- หน้าแรก
- จักรพรรดิกลืนสวรรค์ บัญชีแค้นล้างปฐพี
- บทที่ 19 - สำนักวิญญาณคราม
บทที่ 19 - สำนักวิญญาณคราม
บทที่ 19 - สำนักวิญญาณคราม
บทที่ 19 - สำนักวิญญาณคราม
นอกถ้ำ
กองไฟถูกจุดขึ้น
สวีเฉินนำศพงูหลามเกล็ดทมิฬออกมาจากแหวนมิติ แล่เนื้องูออกมาส่วนหนึ่ง ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำใส เสียบไม้ แล้วย่างบนกองไฟ
เสียงฝีเท้าดังมาจากในถ้ำ
ตามมาด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ
สวีเฉินหันไปมองหญิงชุดแดงที่เดินนวยนาดออกมา
ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้จะชอบสีแดงเป็นพิเศษ
ชุดเดิมขาดไปแล้ว นางก็เปลี่ยนชุดใหม่ตามคำแนะนำของเขา แต่ก็ยังเป็นสีแดงอยู่ดี
หญิงชุดแดงนั่งลงตรงข้ามสวีเฉิน จ้องมองเนื้องูที่เริ่มสุกบนกองไฟแล้วยิ้มบางๆ "เจ้าใจกล้าไม่เบานะ กล้าขโมยศพงูหลามเกล็ดทมิฬมาด้วย"
สวีเฉินรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย
จะว่าไป งูหลามเกล็ดทมิฬนางเป็นคนฆ่า ควรจะเป็นของสงครามของนาง พอโดนเจ้าตัวจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ก็เลยรู้สึกเหมือนขโมยของแล้วโดนจับได้
"ข้าเก็บมาอย่างเปิดเผยต่างหาก"
สวีเฉินแถไปเรื่อย
หญิงชุดแดงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
สวีเฉินรีบเปลี่ยนเรื่อง "ข้าชื่อสวีเฉิน เป็นจอมยุทธ์พเนจร แล้วท่านล่ะ?"
"ซูอวิ๋น"
หญิงชุดแดงมองสวีเฉินด้วยความแปลกใจแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบยิ้มๆ
คุยกันไม่กี่ประโยค ทั้งคู่ก็เงียบไป ต่างจ้องมองเนื้องูที่พลิกไปมาบนกองไฟ
เนื้องูย่างจนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน
พอโรยเกลือลงไป กลิ่นก็ยิ่งหอมยั่วน้ำลาย
เนื้องูหลามเกล็ดทมิฬถือเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ แค่ย่างไฟธรรมดาแล้วโรยเกลือ รสชาติก็เทียบชั้นอาหารเหลาได้เลย
กลิ่นเนื้อหอมฉุยลอยอบอวลไปทั่ว
ซูอวิ๋นดูเหมือนจะหิวมานาน ทนความยั่วยวนไม่ไหว แอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
หูของสวีเฉินไวมาก ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายของซูอวิ๋น ก็หันไปมองหน้านางยิ้มๆ
ซูอวิ๋นแก้มแดงระเรื่อ สะบัดหน้าหนีด้วยความเขินอาย
จนกระทั่งสวีเฉินยื่นเนื้องูย่างที่สุกได้ที่ให้ นางถึงยอมวางมาด เลิกถือตัว ฉีกเนื้อกินเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย
"ผู้คุมกฎโลหิตยังไม่ตาย มันตื่นจากการหลับใหลแล้ว แม้พลังจะยังไม่ฟื้นคืนสู่จุดสูงสุด แต่คาดเดาได้เลยว่านับจากนี้อาณาจักรไท่ซางจะไม่สงบสุขอีกต่อไป" ซูอวิ๋นเริ่มชวนคุย สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ
"ต่อไปเจ้าต้องระวังตัวให้มาก ทางที่ดีควรเข้าสังกัดสำนักเพื่อหาที่คุ้มครอง"
"อื้ม"
สวีเฉินพยักหน้า
"ผู้คุมกฎโลหิตดูเหมือนจะเป็นคนของลัทธิเทพโลหิต ลัทธินี้เก่งกาจมากเหรอ? ทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน?"
