- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 130 - ผู้ฝึกวิชาปิติผู้อวดเบ่ง
บทที่ 130 - ผู้ฝึกวิชาปิติผู้อวดเบ่ง
บทที่ 130 - ผู้ฝึกวิชาปิติผู้อวดเบ่ง
บทที่ 130 - ผู้ฝึกวิชาปิติผู้อวดเบ่ง
ไม่ใช่สิ ถึงจะพูดเคลียร์กันแล้ว แต่พวกคุณสองคนก็ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนี้ก็ได้มั้ง
บางทีอาจจะตระหนักได้ว่าทำแบบนี้ดูไม่ค่อยเหมาะสม ไม่นานหลิ่วหยางก็พามั่วหรูเยียนลุกขึ้น
"ศิษย์พี่ ปู้ยวี่ งั้นพวกเราคุยกันไปก่อนนะ ข้ากับหรูเยียนขอตัวก่อน"
"อืม"
หลิ่วอวี่เองก็อยากให้พวกเขารีบไปให้พ้นๆ เหมือนกัน
หลังจากทั้งสองคนออกไป ในห้องก็เหลือเพียงสองศิษย์อาจารย์
"..."
เงียบกันไปพักหนึ่ง หลิ่วอวี่ก็เป็นฝ่ายเปิดปากก่อน
"ออกจากด่านครั้งนี้ เจ้ามีความรู้สึกอย่างไรกับโลกในปัจจุบันบ้าง?"
"รู้สึก..." มั่วปู้ยวี่ครุ่นคิด ภาพที่อาจารย์อากับศิษย์น้องหญิงจับมือกันเดินออกไปแวบเข้ามาในหัว อารมณ์ความรู้สึกยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก "ศิษย์รู้สึกว่าโลกตอนนี้เปลี่ยนไปมากเหลือเกินขอรับ"
เขาพยายามกดความรู้สึกที่ปั่นป่วนในใจเอาไว้
"เปลี่ยนไปมากจริงๆ แล้วเจ้าคิดว่าโลกตอนนี้เทียบกับเมื่อก่อน เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย?"
"ศิษย์เพิ่งออกจากด่าน ยังขาดความเข้าใจในโลกปัจจุบัน จึงไม่กล้าด่วนสรุปขอรับ" มั่วปู้ยวี่ตอบเสียงขรึม
อาจารย์อากับศิษย์น้องหญิงเป็นคู่บำเพ็ญกันแล้ว...
เพิ่งออกจากด่านก็ได้รับข่าวที่ระเบิดตูมตามขนาดนี้ เขาจะไปมีกะจิตกะใจสังเกตอะไรได้
"เจ้าก็ยังรอบคอบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน"
หลิ่วอวี่พยักหน้าเบาๆ เขาก็ดูออกว่าลูกศิษย์คนนี้สภาพจิตใจไม่ค่อยดี จึงหยิบแหวนเก็บของวงหนึ่งออกมา
"นี่เป็นเงินนิดหน่อย เจ้าเอาไปใช้ก่อน ช่วงนี้ก็พักผ่อนให้เต็มที่ มีเวลาก็ไปหอสมุดดูบ้าง"
มั่วปู้ยวี่ชะงัก แต่ก็ยื่นมือไปรับแหวนเก็บของมา
"ศิษย์เข้าใจแล้ว งั้นศิษย์ขอตัวก่อน"
"ไปเถอะ"
หลิ่วอวี่โบกมือ มั่วปู้ยวี่ลุกขึ้นเดินจากไป
แต่เพิ่งเดินไปถึงหน้าประตู
"เดี๋ยว"
"มีอะไรหรือครับอาจารย์"
"เจ้าคิดยังไงกับอิ๋งอิ๋ง?"
"อิ๋งอิ๋ง?" มั่วปู้ยวี่ชะงัก นึกถึงเด็กสาวที่สดใสมีชีวิตชีวาคนนั้น
"นางมีพรสวรรค์ดีมากขอรับ อายุน้อยแค่นี้ก็ระดับกลั่นลมปราณขั้นเก้าแล้ว แถมถ้าศิษย์ดูไม่ผิด นางน่าจะฝึกวิชาดึงดูดพลังขั้นที่สองสำเร็จแล้วด้วย ในอนาคตต้องสร้างชื่อให้สำนักดาบทะเลทรายได้แน่"
สมกับเป็นลูกของอาจารย์อากับศิษย์น้องหญิง ความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรเร็วกว่าตัวเขาในตอนนั้นเสียอีก
เฮ้อ...
"...นอกจากเรื่องพวกนี้ล่ะ?"
"หา?"
