล้าดียังไงมาว่านางแบบนี้
อย่ามาดูถูกกันนะ ใครบอกว่าข้าคนเดียวหลอมรวมไม่ได้
สุดท้ายข้าก็หลอมรวมได้ไม่ใช่รึไง?
หลิวชิงหรานขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเถียงในใจ แต่ดันมองข้ามส่วนที่บอกว่าโดนซูเป่ยเฉินหลอกใช้ไปเสียสนิท
พอดึงสติกลับมาได้ นางก็จ้องเขม็งไปที่เฉินเสวียน ดวงตาเป็นประกายวาววับ
"เขารู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง?"
"หรือว่าเรื่องพวกนี้จะเป็นความจริง? เฉินเสวียนมีกายศักดิ์สิทธิ์พยากรณ์กำเนิดงั้นรึ?"
หลิวชิงหรานรู้สึกสับสนงุนงงเหลือเกิน เมื่อก่อนไม่ยักเห็นเขาแสดงพรสวรรค์ด้านนี้ออกมา
สำนักศักดิ์สิทธิ์เพียวเหมียวเร้นกายมาสิบล้านปี แม้แต่ผู้อาวุโสยังคาดเดาสถานการณ์ภายในไม่ได้
เฉินเสวียนกลับเดาได้เป็นฉากๆ ราวกับตาเห็น?
หรือเขาจะเป็นกายศักดิ์สิทธิ์พยากรณ์กำเนิดจริงๆ?
เก็บความสงสัยเอาไว้ หลิวชิงหรานถอนหายใจยาว
"รอไปถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์เพียวเหมียว ก็จะได้รู้กันว่าสิ่งที่เฉินเสวียนพูดจริงเท็จแค่ไหน"
พอคิดได้แบบนี้ หลิวชิงหรานก็รู้สึกแย่ขึ้นมา ในใจสับสนปนเปไปหมด
ถ้าสิ่งที่เฉินเสวียนพูดเป็นเรื่องจริง งั้นนางก็ทำดีกับฆาตกรตัวจริงมาตลอด แล้วไปใส่ร้ายคนดีงั้นสิ
เขาเคยทุ่มเทให้นางขนาดนั้น นางกลับเนรคุณ แว้งกัดเขา
เขาคงผิดหวังในตัวนางจนถึงที่สุด ถึงได้เกลียดขี้หน้านางสินะ
คิดจบ นางก็ฮึดสู้ขึ้นมา
ถ้าเฉินเสวียนพูดจริง นางจะไม่มีวันยอมให้ซูเป่ยเฉินหลอกใช้เด็ดขาด
นางจะไม่ยอมตกหลุมพรางของมัน
ไม่ว่าจะเป็นวิชายุทธ์หรือปราณวิญญาณห้าธาตุ ล้วนเป็นของล้ำค่าแห่งยุค
โดยเฉพาะปราณวิญญาณห้าธาตุ ขอเพียงนางหลอมรวมมันได้ ก็จะได้รับการสืบทอดจากสำนักเพียวเหมียว ปลุกกายศักดิ์สิทธิ์วั่นสวีเพียวเหมียวขึ้นมา นั่นคือวาสนาอันยิ่งใหญ่
แม้จะเทียบไม่ได้กับกายศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ แต่ก็แฝงศักยภาพมหาศาล
บวกกับพรสวรรค์ของนาง สองสิ่งประสานกัน เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
หลิวชิงหรานรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
บนแท่นประธาน ผู้อาวุโสสวีเซิ่งโบกมือคราหนึ่ง บรรยากาศในห้องโถงกลับมาเงียบสงบ
เขามองไปที่เฉินเสวียนผู้สงบนิ่ง "พระบุตร ท่านประสงค์จะเดินทางไปหรือไม่"
สิ้นคำของสวีเซิ่ง
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เฉินเสวียน
"ไม่!"
