เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 123 - ร่องรอยที่น่าสงสัยของ 'กู่'

บทที่ 123 - ร่องรอยที่น่าสงสัยของ 'กู่'

บทที่ 123 - ร่องรอยที่น่าสงสัยของ 'กู่'


บทที่ 123 - ร่องรอยที่น่าสงสัยของ 'กู่'

แม่งเอ๊ย!

สำนักไหนไม่มา ดันเป็นสำนักกระบี่

พวกคนฝึกดาบกับพวกฝึกกระบี่นี่ไม่ถูกกันที่สุดแล้ว

มั่วปู้ยวี่สีหน้าเคร่งเครียด ครูสาวที่เขาค้นวิญญาณบังเอิญเป็นครูสอนประวัติศาสตร์ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองชิงชิวพอดี

จากทะเลความรู้ของเธอ มั่วปู้ยวี่พอจะเข้าใจคร่าวๆ แล้วว่าโลกตอนนี้เป็นอย่างไร

และหน่วยรับมือผู้บำเพ็ญเพียรโบราณนั่น ก็มีไว้จัดการกับผู้บำเพ็ญเพียรที่เพิ่งออกจากด่านอย่างเขานี่แหละ!

นอกจากเรื่องพวกนี้แล้ว สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือรูปแบบการเล่นอันหลากหลายของครูสาวคนนี้กับท่านผู้อำนวยการโรงเรียน ความใจกล้าบ้าบิ่นของพวกเขาทำเอาเขาเดาะลิ้น ทั้งมัดเชือก สวมบทบาท กลางแจ้ง...

ในฐานะผู้ฝึกดาบที่ไร้หัวใจ ภาพเหตุการณ์ที่เห็นตอนนี้มันเหนือล้ำกว่าภาพที่เขาเคยค้นเจอในหัวของผู้ฝึกวิชาสายปิติจากนิกายประสานรักเสียอีก

แต่พวกเขาก็ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรจากนิกายประสานรักนี่นา ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?

หรือว่าผู้บำเพ็ญเพียรในยุคนี้เขาเปิดกว้างกันขนาดนี้แล้ว?

แต่ไม่นาน มั่วปู้ยวี่ก็เลิกสนใจเรื่องไร้สาระพวกนั้น เขาใช้นิ้วจี้ไปที่หว่างคิ้วของเธอ ส่งพลังเข้าไปสายหนึ่งช่วยบรรเทาความอ่อนล้าจากการถูกค้นวิญญาณ แล้ววางเธอพิงไว้ข้างกำแพง

จากนั้นเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ เขาเช็ดนิ้วที่เพิ่งจิ้มหว่างคิ้วเธอด้วยความรังเกียจนิดๆ

หยุดคิดครู่หนึ่ง เขาหยิบยันต์ซ่อนกายออกมาแปะอำพรางร่างครูสาวไว้ แล้ววางหินวิญญาณไว้สองก้อนเป็นค่าทำขวัญจากการค้นวิญญาณ

"ต้องรีบไปจากที่นี่"

แม้ข้อมูลที่ได้จากครูสาวจะบอกว่า หน่วยรับมือผู้บำเพ็ญเพียรโบราณจะไม่ฆ่าแกงผู้บำเพ็ญเพียรโบราณที่เพิ่งออกจากด่านมั่วซั่ว

ผู้บำเพ็ญเพียรโบราณอย่างเขาส่วนใหญ่หลังจากตรวจสอบสถานะแล้ว ก็จะช่วยติดต่อพ่อแม่พี่น้อง หรือครูบาอาจารย์เพื่อนฝูงให้

แต่ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร โดยเฉพาะผู้ฝึกดาบ เขาไม่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง ยิ่งอีกฝ่ายเป็นคนของสำนักกระบี่ด้วยแล้ว

เมื่อตัดสินใจได้ เขาก็ดีดตัวพุ่งออกไป ร่างกายเคลื่อนไหวรวดเร็วปานแสงและเงา หายวับไปที่สุดปลายถนนในพริบตา

สถานการณ์ในสำนักก็ไม่รู้เป็นยังไง เมืองชิงชิวคนเยอะเกินไป หาที่เงียบๆ หลบภัยก่อนดีกว่า

รอจนเข้าใจสถานการณ์ของทวีปกลางในปัจจุบันอย่างถ่องแท้แล้ว ค่อยตัดสินใจว่าจะกลับมาหรือไม่

มั่วปู้ยวี่วางแผนไว้ในใจ แต่แผนการมักตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทันเสมอ

"ประกาศ!"

"ตรวจพบผู้บำเพ็ญเพียรระดับหวนคืนขึ้นไปที่ยังไม่ผ่านยุคปฏิรูปออกจากด่าน ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายมารหรือไม่"

"เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนทุกท่าน โปรดเดินทางไปยังโรงเรียน ที่ทำการสำนักเซียน หรือหลุมหลบภัยของสมาพันธ์ที่ใกล้ที่สุดทันที ห้ามออกจากเขตมหาค่ายกลพิทักษ์เมือง!"

