เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 69 - ทดสอบคัมภีร์เลี้ยงดูวิญญาณบำรุงตนครั้งแรก

บทที่ 69 - ทดสอบคัมภีร์เลี้ยงดูวิญญาณบำรุงตนครั้งแรก

บทที่ 69 - ทดสอบคัมภีร์เลี้ยงดูวิญญาณบำรุงตนครั้งแรก


บทที่ 69 - ทดสอบคัมภีร์เลี้ยงดูวิญญาณบำรุงตนครั้งแรก

ทั้งสามคนที่เพิ่งเข้าบ้านมาเห็นเซียวฝานยืนอยู่หน้าห้องนอนก็ชะงักไป

"พ่อ แม่ พี่ กลับมากันเช้าจังเลยครับ" เซียวฝานทักขึ้นก่อน

"..." พ่อของเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบาย "พวกเราเห็นว่ายังเช้าอยู่ และช่วงนี้ลูกก็เหนื่อยมาก เลยไม่ได้บอกลูกก่อน"

"แล้วร่างกายพี่ไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหมครับ"

"ใช่จ้ะ เมื่อเช้าตรวจแล้ว หมอยังบอกเลยว่าฟื้นตัวเร็วมาก" แม่รีบเสริม

"ก็พี่เป็นผู้ฝึกกายานี่นะ" เซียวหมิงยิ้ม แล้วหันไปมองเซียวฝาน

เมื่อต้องเผชิญสายตาของพี่ชาย ครั้งนี้เขาไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกเหมือนเมื่อคืน

"นี่กำลังจะออกไปข้างนอกเหรอ"

"ครับ เพิ่งตื่นเลยว่าจะออกไปยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายสักหน่อย"

สองพี่น้องจ้องตากันครู่หนึ่ง

"โอเค งั้นรีบไปรีบกลับนะ" เซียวหมิงยิ้ม "วันนี้พี่ออกจากโรงพยาบาล เที่ยงนี้เรากินของดีๆ ฉลองกันหน่อย"

"ได้ครับพี่"

บทสนทนาของทั้งคู่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ

เซียวฝานที่กำลังร้อนวิชาอยากลองของใหม่ไม่ได้คิดอะไรมาก ที่พูดไปเมื่อกี้ เขาคิดว่าพี่ชายต้องเข้าใจว่าเขาจะออกไปเตรียมตัวสำหรับการทดสอบรอบที่สามแน่ๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเดินผ่านทั้งสามคน ออกจากประตูที่เปิดอ้าอยู่

"อาหมิง..."

"วางใจเถอะครับแม่ เดี๋ยวเราวางของก่อน แล้วผมจะตามไปดูเอง" เซียวหมิงปลอบ "มีผมอยู่ทั้งคน"

ได้ยินแบบนั้น ทั้งสองคนก็โล่งใจขึ้นมาก

อาหมิงเป็นศิษย์สำนักราชันคชสาร ทั้งระดับพลังและความรู้กว้างขวาง เทียบกับพวกเขาไม่ได้เลย

หลังจากปลอบพ่อแม่แล้ว เซียวหมิงก็เปลี่ยนเป็นชุดสีเทาที่ดูธรรมดาๆ แล้วเดินออกมาข้างนอก

เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะปร๊ะดังขึ้น ร่างกายที่สูงเกือบสองเมตรหดลงอย่างรวดเร็ว ในพริบตาก็เหลือแค่ประมาณร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตร หลังที่เคยเหยียดตรงก็ค่อมลง

ดั้งจมูกยุบลง ริมฝีปากหนาขึ้น ผิวหนังหย่อนคล้อย จุดด่างดำตามวัยชราปรากฏขึ้น

ไม่ถึงหนึ่งนาที เซียวหมิงก็เปลี่ยนจากชายหนุ่มร่างสูงใหญ่องอาจ กลายเป็นตาแก่อ่อนแอที่ดูเหมือนจะล้มได้ทุกเมื่อ

เนื่องจากเสื้อผ้าเป็นชุดเครื่องแบบของสำนัก จึงสามารถปรับขนาดตามรูปร่างได้อัตโนมัติ ไม่ดูรุ่มร่ามขัดตาแม้เขาจะแปลงโฉม

ด้วยรูปลักษณ์ของเขาตอนนี้ ต่อให้ไปยืนต่อหน้าเซียวฝาน น้องชายก็คงจำไม่ได้

"เสี่ยวฝาน..."