"ช่างเถอะ เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถอะ"
มั่วปู้ยวี่เกาหัวแกรกๆ อย่างงุนงง แต่ก็ไม่ได้คิดมาก หันหลังเดินออกจากห้องไป
รอจนเขาเดินไปไกลแล้ว หลิ่วอวี่ก็เรียกดาบยาวสีแดงเลือดออกมา เดินช้าๆ ไปที่หน้าต่าง
พูดจริงๆ นะ เมื่อกี้เขาเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมาจริงๆ
ในเมื่อเจ้าแต่งกับศิษย์ข้าได้ งั้นทำไมศิษย์ข้าจะแต่งกับลูกสาวเจ้าไม่ได้ล่ะ?
แต่ดูเหมือนปู้ยวี่จะไม่มีความคิดด้านนี้เลย
หลิ่วอวี่นึกถึงคำพูดตอนมั่วปู้ยวี่จากไป
"สำนักดาบทะเลทราย..."
ตอนนี้ไม่มีสำนักดาบทะเลทรายแล้ว มีแต่สมาพันธ์ฝ่ายธรรมะ
มองออกไปข้างนอก ผู้คนเดินขวักไขว่ สรรพชีวิตดุจมดปลวก
ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูงดงามราวปีศาจของเขาเผยรอยยิ้มดูแคลน
"คนเรานี่ยิ่งขาดอะไรก็ยิ่งอยากได้ไอ้นั่นจริงๆ"
สร้างสภาสูงสุดไว้ใต้ทะเล แต่ตัวเองกลับอยากจะยืนอยู่บนจุดสูงสุด
จะสูงแค่ไหน ก็สูงไปกว่าห้วงดาราไม่ได้หรอก
พฤติกรรมพวกนี้มันน่าขำสิ้นดี
หลังจากท่านจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หายตัวไป สมาพันธ์นี้ก็น่ารังเกียจขึ้นทุกวัน
มิน่าเล่าผู้อาวุโสบางท่านในสมาพันธ์ถึงยอมร่อนเร่อยู่ในห้วงดารา ดีกว่าจะกลับมาที่นี่
"เฮ้อ..."
น่าเสียดาย ที่เขาเป็นแค่คนขี้ขลาด ไม่มีตวามกล้าหาญเหมือนผู้อาวุโสเหล่านั้น
....................
ยามพลบค่ำ โดมเหนือเมืองเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวล
แม้จะอยู่ใต้ทะเล แต่สมาพันธ์ฝ่ายธรรมะก็ใช้อำนาจของค่ายกลจำลองการหมุนเวียนของกลางวันกลางคืนและฤดูกาลทั้งสี่ได้
ในฐานะทูตชมงานจากสำนักกระบี่และสำนักเต๋าไท่ซั่ง ที่พักที่สมาพันธ์ฝ่ายธรรมะจัดเตรียมให้พวกเขานั้นดีมาก เรียกได้ว่าเป็นรองแค่หอคอยสูงเหล่านั้นเลยทีเดียว
เนื่องจากมีคนไปเยี่ยมชมบ้านเก่าของหยวนเยอะมาก พนักงานต้อนรับคนนั้นเลยจัดคิวให้สวีสิงและหยวนจวินเป็นวันพรุ่งนี้ ถึงตอนนั้นจะมีไกด์เฉพาะทางมาคอยบรรยายให้ฟังด้วย
ว่างอยู่ก็ว่างเปล่า ทั้งสองคนเลยเดินเที่ยวชมซูเปอร์ซิตี้ใต้ทะเลแห่งนี้
ตามคำแนะนำของพนักงานต้อนรับ ทั้งสองมาถึงร้านเหล้าสไตล์โบราณร้านหนึ่ง ชื่อว่าเมามาย
สำนักเซียนเมามาย เป็นสำนักเล็กๆ มากๆ ในยุคโบราณ แต่ชื่อเสียงกลับไม่เล็กเลย
ผู้ก่อตั้งสำนักมีระดับพลังสูงส่งแทบไม่ด้อยไปกว่าบรรพชนของสำนักเซียน แต่ตัวเขาเองกลับหลงใหลในการหมักเหล้า สุราที่เขาหมักขึ้นมานั้น มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วพิภพไท่เสวียน
และพวกเขาก็เป็นสำนักกลุ่มแรกๆ ที่เข้าร่วมกับสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะ
"สำนักเซียนเมามาย..." แววตาของสวีสิงฉายแววรำลึกความหลัง
"ข้าจำได้ว่าท่านพี่ชายเคยถูกเด็กน้อยคนนั้นตามตื๊ออยู่พักหนึ่งใช่ไหม" หยวนจวินหัวเราะเบาๆ
"ก็ไม่เชิงหรอก เขาแค่เป็นคนมุ่งมั่นน่ะ"