สั้นๆ ได้ใจความ เฉินเสวียนพ่นคำเดียวออกมา
เหล่าอัจฉริยะในห้องโถงพอได้ยินคำตอบของเฉินเสวียน ต่างก็โล่งอกไปตามๆ กัน
หากเฉินเสวียนไปด้วย พวกเขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปแย่งชิง
แถมยังต้องกลับกลายเป็นข้ารับใช้ คอยหาของวิเศษมาถวายเฉินเสวียนอีก
เฉินเสวียนนั่ง พวกเขายืน เฉินเสวียนกิน พวกเขามองตาปริบๆ
ตอนนี้พอรู้อาการของเฉินเสวียน ทุกคนต่างดีใจจนเนื้อเต้น
มีเพียงหลิวชิงหรานที่สงสัยใคร่รู้
"โอกาสดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ไป?"
คนอื่นไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็ช่างเถอะ แต่หมอนี่รู้ละเอียดขนาดนั้นกลับจงใจไม่ไป ช่างน่าแปลกใจนัก
'มีอะไรให้น่าตื่นเต้น'
'สำนักเพียวเหมียวดูเหมือนจะมีวาสนาเยอะแยะ ที่จริงกลวงโบ๋ แทบไม่มีอะไรเหลือ ไม่งั้นจะเรียกว่าเพียวเหมียว (เลือนราง) ได้ไงเล่า'
'มีแค่ไอ้สองอย่างนั่นที่พอถูไถ แต่ก็แค่พอถูไถเท่านั้นแหละ'
เฉินเสวียนนึกในใจ
หลิวชิงหรานเข้าใจแล้ว ที่แท้เฉินเสวียนก็มองไม่เห็นค่าของพวกมัน
ก็จริง ด้วยสถานะของเฉินเสวียนในสำนักศักดิ์สิทธิ์ ทรัพยากรทุกอย่างถูกเทมาที่เขาคนเดียว
ทรัพยากรล้นเหลือ สมุนไพรวิเศษมีให้กินต่างข้าวไม่อั้น
หอคัมภีร์ก็เข้าไปเลือกวิชาได้ตามใจชอบ ไม่มีข้อจำกัดใดๆ
ของที่คนอื่นต้องแย่งชิงกันเลือดตาแทบกระเด็น สำหรับเฉินเสวียนแล้วถือเป็นของไร้ราคา
ไม่อยากจะชายตามองด้วยซ้ำ
มิน่าล่ะถึงไม่อยากไป
เมื่อได้รับคำตอบจากเฉินเสวียน ผู้อาวุโสลำดับสองสวีเซิ่งก็เคารพการตัดสินใจของเขา
หลังจบการประชุม ทุกคนแยกย้ายกันไป
.........
เพื่อชิงความได้เปรียบ
แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่จัดตั้งทีมขึ้นทันที
เร่งคัดเลือกศิษย์เพื่อมุ่งหน้าสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์เพียวเหมียว
บังเอิญเหลือเกินที่ในฝูงชนมีเงาร่างคุ้นตาของซูเป่ยเฉินปะปนอยู่
เขาก็ได้เข้าร่วมในการสำรวจดินแดนลี้ลับครั้งนี้ด้วย
ถ้าถามว่าทำไมซูเป่ยเฉิน ศิษย์ธรรมด๊าธรรมดาคนหนึ่งถึงถูกเลือก?
ก็เพราะเขาเป็นพระเอก มีค่าโชคชะตาหนุนหลัง ย่อมถูกเลือกไปแบบสบายๆ
หลังจากถูกเลือก ซูเป่ยเฉินก็ไม่รอช้า รีบกวาดตามองหาหลิวชิงหรานที่เขาเฝ้าคะนึงหาทั้งยามหลับและยามตื่น
เพียงครู่เดียว ดวงตาเขาก็เป็นประกาย เมื่อพบร่างงามระหงอันน่าหลงใหลยืนเด่นอยู่ในฝูงชน
[จบแล้ว]