เมื่อครู่ตอนเดินสวนกัน เขาแอบทำสัญลักษณ์ไว้บนตัวเซียวฝาน แค่ตั้งสมาธิสัมผัสนิดหน่อยก็รู้ตำแหน่งแล้ว

เขากระโดดลงจากชั้นเจ็ด

เซียวหมิงร่อนลงพื้นอย่างนิ่มนวล ข้างๆ เด็กสามคนที่ดูอายุประมาณเจ็ดแปดขวบที่กำลังถือดาบไม้ไล่ตีกันเล่น

ในบรรดาเด็กแสบสามคนนี้ คนที่มีระดับพลังสูงสุดก็แค่กลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง แถมยังเป็นขั้นหนึ่งแบบกลวงๆ มีแต่พลังงานแต่ใช้ไม่เป็น และไม่ได้ขัดเกลาร่างกายมาเป็นพิเศษ

โดยปกติแล้ว แปดขวบคือช่วงวัยที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มสัมผัสการบำเพ็ญเพียร

สิ่งที่เรียกว่า 'ปราณกำเนิดยังไม่สลาย เส้นเอ็นกระดูกเริ่มก่อรูปแข็งแรง' ก็คือช่วงนี้นี่แหละ

แต่เด็กวัยนี้จิตใจวอกแวก อยู่นิ่งยาก บวกกับเพิ่งเริ่มสัมผัสการฝึกตนยังไม่คุ้นชิน วันๆ หนึ่งแค่นั่งสมาธิได้สักพักก็ถือว่าเก่งมากแล้ว

ดังนั้นการฝึกตนในระดับกลั่นลมปราณจึงค่อนข้างช้า

เด็กๆ หยุดเล่น มองดูตาแก่ที่ร่อนลงมาข้างๆ

สีหน้าของพวกเขาสรุปได้ว่า... ผมและเพื่อนๆ อึ้งกิมกี่ไปเลยครับ

"คุณปู่ ปู่เป็นเซียนกระบี่เหรอฮะ" เด็กแสบที่มีพลังระดับหนึ่งรวบรวมความกล้าถามขึ้น

"เปล่า" เซียวหมิงยิ้มอย่าง 'เมตตา' "ปู่เป็นผู้ฝึกกายา"

"ผู้ฝึกกายา!"

"นี่น่ะเหรอผู้ฝึกกายา!"

เด็กแสบอีกสองคนร้องอุทาน

เซียวหมิงไม่พูดพร่ำทำเพลง กระโดดเบาๆ ทีเดียวก็ไปไกลลิบ

"โห เจ๋งเป้ง" หลังจากอุทานเสร็จ เด็กแสบที่รวบรวมความกล้าถามเมื่อกี้ก็เกาหัว "ผู้ฝึกกายาบินไม่ได้เหรอ"

"เซียนกระบี่เท่กว่าเห็นๆ"

"พ่อบอกว่า ผู้ฝึกกายาก็คือคนเลี้ยงม้า!"

"พวกบ้าพลังต่างหากเล่า!"

เซียวหมิงที่ไปไกลแล้วชะงักกึก ด้วยระดับพลังของเขา หูตาย่อมเฉียบคม ต่อให้อยู่ไกลก็ได้ยินเสียงชัดแจ๋ว

โลกเฮงซวยเอ๊ย เมื่อไหร่ผู้ฝึกกายาจะลืมตาอ้าปากได้สักทีวะ

ขนาดเด็กตัวกะเปี๊ยกยังรู้จักเหยียดชนชั้นผู้ฝึกตนกันแล้วเรอะ

...............

ริมถนน ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาบุคลิกอ่อนโยนคนหนึ่งกำลูกอมไว้เต็มมือ แจกจ่ายให้กับเด็กๆ ที่เดินผ่านไปมา

"ขอบคุณครับคุณอา!" เด็กที่มีมารยาทหน่อยก็จะพูดแบบนี้

"ต้องเรียกว่าพี่สิ อย่าเรียกอา" เขาก็จะยิ้มตอบกลับไป

ไม่นานลูกอมในมือก็เหลือเม็ดสุดท้าย เขาตั้งใจจะเก็บไว้กินเอง

แกะห่อออก ลูกอมใสแจ๋วเหมือนอัญมณีเม็ดงาม ส่งกลิ่นหอมผลไม้ออกมา

เขาโยนลูกอมเข้าปาก แล้วหลับตาลง ราวกับกำลังดื่มด่ำรสชาติ

ผ่านไปพักใหญ่ เขาถึงลืมตาขึ้น มองดูเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ไกล เผยรอยยิ้มจางๆ

"หยวน เจ้าทำได้ไม่เลวเลยจริงๆ..."