เสียงประกาศอันชัดเจนดังก้องไปทั่วเมืองชิงชิว

วูบ!

สัมผัสได้ถึงกระแสพลังวิญญาณที่ปั่นป่วน แสงวิญญาณพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้มั่วปู้ยวี่ที่กำลังหนีออกไปชะงักกึก เงยหน้ามองขึ้นไปข้างบนโดยไม่รู้ตัว

เห็นเพียงลวดลายค่ายกลสีทองอ่อนลุกลามไปทั่วท้องฟ้าเหนือเมือง อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา ทำให้เขาขนลุกซู่

ไม่ต้องสงสัยเลย นี่คือค่ายกลที่สามารถคุกคามชีวิตเขาได้!

......

......

"ค่ายกลนี้ ดูจะแข็งแกร่งกว่าตอนข้าออกจากด่านมากทีเดียว"

บนยอดตึกสูงแห่งหนึ่ง สวีสิงมองไปทางไกล ซึ่งเป็นทิศที่มั่วปู้ยวี่อยู่

เรื่องนี้พอเข้าใจได้ เพราะเมืองชิงชิวไม่ใช่เมืองเสวียนเจี้ยน

ดูชาวเมืองชิงชิวสิ แม้จะรีบเดินทางไปยังที่ทำการสำนักเซียน โรงเรียน และหลุมหลบภัยตามประกาศ แต่ก็ไม่ได้ดูตื่นตระหนกเท่าชาวเมืองเสวียนเจี้ยน

หยวนจวินที่อยู่ข้างกายเขามองขึ้นไปบนฟ้า "มาแล้ว"

เพล้ง!

เหนือท้องฟ้าเมืองชิงชิว มิติแตกออกราวกับกระจก

เซียนกระบี่ระดับผสานเต๋าใช้วิชาข้ามมิติมาด้วยตัวเอง!

จิตสัมผัสอันกว้างใหญ่ไพศาลกวาดผ่าน เพียงพริบตาก็ครอบคลุมทั่วทั้งเมืองชิงชิว

จากนั้น เห็นเพียงแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกมาจากรอยแตก พุ่งตรงไปยังมั่วปู้ยวี่ที่หนีไปถึงขอบเมืองชิงชิวแล้ว

"ไม่เลว รวดเร็วทันใจดี" สวีสิงพยักหน้าเบาๆ

เร็วกว่าตอนเมืองเสวียนเจี้ยนเยอะเลย

"แต่ดูเหมือนจะมีคนไม่พอใจเรื่องนี้นะ" สายตาของหยวนจวินจับจ้องไปที่อีกจุดหนึ่ง

นั่นคือผู้ฝึกดาบระดับผสานเต๋าคนหนึ่ง เมื่อครู่ตอนที่จิตสัมผัสของเซียนกระบี่ระดับผสานเต๋ากวาดผ่าน เขาก็ถูกรวมเข้าไปด้วย

การกระทำนี้ทำให้เขาไม่พอใจอย่างไม่ต้องสงสัย

"เรื่องปกติ" สวีสิงไม่ถือสา

ก่อนจะเข้าร่วมกับสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะ สำนักดาบทะเลทรายเป็นหนึ่งในสำนักดาบที่แข็งแกร่งที่สุดในพิภพไท่เสวียน พวกเขาพยายามอย่างหนักที่จะไล่ตาม หรือแม้แต่แซงหน้าสำนักกระบี่

แต่ช่องว่างมันห่างชั้นเกินไป เลยทำได้แค่คิด

ความเหลื่อมล้ำที่ยากจะถมเต็มนี้ทำให้เกิดปมในใจ ส่งผลให้ผู้ฝึกดาบระดับสูงบางคนมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ฝึกกระบี่อย่างไม่มีเหตุผล

"หากสหายเต๋าท่านนั้นยังอยู่ ก็คงไม่ด้อยไปกว่าพวกเรา" สวีสิงถอนหายใจ

ในบรรดาผู้ฝึกดาบสมัยนั้น ใช่ว่าจะไม่มีคนเก่งกาจที่มีพรสวรรค์ทัดเทียมกับพวกเขา

วิชาดาบของสหายเต๋าท่านนั้นเรียกได้ว่าเป็นเลิศในใต้หล้า สง่างามจนถึงทุกวันนี้สวีสิงก็ยังจำได้แม่น

น่าเสียดาย... ปีนั้นเขาไปช้าก้าวหนึ่ง

"ข้าจำได้ว่าสหายเต๋าท่านนั้นยังมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เป็นคนก่อตั้งสำนักดาบทะเลทราย ถ้าทุกอย่างราบรื่น ตอนนี้เขาน่าจะใกล้แตะขอบเขตนั้นแล้วกระมัง?"