สวีเฉินนึกถึงตอนที่ชายชุดดำอ้างตัวว่าเป็นคนของลัทธิเทพโลหิต เลยฉวยโอกาสถามซูอวิ๋น
ซูอวิ๋นตอบเสียงเครียด "ลัทธิเทพโลหิต... เป็นขุมกำลังที่น่ากลัวมาก ช่วงรุ่งโรจน์ อำนาจของมันครอบคลุมหลายสิบดินแดนใหญ่ หลายร้อยดินแดนย่อย แทบจะกลืนกินทวีปชิงโจวได้ทั้งทวีป สำนักน้อยใหญ่ถูกทำลายล้าง ชีวิตนับล้านถูกสังหารโหด จนกระทั่งเมื่อหกพันปีก่อน ขุมกำลังต่างๆ ร่วมมือกันกวาดล้าง ใช้เวลาหลายปีถึงจะปราบลัทธิเทพโลหิตลงได้"
สวีเฉินฟังแล้วขนลุก
ช่วงพีคของลัทธิเทพโลหิต ครอบคลุมหลายสิบดินแดนใหญ่ อำนาจมหาศาลจนน่าตกตะลึง
ต้องรู้ก่อนนะว่า อาณาจักรไท่ซางเป็นแค่จุดเล็กๆ ในดินแดนรกร้าง ซึ่งดินแดนรกร้างก็เป็นแค่ดินแดนย่อยแห่งหนึ่งเท่านั้น
ห้าสำนักใหญ่แห่งอาณาจักรไท่ซาง ในสายตาลัทธิเทพโลหิต คงไม่ต่างอะไรกับมดปลวก
ขุมกำลังที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ต่อให้ล่มสลายไปแล้ว แต่เศษซากเดนตายที่หลงเหลืออยู่ ก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด
แมลงร้อยขาตายยากฉันใด ลัทธิมารก็ฉันนั้น
ถ้าโดนพวกมันเพ่งเล็ง จุดจบคงไม่สวย
ซูอวิ๋นปลอบใจว่า "เจ้าไม่ต้องกังวลไป แม้ลัทธิเทพโลหิตเมื่อหกพันปีก่อนจะแข็งแกร่งมาก แต่หลังจากโดนกวาดล้างมาตลอด ตอนนี้พวกมันไม่กล้าออกมาเพ่นพ่านหรอก ทำได้แค่หลบซ่อนในมุมมืด ไม่กล้าลงมือโจ่งแจ้ง"
"อีกอย่าง ข้าสู้กับผู้คุมกฎโลหิตจนมันบาดเจ็บสาหัส คงไม่ออกมาอาละวาดเร็วๆ นี้แน่"
สวีเฉินโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
เขาฆ่าลูกศิษย์มัน แถมยังทำลายบ่อเลือดรักษาตัวของมัน อีกฝ่ายคงไม่ปล่อยเขาไว้แน่ โชคดีที่โดนซูอวิ๋นซัดจนน่วม คงยังมาตามล่าเขาไม่ได้ในเร็ววัน
พอกินอิ่ม สวีเฉินก็บิดขี้เกียจ เดินไปนั่งขัดสมาธิเตรียมฝึกวิชา
"เจ้าเป็นจอมยุทธ์พเนจรใช่ไหม?"
จู่ๆ ซูอวิ๋นก็ถามขึ้น
สวีเฉินงงว่าถามทำไม แต่ก็พยักหน้าตอบ
"สนใจเข้าสำนักวิญญาณครามไหม?"
สำนักวิญญาณครามเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ของอาณาจักรไท่ซาง
ห้าสำนักใหญ่ประกอบด้วย หมู่ตึกกระบี่สวรรค์ สำนักเมฆา สำนักควบคุมอสูร สำนักใบไม้แดง และสำนักวิญญาณคราม
สวีเฉินตอบ "สำนักวิญญาณครามเป็นถึงสำนักใหญ่ ข้าย่อมอยากเข้าอยู่แล้ว แต่ช่วงรับศิษย์เพิ่งจบไป รอบหน้าต้องรออีกตั้งสองปี"
ซูอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ยิ้มบางๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
สวีเฉินเห็นนางเงียบไป ก็ไม่อยากเซ้าซี้ หลับตาลงเริ่มเดินลมปราณ
พอฝึกเสร็จ สวีเฉินลืมตาขึ้น บิดตัวคลายเมื่อย พอลุกขึ้นมองไปรอบๆ กลับไม่เห็นซูอวิ๋น เขาเดินเข้าไปดูในถ้ำ ก็ไม่เจอใคร แต่กลับพบจดหมายสองฉบับและป้ายหยกวางอยู่
สวีเฉินหยิบขึ้นมาดู
ฉบับหนึ่งเขียนถึงเขา
อีกฉบับเป็นจดหมายแนะนำตัว
ส่วนป้ายหยกทำจากทองสัมฤทธิ์ ตรงกลางสลักคำว่า 'อวิ๋น' ตัวบรรจง
มองของในมือ สวีเฉินก็พอจะเดาอะไรได้
เขาแกะจดหมายที่ซูอวิ๋นเขียนถึงเขาออกมาอ่าน
เป็นอย่างที่คิด
ซูอวิ๋นกลับไปแล้ว
พิษโลหิตในตัวนางถูกขจัดหมดสิ้น
อาการบาดเจ็บแม้จะดูหนักหนา แต่สำหรับยอดฝีมือขอบเขตปราณแท้จริง ถือว่าไม่เท่าไหร่
นางต้องรีบนำข่าวเรื่องผู้คุมกฎโลหิตกลับไปรายงานสำนัก เลยต้องจากไปโดยไม่บอกลา หวังว่าเขาจะไม่ถือสา
และท้ายจดหมาย นางได้เชิญชวนให้เขาเข้าสำนักวิญญาณคราม
มีจดหมายแนะนำตัวกับป้ายหยกของนาง สำนักวิญญาณครามจะรับเขาเป็นศิษย์เป็นกรณีพิเศษ
"เข้าสำนักวิญญาณครามเป็นทางเลือกที่ไม่เลว"
"ฉินชิงโหรวเป็นศิษย์สำนักเมฆาไปแล้ว ถ้าข้าฆ่านาง สำนักเมฆาไม่ปล่อยข้าไว้แน่ ดังนั้น ข้าต้องเก่งจนสำนักเมฆาไม่กล้าหือ หรือไม่ก็ต้องมีขุมกำลังระดับเดียวกันหนุนหลัง"
"ถ้าเข้าสำนักวิญญาณคราม ก็จะมีสำนักเป็นเกราะคุ้มกัน ไม่ต้องกลัวการแก้แค้นของสำนักเมฆา แถมยังมีทรัพยากรให้ข้าพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็ว"
"ใจจริงข้าอยากจะบุกไปฆ่าฉินชิงโหรวเสียเดี๋ยวนี้ แต่นางอยู่ในสำนักเมฆา ฝีมือข้าตอนนี้ยังอ่อนด้อยนัก บุกไปก็เท่ากับไปตาย"
"ป่านนี้ฉินชิงโหรวคงรู้ข่าวการตายของพี่น้องตัวเองแล้ว ด้วยนิสัยของนาง คงไม่ยอมลงเขามาง่ายๆ แน่"
"เฮ้อ..."
สวีเฉินกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ
"เจ็บใจชะมัด"
"แต่เจ็บใจไปก็ทำอะไรไม่ได้ ปล่อยให้นางเสวยสุขไปอีกสักพัก รอข้าแข็งแกร่งพอจะท้าชนสำนักเมฆาเมื่อไหร่ ต่อให้นางมุดหัวอยู่ในสำนัก ก็หนีความตายไม่พ้น!"
"สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือเข้าสำนักวิญญาณคราม กอบโกยทรัพยากรแล้วรีบเก่งขึ้น!"
พอตัดสินใจได้ สวีเฉินก็เตรียมออกเดินทาง แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้
"จริงสิ"
เขาหยิบสร้อยคอออกมาจากแหวนมิติ "นางไม่รู้ตัวเลยว่าสร้อยหาย..."
"สร้อยเส้นนี้เป็นของดี ศาสตราวิญญาณสายสนับสนุน จะทิ้งไว้เฉยๆ ก็เสียดายแย่"
พูดจบ
เขาก็สวมสร้อยคอไว้ที่คอตัวเอง
ทันใดนั้น สมองก็ปลอดโปร่ง ความคิดแล่นฉิว แม้แต่ความเหนื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง
"ของดีจริงๆ!"
...