ถ้าไม่ใช่เพราะระแวงเกินไป บางทีอาจจะได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็ได้

จากนั้น เขาเบนสายตามองไปที่ฝั่งตรงข้ามถนน

แสงแดดยามเช้าสว่างจ้า ส่องกระทบต้นไม้สองข้างทาง ทอดเงาเป็นร่มไม้

ใต้ร่มไม้เงาหนึ่ง

เซียวฝานนั่งยองๆ มือหนึ่งถือขนมชิ้นเล็กๆ ป้อนหนูตัวใหญ่สีเทา อีกมือหนึ่งลูบหัวมันเบาๆ

คนที่เดินผ่านไปมาเห็นภาพนี้ก็รู้สึกขยะแขยง หมอนี่ประสาทรึเปล่า

แต่ผู้ฝึกตนโรคจิตมีเยอะแยะ ก็เลยไม่มีใครว่าอะไร

'ลุกขึ้น'

เซียวฝานออกคำสั่งในใจ

หนูตัวใหญ่สีเทาตัวนั้นลุกขึ้นยืนสองขาทันที

'นั่งลง'

'กลิ้งตัว'

'ตีลังกา'

ไม่ว่าเซียวฝานจะสั่งอะไร เจ้าหนูก็ทำตามอย่างว่าง่าย

แต่ตีลังกาดูจะยากไปสำหรับมัน มันเลยล้มกลิ้งไม่เป็นท่า

แต่พอมันลุกขึ้นมาได้ มันก็พยายามจะตีลังกาอีก ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เชื่อฟังคำสั่งแบบร้อยเปอร์เซ็นต์จริงๆ สินะ

กริ๊ง กริ๊ง

เสียงใสกังวานดังขึ้น เหรียญวิญญาณสองเหรียญกลิ้งมาหยุดอยู่ข้างตัวเขา คนรอบข้างต่างหันมามอง บางคนถึงกับหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป

"พ่อหนุ่ม อย่าให้มันตีลังกาแล้ว โชว์อย่างอื่นหน่อยสิ" มีคนตะโกนบอก

คือคนที่เพิ่งโยนเหรียญวิญญาณสองเหรียญมาให้นั่นเอง

เซียวฝาน "..."

เห็นคนมามุงดูตัวเองแบบนี้ ในใจเขารู้สึกรังเกียจ เหมือนกับตอนที่ดูไลฟ์สดพวกวีเจสาวๆ ก่อนหน้านี้

"เจ๋งแฮะ นึกว่าพ่อหนุ่มนี่มานั่งให้อาหารหนูเฉยๆ ที่แท้ก็เป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรนี่เอง!" มีคนพูดขึ้น

ผู้ฝึกสัตว์อสูร อาชีพผู้ฝึกตนที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่ปัจจุบันแทบจะสาบสูญไปแล้ว

ก็ในเมื่อเผ่าปีศาจระดับเหนือกว่าผสานเต๋ายังสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

อาชีพที่มีเพดานสูงสุดแค่ระดับหวนคืนสู่ความว่างเปล่า แถมยังหาสัตว์อสูรมาทำสัญญาด้วยโคตรยาก ใครมันจะบ้าไปเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูรกันล่ะ

ดังนั้นการสืบทอดวิชานี้เลยแทบจะขาดตอน

เซียวฝานคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูร

ขณะที่เขากำลังจะหันหลังเดินหนีไม่สนใจคนพวกนี้ ก็มีเหรียญวิญญาณมูลค่าสูงอีกหลายเหรียญถูกโยนเข้ามา

"ขอโชว์เด็ดๆ หน่อย! เกิดมาจนป่านนี้ฉันยังไม่เคยเห็นผู้ฝึกสัตว์อสูรตัวเป็นๆ เลย!" คนพูดสวมชุดเครื่องแบบของสำนักหุบเขาโอสถสงเคราะห์

หุบเขาโอสถสงเคราะห์ นักปรุงยา เศรษฐี!

เอิ่ม

ผ่านไปพักใหญ่ เซียวฝานอาศัยหนูธรรมดาๆ ตัวหนึ่งกอบโกยเงินจนกระเป๋าตุง

นักปรุงยานี่รวยจริงอะไรจริง

สุดท้ายนักปรุงยาคนนั้นยังอยากจะขอซื้อวิชาฝึกสัตว์อสูรจากเขาด้วย โดยเสนอราคาที่ล่อตาล่อใจสุดๆ

ถ้าเซียวฝานมีวิชาฝึกสัตว์อสูรจริงๆ เขาคงขายไปแล้ว

น่าเสียดายที่เขาไม่มี

และ [คัมภีร์เลี้ยงดูวิญญาณบำรุงตน] เขาก็ไม่มีทางขายเด็ดขาด

และต่อให้ขายไป... คนอื่นจะได้ยินเนื้อหาหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

ในขณะเดียวกัน เซียวหมิงที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเห็นเหตุการณ์นี้ก็เริ่มงง

หรือว่าเสี่ยวฝานไม่ได้ออกมาทำเรื่องไม่ดี แต่ตั้งใจออกมาหาเงิน

แต่เขาไปเรียนวิชาควบคุมสัตว์มาตอนไหน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 69 - ทดสอบคัมภีร์เลี้ยงดูวิญญาณบำรุงตนครั้งแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว