- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 33 - จัดระเบียบสังคมดัดนิสัยพวกหัวร้อน?
บทที่ 33 - จัดระเบียบสังคมดัดนิสัยพวกหัวร้อน?
บทที่ 33 - จัดระเบียบสังคมดัดนิสัยพวกหัวร้อน?
บทที่ 33 - จัดระเบียบสังคมดัดนิสัยพวกหัวร้อน?
บางทีเรื่องมันก็เหลือเชื่อ เรื่องแบบนี้สิบกว่าปีก่อนไม่เคยเจอ แต่ช่วงนี้ดันเจอติดกันสองครั้งซ้อน
"พี่ พี่รู้จักผู้อาวุโสเมื่อกี้ไหม"
"รู้จัก" จางซิวเองก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก "ผู้อาวุโสเมื่อครู่คือผู้ยิ่งใหญ่ระดับผสานเต๋าแห่งสำนักเต๋าไท่ซั่ง ประจำการอยู่ที่หน่วยรับมือผู้ฝึกตนโบราณ ไม่นานมานี้พี่เพิ่งไปรายงานตัวกับเขา"
ระดับผสานเต๋าเชียวนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อน มีผู้ยิ่งใหญ่ระดับนี้มาแสดงความเมตตา เขาคงรีบส่งเสี่ยวลู่เข้าสำนักเต๋าไท่ซั่งไปแล้ว
แต่มันดันมาเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้อาวุโสสำนักกระบี่ท่านนั้นแสดงเจตจำนงจะปั้นเสี่ยวลู่เนี่ยสิ...
แถมวันที่ไปส่งรายงาน ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ยังแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบขี้หน้าสำนักกระบี่สุดๆ
แต่ถ้าไม่ชอบสำนักกระบี่ แล้วทำไมต้องมาประจำการที่หน่วยในเขตของสำนักกระบี่ด้วยล่ะ ถึงจะเป็นสำนักเซียนก็เถอะ แต่คงบังคับระดับผสานเต๋าไม่ได้หรอกมั้ง
คงไม่ใช่ว่าตั้งใจมาหาเรื่องหรอกนะ?
ถึงจะไม่รู้ว่าเมื่อกี้รอดจากการตรวจสอบมาได้ยังไง แต่ถ้าจ้าวศาสตราจื่อหวนรู้ว่าสองพี่น้องเคยติดต่อกับผู้อาวุโสสำนักกระบี่ จุดจบคงไม่สวยแน่
ปวดหัวชะมัด
แต่ภายนอกจางซิวยังคงแสร้งทำเป็น 'จริงจัง' แนะนำน้องสาว
"นี่เป็นโอกาสดี เจ้าต้องคว้าไว้ให้แน่น พรุ่งนี้ไปโรงเรียนก็ลองไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์ดู แต่อย่าได้แพร่งพรายชื่อของผู้อาวุโสจื่อหวนเด็ดขาด"
ความหวังดีของผู้ยิ่งใหญ่ระดับผสานเต๋า ปฏิเสธได้ด้วยเหรอ?
คำตอบชัดเจนว่าไม่มีทางเลือกอื่น
เฮ้อ~
จริงๆ ก็ไม่อยากรบกวนผู้อาวุโสสำนักกระบี่บ่อยนักหรอก แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวกับระดับผสานเต๋า เกินกำลังที่พวกเราจะรับมือไหวแล้ว
ตอนนี้คงทำได้แค่ให้เสี่ยวลู่ไปขอคำปรึกษาจากผู้อาวุโสสำนักกระบี่ หวังว่านางจะเข้าใจความหมายที่พี่สื่อนะ
จางซิวลูบแหวนมิติที่นิ้วซ้ายเบาๆ
สำนักราชันคชสาร... สงสัยต้องเตรียมตัวสักหน่อยแล้ว
แม้ผู้อาวุโสจะให้ใบเบิกทางมา แต่ที่นั่นคือสำนักเซียน ต่ำกว่าระดับผสานเต๋า ไม่มีใครกล้ารับประกันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะพาเข้าสำนักได้แน่นอน
จางอวิ๋นลู่ทำท่าครุ่นคิด ก้มมอง "เคล็ดวิชาอ่านปราณม่วง" ในมือ
เจอเรื่องแบบนี้เข้าไป ทั้งสองคนก็หมดอารมณ์จะไปฉลอง เลยตรงดิ่งกลับบ้านทันที
บนท้องฟ้า ไอม่วงสายหนึ่งลอยห่างออกไป
......