"ไม่ทราบเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ในสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะต่อต้านเจ็ดสำนักเซียนมาก ผู้น้อยเลยต้องเคารพการตัดสินใจของพวกเขา" หยวนจวินอธิบาย

การบำเพ็ญเพียรเป็นเรื่องส่วนตัวมาก

ถ้านางถือวิสาสะไปสอดแนมความลับระดับแก่นแกนแบบนั้น ไม่พูดถึงเรื่องที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของนาง หากคนของสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะรู้เข้า เกรงว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักเต๋าไท่ซั่งกับสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะแย่ลงไปอีก

ส่วนช่องทางนั้น...

ตั้งแต่นางช่วยหยวนตัดขาดการติดต่อ บรรพชนฝ่ายมารบางคนก็จ้องจะเอาคืนนางอยู่ตลอด

"ต่อต้าน?" สวีสิงใจกระตุก

"ถูกต้อง ต่อต้าน ตอนที่หยวนยังอยู่ สมาพันธ์ฝ่ายธรรมะแม้จะระแวดระวังเจ็ดสำนักเซียน แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต่อต้าน"

ในสำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะเหล่านั้น ใช่ว่าจะไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรที่ผ่านยุคสมัยนั้นมา

สิ่งที่ผู้ก่อตั้งเจ็ดสำนักเซียน หรือก็คือเขากับเหล่าสหายเต๋าได้ทำลงไป พวกเขาก็เห็นอยู่ในสายตา

ในเมื่อศัตรูภายนอกยังกำจัดไม่หมด คนที่เคยผ่านยุคสมัยอันโหดร้ายนั้นมา ไม่น่าจะถึงขั้นต่อต้านกันเองได้

"แต่หลังจากหยวนหายตัวไป การต่อต้านเจ็ดสำนักเซียนของพวกเขาก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ"

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ยิ่งมีการออกนโยบายใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ผู้บำเพ็ญเพียรของเจ็ดสำนักเซียน

"เรื่องนี้ผิดปกติมาก ข้าเลยมีความคิดที่จะมาตรวจสอบที่นี่"

หยวนจวินบอกจุดประสงค์ของตัวเองออกมา

ที่ชวนท่านพี่ชายมาด้วย ก็แค่พูดขึ้นมาลอยๆ ท่านจอมกระบี่เข้าใจนางผิดไปจริงๆ

สวีสิงชะงัก "เจ้าสงสัยว่าเป็นกู่?"

คนที่สามารถก่อเรื่องในทวีปกลาง แถมยังเป็นขั้วอำนาจระดับสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะได้ ก็มีแต่ 'มัน' เท่านั้น

"อืม แม้ 'มัน' จะโดนท่านพี่ชายฟันไปหนึ่งกระบี่ แต่วิถีที่กู่ครอบครองนั้นพิเศษเกินไป ไม่แน่อาจจะเป็นฝีมือของ 'มัน' ก็ได้"

"แล้วทำไมหยวนจวินถึงไม่เอาข้อสันนิษฐานนี้ไปบอกสหายเต๋าท่านอื่นล่ะ?"

"ทำแบบนั้นไม่ได้ หากท่านพี่ชายกับสหายเต๋าท่านอื่นรู้เรื่อง สมาพันธ์ฝ่ายธรรมะคงหนีไม่พ้นหายนะ"

ถ้าเกี่ยวข้องกับเผ่าชาง สำนักเซียนอย่างหุบเขาโอสถสงเคราะห์ที่มีความคิดเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็จะมีข้ออ้างในการลงมือทันที

ริมฝีปากบางของหยวนจวินเม้มแน่น ดูงดงามบริสุทธิ์ "ผู้น้อยเคยรับปากคนคนหนึ่งไว้ ว่าถ้าไม่จำเป็น จะพยายามรักษาความปลอดภัยให้สมาพันธ์ฝ่ายธรรมะให้ถึงที่สุด"

"หยวน?"

"ไม่" น้ำเสียงของหยวนจวินจริงจังขึ้นมา "เป็นศิษย์ของบรรพชนวิญญาณ ผู้น้อยกับหยวนไม่ได้ข้องเกี่ยวกันมากนัก ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไปรับปากอะไรเขา"

"..." สวีสิงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะออกมา "งั้นเจ้าบอกข้า ไม่กลัวข้าลงมือกับสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะ หรือเจ้าดูถูกคนแซ่สวีผู้นี้!"

"ท่านพี่ชายอย่าล้อเล่นเลย"

หยวนจวินส่ายหน้าเบาๆ มองออกไปไกล ริบบิ้นสีขาวพลิ้วไหวไปตามสายลม

"ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านพี่ชายเคยอยากทำหรอกหรือ?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 123 - ร่องรอยที่น่าสงสัยของ 'กู่'

คัดลอกลิงก์แล้ว