สำนักวิญญาณคราม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอาณาจักรไท่ซาง ห่างจากจุดที่สวีเฉินอยู่เป็นพันลี้
แถมยังไม่คุ้นทาง
สวีเฉินออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น
เดินทางข้ามวันข้ามคืนอยู่สามวันเต็ม ถึงจะเข้าสู่เขตอิทธิพลของสำนักวิญญาณคราม
สำนักวิญญาณครามตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงพันวา ชื่อว่าภูเขาวิญญาณคราม ภูมิประเทศสูงชัน สลับซับซ้อน ดูยิ่งใหญ่อลังการ ปกคลุมด้วยไอวิญญาณหนาแน่น
เงยหน้ามองขุนเขาสูงเสียดฟ้า สวีเฉินรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
เขาพักค้างแรมที่โรงเตี๊ยมตีนเขาหนึ่งคืน
เช้าวันต่อมา
หลังจากพักผ่อนเต็มที่ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลก็มลายหายไป ร่างกายและจิตใจกลับมาสมบูรณ์เต็มร้อย
ล้างหน้าล้างตาเสร็จ สวีเฉินลูบท้อง รู้สึกหิวขึ้นมาตงิดๆ
ไม่ได้กินของดีๆ มานานแล้ว
ประจวบเหมาะกับตีนเขาสำนักวิญญาณครามมีร้านอาหารเยอะแยะ ก่อนขึ้นเขา ขอจัดหนักสักมื้อ
สวีเฉินผู้มั่งคั่ง เลือกร้านที่ใหญ่และหรูที่สุด
ภัตตาคารเซียนไหล
ห้องส่วนตัวชั้นสาม
สวีเฉินสั่งอาหารเต็มโต๊ะ นั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย
วัตถุดิบของภัตตาคารเซียนไหลคัดสรรมาอย่างดี
ทุกจานปรุงจากเนื้อสัตว์อสูร
อย่างจานที่สวีเฉินกำลังคีบอยู่นี้ ทำจากเนื้อกระต่ายวิญญาณไม้
กระต่ายวิญญาณไม้ สัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นต่ำ พลังโจมตีไม่สูง แต่เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ เป็นเมนูโปรดของเหล่าจอมยุทธ์
เพราะความอร่อย ราคาของกระต่ายวิญญาณไม้เลยพุ่งสูงลิ่ว แพงกว่าสัตว์อสูรระดับหนึ่งขั้นกลางบางตัวเสียอีก
อาหารมื้อนี้ สวีเฉินจ่ายไปเหนาะๆ 86 ก้อนหินปราณ
มื้อเดียวกินไป 86 ก้อนหินปราณ จอมยุทธ์ขอบเขตปราณผสานทั่วไปคงน้ำตาตก แต่สำหรับเศรษฐีใหม่อย่างสวีเฉิน ขนหน้าแข้งไม่ร่วงสักเส้น
"นายท่าน นี่คือเมนูสุดท้าย สุนัขเทพกลืนตะวัน เชิญทานให้อร่อยขอรับ!"
เสี่ยวเอ้อวางจานลง แล้วถอยออกจากห้องอย่างนอบน้อม ปิดประตูเบาๆ
จังหวะที่ปิดประตู แววตาของเสี่ยวเอ้อฉายแววอิจฉาอย่างปิดไม่มิด
กินหรูขนาดนี้ ฐานะทางบ้านของเด็กหนุ่มคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่
เสี่ยวเอ้อลงมาที่ชั้นหนึ่ง ก็เจอกับชายสองหญิงหนึ่งเดินเข้ามา
พอเห็นหน้าคนมาใหม่ เสี่ยวเอ้อก็รีบปั้นหน้าประจบสอพลอทันที "คุณชายซูเยว่ ลมอะไรหอบมาครับเนี่ย เชิญข้างในเลยครับ"
เสี่ยวเอ้อทักทายเด็กหนุ่มที่เป็นหัวโจก
"ไม่ต้องพูดมาก เปิดห้องส่วนตัวให้ข้า แล้วยกของดีๆ มาให้หมด"
คนที่เสี่ยวเอ้อเรียกว่าคุณชายซูเยว่ เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบแปดสิบเก้า หน้าขาวเกลี้ยงเกลา หน้าตาดีแต่แววตาหยิ่งยโส มองคนด้วยหางตา ท่าทางอวดเบ่งสุดๆ
แต่เสี่ยวเอ้อดูจะชินชากับท่าทางแบบนี้แล้ว
"ยืนบื้ออยู่ทำไม นำทางสิ!"
ซูเยว่เห็นเสี่ยวเอ้อยืนนิ่ง ก็ขมวดคิ้วตวาด
"คุณชายซู คือว่า... ห้องส่วนตัวเต็มหมดแล้วขอรับ" เสี่ยวเอ้อยิ้มแหย
[จบแล้ว]