- หน้าแรก
- สะเทือนวงการบันเทิงด้วยดาราหน้าหวานสันดานนักมวย
- บทที่ 10 - ตุ๊กตายางลู่เซี่ยนชิง
บทที่ 10 - ตุ๊กตายางลู่เซี่ยนชิง
บทที่ 10 - ตุ๊กตายางลู่เซี่ยนชิง
ตอนนั้นแสงแดดส่องผ่านช่องระบายอากาศเข้ามา เขาเงยหน้ามองแสงแดดขุ่นมัวนั้น ขนตาสั่นระริกราวกับปีกผีเสื้อ
เขายิ้ม ในขณะที่น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านหางตา เขาก็ค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง ภาพยนตร์ตัดจบลงเพียงเท่านี้
เขากลายเป็นตำนานเพราะหนังเรื่องนี้ และเพราะบทบาทนี้ตราตรึงใจผู้คนเกินไป ทุกคนจึงเรียกเขาว่า "พี่สี่" มาจนถึงทุกวันนี้
ชาติที่แล้วฉินซือเจิงเรียนไม่จบมัธยมต้นก็ไปชกมวย ไม่มีความรู้เรื่องศิลปะเลยสักนิด แต่การแสดงของลู่เซี่ยนชิงกลับตรึงเขาไว้ได้อย่างอยู่หมัด ดูหนังจบเขารู้สึกคันหน้า พอเอามือเช็ดถึงรู้ว่าเป็นน้ำตา
ขนาดเขาเองยังเป็นขนาดนี้ การที่เจ้าของร่างเดิมจะชอบเขา ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อกังขาเลย
แต่ว่า เจ็บคางชะมัด!
ตอนหมอนั่นบีบคางเขาไม่ได้ออมแรงเลยสักนิด ต้องเป็นการแก้แค้นที่เขาต่อยไปหนึ่งหมัดแน่ ๆ!
ในฐานะตัวประกอบใช้แล้วทิ้งที่มีชีวิตอยู่ได้แค่หมื่นตัวอักษร เขาไม่อยากรีบตายไวขนาดนั้น จึงกำหมัดให้กำลังใจตัวเอง "รักชีวิต อย่าคิดเข้าใกล้ลู่เซี่ยนชิง!"
เขาท่องซ้ำสามรอบเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ
หลังจากทำใจได้แล้ว ก็ยืดอกเดินเชิดหน้าเข้าไปในห้องฝึกซ้อมส่วนตัวที่สวีเจ้าจองไว้ให้
ชีวิตช่างสวยงาม เขาจะไม่ยอมไปพัวพันกับลู่เซี่ยนชิงเด็ดขาด!
ตั้งใจทำมาหากินไม่ดีกว่าเหรอ?
ลู่เซี่ยนชิงที่อยู่หน้าประตู "?"
อะไรนะ อยู่ห่างเขาแล้วชีวิตจะสวยงามเหรอ?
แต่ว่า ดวงตากลมโตเหมือนลูกแก้วของเจ้าเด็กนั่นดูมีชีวิตชีวา ท่าทางเหมือนตุ๊กตาล้มลุก ปากก็บอกรักชีวิตให้ห่างจากเขา แต่มือก็กำหมัดให้กำลังใจตัวเองไปด้วย
ดูมีพลังล้นเหลือขนาดนี้ ลู่เซี่ยนชิงลองเปรียบเทียบในใจ: เหมือน... หัวหน้าคณะละครสัตว์ ที่คุมฝูงลิงน้อยนิสัยเหมือนตัวเอง
ฉินซือเจิงเดินอาด ๆ เข้าไปหาเทรนเนอร์ฟิตเนส ถามประโยคแรกว่า "ของพวกนี้ใช้ได้หมดเลยใช่ไหมครับ?"
พอได้รับคำตอบยืนยัน เขาก็เริ่มยกเวทอย่างขะมักเขม้น ปากก็พร่ำบ่นไปว่า "รักชีวิต! ห่างไกลลู่เซี่ยนชิง!"