ในขณะเดียวกัน รถสามล้อถีบคนปั่นคันหนึ่งกำลังแล่นฉิวอยู่บนถนน เรียกสายตาผู้คนให้หันมามองกันเกรียว
ในประวัติศาสตร์ทวีปกลาง ของเก่ากึกแบบนี้เคยฮิตอยู่แค่ช่วงสั้นๆ แล้วก็ถูกแทนที่อย่างรวดเร็ว
ผู้ฝึกตนพอถึงระดับสร้างรากฐานก็เหาะได้แล้ว เรื่องความสบายกับรูปลักษณ์ก็สู้รถยนต์ไม่ได้
ดังนั้นตอนนี้จะมีใช้ก็แค่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญสุดกู่เท่านั้น
สวีสิงนั่งเงียบๆ อยู่ในกระบะหลังแบบเปิดโล่ง ส่วนข้างหน้าฉือจิ่วอวี๋กำลังปั่นยิกๆ รถสามล้อถีบพุ่งแซงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผสมปราณคันแล้วคันเล่า
โดยเฉพาะพวกที่เอะอะบีบแตร ชอบด่าชาวบ้าน พอแซงได้เธอก็จะหันไปทักทายอย่าง 'เป็นมิตร' ด้วยนิ้วกลางหนึ่งที
"มองทางหน่อย อย่าขับเร็วเกินกำหนดล่ะ" สวีสิงเตือน
"วางใจเถอะอาจารย์อา ข้าเชี่ยวชาญ ไม่เร็วเกินกำหนดแน่นอน!" นางตอบด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น
ไม่กี่นาทีก่อน พอออกจากโรงเรียน ฉือจิ่วอวี๋ก็บอกว่าเอารถมาด้วย แถมโม้ว่าฝีมือขับรถขั้นเทพ
ผลคือ... นางดันงัดเอารถสามล้อถีบออกมา
ไม่นาน รถก็ผ่านสี่แยก ศิษย์หอวินัยคนหนึ่งกำลังยืนโบกจราจรอยู่กลางถนน
พอเห็นรถสามล้อถีบพุ่งผ่านไป เขาถึงกับสตั๊นไปชั่วขณะ จากนั้นก็เห็นรถยนต์อีกหลายคันพุ่งตามไป ไล่กวดรถสามล้อคันหน้าสุดชีวิต
เขาเหลือบมองเครื่องวัดความเร็วข้างตัว
อืม...
ไม่เกินกำหนด
ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ไม่มีใครกล้าแหกกฎหรอก
ผู้ฝึกตนสมัยนี้เขาใช้วิธีนี้ฝึกวิชากันแล้วเหรอ?
ผ่านไปสักพัก ด้วยความพยายามของฉือจิ่วอวี๋ รถสามล้อก็มาถึงหน้าหมู่บ้านหรู รปภ.เห็นรถสามล้อจอดอยู่หน้าประตูก็เตรียมจะออกมาไล่
แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นป้อม รถยนต์หรูหลายคันก็ทยอยมาจอดต่อท้ายรถสามล้อ
บางรุ่นนี่เป็นรถในฝันที่เขาได้แต่นอนละเมอถึง
อะ... อะไรกันครับเนี่ย?
ฉือจิ่วอวี๋กระโดดลงจากรถ หน้าไม่แดงแรงไม่ตก หยิบขวดน้ำมาราดลงบนโซ่
ฉ่า!
ไอน้ำพวยพุ่ง โซ่ที่ร้อนจนแดงกลับมาเป็นสีเงินแวววาวเหมือนเดิม ชัดเจนว่าเป็นวัสดุพิเศษ
เธอหันกลับไปโบกมือให้ขบวนรถข้างหลัง
"เอาล่ะ คราวหน้าหารถที่มันเร็วกว่านี้หน่อยนะ ช้าขนาดนี้ยังมีหน้ามาด่าคนอื่นอีก"
พูดจบก็เก็บรถสามล้อเข้าแหวนมิติ
"อาจารย์อา..." หันกลับมาอีกทีสวีสิงเดินไปไกลแล้ว "รอข้าด้วย!"