ปีนั้นผู้ก่อตั้งสำนักเซียนเมามายคนนี้ไม่รู้ไปโดนอะไรกระตุ้นมา ถึงได้ตั้งเป้าว่าจะต้องหมักเหล้าที่ทำให้เขาเมามายให้ได้
แทบจะเรียกว่าสวีสิงไปไหนเขาก็ตามไปนั่น ไม่ว่าที่นั่นจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม
ผลลัพธ์ก็คือ... ก็ยังไม่สำเร็จ
จนกระทั่งสวีสิงจะปิดด่าน เขาถึงได้ยอมถอดใจไป
"ไปกันเถอะ"
สวีสิงและหยวนจวินเดินเข้าร้านเหล้า ความอึกทึกครึกโครมที่จินตนาการไว้กลับไม่มีเลย
มองไปรอบๆ การตกแต่งแบบคลาสสิกดูงดงาม พนักงานสาวในชุดกี่เพ้าพอดีตัวกิริยามารยาทงดงาม เดินให้บริการรินเหล้าแก่แขกเหรื่ออย่างแผ่วเบา
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในมุมด้านในมีเงาร่างที่คุ้นเคยสองคน มั่วปู้ยวี่และหลิ่วอิ๋งอิ๋ง
มั่วปู้ยวี่ทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ หลิ่วอิ๋งอิ๋งนั่งเท้าคางอยู่ตรงข้าม จ้องมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สวีสิงและหยวนจวินเห็นดังนั้นก็เลยไม่เข้าห้องส่วนตัว หาที่นั่งวิวดีๆ บนชั้นสองนั่งลง
"ขอสุราเก้าเมฆาหนึ่งกา ที่เหลือพวกเจ้าจัดมาได้เลย"
สั่งเหล้าไปส่งๆ สวีสิงก็มองลงไปข้างล่าง
เห็นบรรยากาศของทั้งสองคนดูแปลกๆ ชอบกล
มั่วปู้ยวี่เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วน เลยได้แต่ยกเหล้าดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า
ส่วนหลิ่วอิ๋งอิ๋งหลังจากพิจารณาอยู่นาน จู่ๆ ก็เอ่ยปากถาม "ศิษย์พี่มั่ว พี่เคยชอบแม่หนูใช่ไหมคะ?"
พรวด!
เขาเกือบจะพ่นเหล้าออกมา ดีที่อาศัยการควบคุมขั้นเทพกลั้นเอาไว้ได้
มั่วปู้ยวี่เริ่มทำตัวไม่ถูก ถามมาแบบนี้ จะให้ข้าตอบยังไงเล่า!
"ข้า..."
"ความจริงพี่ไม่ต้องเกร็งหรอกค่ะ คนที่ชอบแม่หนูมีเยอะแยะ คืนที่พ่อกับแม่แต่งงานกัน ศิษย์พี่ใหญ่ก็ร้องไห้เหมือนกันนะ!" หลิ่วอิ๋งอิ๋งเปิดเผยความลับอีกเรื่อง
"?!!!"
ศิษย์พี่ใหญ่ก็ชอบศิษย์น้องหญิง?!
ไม่ถูกสิ เขาจำได้ว่าเมื่อก่อนศิษย์พี่ใหญ่ชอบล้อเขากับศิษย์น้องหญิงบ่อยๆ นี่นา
ในขณะที่มั่วปู้ยวี่กำลังเรียบเรียงคำพูด อยากจะถามรายละเอียดให้ชัดเจน
ปัง!
มือข้างหนึ่งตบลงบนโต๊ะ
"น้องสาว นั่งกับคนแบบนี้จะมีรสชาติอะไร มาดื่มกับพี่ชายดีกว่า"
คนพูดสวมเสื้อคลุมตัวนอกสีชมพูฉูดฉาด หน้าตาหล่อเหลา สายตาฉ่ำเยิ้ม ตัวมีกลิ่นเหล้าหึ่ง ที่เอวห้อยป้ายหยกแกะสลัก
ทูตชมงานจากนิกายประสานรัก แถมยังเป็นผู้ฝึกวิชาปิติเสียด้วย
ชัดเจนว่า ตอนนี้เขาเริ่มจะเมาแล้ว
"ไสหัวไป!" มั่วปู้ยวี่พูดเสียงเย็น
กับคนประเภทนี้ เขาไม่อยากเสวนาด้วยแม้แต่ครึ่งคำ
ภายใต้แรงกดดันจากพลังเวทที่น่ากลัว ผู้ฝึกวิชาปิติจากนิกายประสานรักคนนั้นก็เริ่มได้สติขึ้นมาบ้าง
แต่อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เขาเลยเริ่มพูดจาประชดประชัน
"โฮ่ ขู่ใครกัน? หรือว่าสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะคิดจะเล่นงานศิษย์สำนักเซียนอย่างพวกเราอีกแล้ว?"
[จบแล้ว]