เทรนเนอร์ตั้งใจจะสอนวิธีใช้อุปกรณ์ก่อน แต่คำพูดยังจุกอยู่ที่ปากก็พบว่าไม่จำเป็นเลย เขาใช้คล่องกว่าเทรนเนอร์ซะอีก
ทำเอางงไปเลย
ไหนบอกว่าอ่อนแอจนไม่มีแรงเชือดไก่? นี่ไก่หรือไก่กาอาราเล่?
บทที่ 5 - ภูผาเขียวคะนึงหา
หลังจากฉินซือเจิงประกาศเข้าร่วมรายการ 《พาหนูน้อยฯ》 ชาวเน็ตก็วิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อน เขาฉินรู้ว่านี่คือก้าวแรกของการชุบตัว เขาต้องทำให้ดีที่สุด
ช่วงไม่กี่ปีมานี้เขาทิ้งร่างกายไปนาน สวีเจ้าเลยหาครูสอนปรับบุคลิกภาพมาติวเข้มให้อีกสักระยะ อย่างน้อยก็กู้คืนทักษะการมองกล้องกลับมา เพราะสวีเจ้าสังเกตเห็นว่าเวลาเขาคุยกับใครชอบจ้องหน้าคนนั้นเขม็ง
หลังจากติวเข้มอยู่พักใหญ่ เขาก็พอจะรู้วิธีเล่นหูเล่นตากับกล้องบ้างแล้ว
สวีเจ้าให้เขาหยุดสองวัน ให้พักผ่อนเอาแรง เตรียมตัวเข้ากองถ่าย
นิสัยจากชาติที่แล้วยังไม่หาย ทุกเจ็ดโมงเช้าเขาจะตื่นมาซ้อมมวยสองชั่วโมง แล้วต่อด้วยสควอชและวิดพื้นตามลำดับ ค่อย ๆ เรียกความรู้สึกเดิม ๆ กลับมา
ตราบใดที่หมัดคู่นี้ยังอยู่ เขาก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
ความจริงตอนที่ฉินซือเจิงเพิ่งทะลุมิติมาโลกแปลกหน้านี้ เขาก็แอบหวั่นใจอยู่บ้าง แม้ชาติที่แล้วจะไม่มีเพื่อน แต่พวกคุณป้าก็ดีกับเขามาก ยังมีน้อง ๆ ที่คอยพึ่งพาเขาอีก
อยู่ที่นี่เขาไม่รู้จักใครเลยสักคน แถมยังต้องมารองรับความเกลียดชังที่ไม่ได้ก่อเองอีกตั้งมากมาย
เขาเลียบเคียงถามเจียงซีเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีต กลายมาเป็น "ฉินซือเจิง" ของโลกนี้ และต้องใช้ชีวิตแทนเขาต่อไป
นิสัยไม่ยอมแพ้ทำให้เขาฮึดสู้ เขาจะตั้งใจใช้ชีวิต เผื่อว่าสักวันอาจจะหาทางกลับไปได้
ฉินซือเจิงใช้มือเช็ดกระจกที่ขึ้นฝ้าจากไอน้ำร้อน เผยให้เห็นใบหน้าวัยรุ่นที่งดงามหยาดเยิ้ม ริมฝีปากกระจับเม้มเข้าหากัน แล้วค่อย ๆ คลายออก
ความน้อยใจและความกังวลชั่ววูบจางหายไป แทนที่ด้วยพลังเต็มเปี่ยมที่ไม่มีวันล้ม
"แค่ลู่เซี่ยนชิงคนเดียว ไม่เห็นต้องกลัว!"