เธอก้าวข้ามไม้กั้นแล้วรีบวิ่งตามไป
ในรถยนต์ด้านหลัง สายตาอาฆาตหลายคู่จ้องมองตามหลังเธอไปตาเป็นมัน
......
สวีสิงเดินไม่เร็ว ฉือจิ่วอวี๋ตามมาทันอย่างง่ายดาย เธอยิ้มแฉ่งถามว่า "อาจารย์อาสงสัยไหมทำไมข้าถึงขี่สามล้อ"
"ไม่"
"..." ฉือจิ่วอวี๋สะอึกไปนิดนึง แต่แป๊บเดียวก็โยนคำพูดสวีสิงทิ้งไป "จริงๆ แล้วเป้าหมายข้าคือการดัดนิสัยพวกโรคหัวร้อนบนท้องถนนต่างหาก"
"ดูพวกนั้นสิ พลาดนิดหน่อยก็พร้อมจะมีเรื่องกับคนอื่น ข้าทำแบบนี้ถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาท"
แถมยังหาเรื่องสนุกๆ ทำได้ด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!
ระหว่างที่เธอบ่นพึมพำ ทั้งสองก็มาถึงหน้าวิลล่า สวีสิงยื่นป้ายไม้เล็กๆ ให้เธอ
"นี่เป็นแกนกลางค่ายกล เก็บไว้ดีๆ อย่าทำหาย"
ฉือจิ่วอวี๋ต้องรอเขาและกลับพร้อมเขา ช่วงนี้เลยต้องพักที่นี่ไปก่อน
ยังไงที่นี่ก็กว้างขวาง เดี๋ยวให้นางเลือกห้องพักแขกเอาเอง
"อ้อ" ฉือจิ่วอวี๋รับมาอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับคิดดูแคลน
ค่ายกลที่แม้แต่ระดับกลั่นลมปราณยังกันไม่ได้ คิดจะมากันเธอเนี่ยนะ?
"อย่าประมาท ค่ายกลนี้ข้าปรับปรุงใหม่แล้ว เจ้าอาจจะฝ่าเข้าไปไม่ได้จริงๆ ก็ได้"
ปรับปรุงใหม่?
เธอเริ่มคันไม้คันมืออยากลองของ แต่พอนึกได้ว่าเพิ่งเจออาจารย์อาวันแรก เก็บอาการอยากลองดีไว้ก่อนดีกว่า
อากาศตรงหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย ค่ายกลที่ครอบคลุมวิลล่าเปิดออกเป็นช่องทางเดิน สวีสิงเดินนำเข้าไป ฉือจิ่วอวี๋เดินตามต้อยๆ
"เดิมทีข้าเตรียมของขวัญไว้ให้เจ้าบ้าง"
ของขวัญ?
"แต่พอได้เจอตัวจริง ข้าถึงพบว่าสถานการณ์ของเจ้าต่างจากที่ข้าคาดไว้พอสมควร" น้ำเสียงสวีสิงเจือแววชื่นชม "รากฐานวิถีแห่งการรังสรรค์ แก่นทองคำอมตะ แม้แต่วิญญาณแรกกำเนิดก็คุณภาพสูงลิบ"
แน่นอน ข้าเก่งขนาดนี้อยู่แล้ว!
"ข้ามีวาสนาอยู่อย่างหนึ่ง เหมาะกับเจ้ามาก ที่ศิษย์พี่ส่งเจ้ามา ส่วนหนึ่งก็คงเพราะคำนึงถึงจุดนี้"
มีเรื่องของอาจารย์มาเอี่ยวด้วยเหรอ?
ฉือจิ่วอวี๋ตั้งอกตั้งใจฟัง เดินตามสวีสิงต้อยๆ แต่เขากลับเงียบไม่ยอมพูดต่อ
"อาจารย์อา รีบพูดสิ"
"ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา ถึงเวลาเจ้าจะเข้าใจเอง"
"..."
ไอ้พวกชอบอมพะนำเอ๊ย
[จบแล้ว]