หลังจากปลุกใจตัวเองเสร็จ ฉินซือเจิงก็แต่งตัวเดินออกจากห้องน้ำ
ก่อนไปเจียงซีหั่นผลไม้ไว้ให้จานหนึ่ง เขาตั้งใจจะดูรายการวาไรตี้ย้อนหลัง ศึกษาว่าคนอื่นเขาทำกันยังไง เลียนแบบเขาไปคงไม่ผิดพลาด
เสียงกริ่งประตูดัง เขาคิดว่าเจียงซีย้อนกลับมา
พอเปิดประตูถึงเห็นว่าเป็นผู้ชายแปลกหน้า ยังไม่ทันได้ถาม อีกฝ่ายก็กวักมือเรียก "มาช่วยขนของหน่อย แม่จะเหนื่อยตายอยู่แล้ว"
"...?"
ฉินซือเจิงมองเขาเตะถุงใบใหญ่สองใบที่วางอยู่บนพื้นกับกล่องกระดาษทรงยาวขนาดมหึมาอย่างงง ๆ แล้วยื่นมือเข้าไปช่วยขนเข้ามา
โหยวซือสะบัดคอเสื้อพัดลม กลิ่นน้ำหอมหวานเอียนลอยมาเตะจมูก พร้อมกับคำเรียกแทนตัวเองว่า "แม่" ทุกคำ ทำเอาคิ้วของฉินซือเจิงกระตุกยิก
"โหยวซือ?" เขาลองเรียกหยั่งเชิง ในวีแชตเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่เมมชื่อยาวเหยียดว่า 'อย่าเห็นว่าฉันเป็นดอกไม้บอบบางแล้วจะรังแกได้นะ'
โหยวซือแทบจะลงไปกองกับพื้น ชี้ไปที่ "พัสดุ" ขนาดยักษ์นั่นอย่างหมดแรง "ของที่นายสั่ง เดี๋ยวโอนตังค์ให้ด้วย เจ็ดหมื่นแปด คิดราคาเพื่อนฝูง แปดหมื่นถ้วนละกัน"
ฉินซือเจิงไม่รู้เลยว่า "เจ้าของร่างเดิม" สั่งอะไรกับหมอนี่ แต่ก็พยักหน้าไปก่อน
"แกะดูสิยะ แม่แบกมาให้จนมือจะแหกอยู่แล้วเนี่ย ดูสิแดงหมดแล้ว เดี๋ยวต้องชดเชยให้หนัก ๆ เลยนะ" โหยวซือเร่งยิก ๆ
ฉินซือเจิงหยิบกรรไกรมาตัดพลาสติกหุ้มด้านนอกออกอย่างระมัดระวัง แกะกล่องกระดาษ กล่องกระดาษแข็ง ข้างในยังมีกันกระแทกอีกชั้น อดเดาไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ ถึงได้ห่อมาดีขนาดนี้
เขาแกะออกทีละชั้น จนเกือบจะเอากรรไกรทิ่มมือตัวเอง ยืนอึ้งกิมกี่ไปเลย
ตุ๊กตาที่หน้าตาเหมือนลู่เซี่ยนชิงเปี๊ยบปรากฏอยู่ตรงหน้า โหยวซือยิ้มกรุ้มกริ่มให้เขา "จะบอกให้นะ อันนี้มีเสียงด้วย ตัดต่อบทพูดของพี่สี่จากในหนังมารวมกับเสียง... นายลองฟังดู"
เขายื่นมือไปกดที่หน้าอก เจ้า "ลู่เซี่ยนชิงเป่าลม" ก็ส่งเสียงที่บรรยายไม่ได้ออกมาทันที ฉินซือเจิงฟังแล้วแทบอยากจะกลั้นใจตาย เจ้าของร่างเดิมนี่มันโรคจิตประเภทไหนกันแน่เนี่ย!
เขาไม่ได้สั่งทำไอ้นี่นะ
เขาเปล่านะ
เขาไม่ได้ทำ
โหยวซือหัวเราะ หึ หึ พลางอธิบายสรรพคุณ แล้วดึงมือเขาไปทดสอบสินค้า ฉินซือเจิงทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว ใครมันจะไปอยากได้ประสบการณ์สมจริงขนาดนี้วะ!!!
[จบแล้ว]